INDIA : มหาอำนาจชาติใหม่


มีข่าวที่น่าสนใจข่าวหนึ่งจากสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า ในเวลาอีกประมาณไม่เกินหนึ่งทศวรรษหน้าอินเดียจะก้าวขึ้นมาเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจแซงจีน โดยผลจากงานวิจัยของสำนักวิจัยดีลอยท์พบว่า ประชากรที่อยู่ในวัยทำงานของอินเดียจะเพิ่มจากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 885 ล้านคน ขึ้นเป็นประมาณ 1,000 ล้านคนในอีก 20 ปีข้างหน้า ในขณะที่ประชากรของประเทศอื่นๆ ในเอเชียรวมถึงจีนกำลัง “แก่” ขึ้นอย่างรวดเร็ว

งานวิจัยนี้พบว่า ประชากรสูงวัยในเอเชียที่มีอายุเกินกว่า 65 ปี จะเพิ่มจากประมาณ 365 ล้านคน เป็นประมาณ 500 ล้านคนในปี 2022 คืออีกแค่ 5 ปีข้างหน้า คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% ของกลุ่มผู้สูงวัยของโลกในปี 2030 ในขณะที่อินเดียมีประชากรรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาดีและมีความตั้งใจทำงานเพิ่มขึ้น จนประมาณการว่าในทศวรรษหน้านี้ แรงงานอินเดียจะเพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณครึ่งหนึ่งของแรงงานที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดในทวีปเอเชีย ทำให้เกิดแรงผลักดันทั้งด้านดีมานด์และซัปพลายให้เศรษฐกิจของประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

อ่านข่าวนี้แล้วนึกถึงปัญหาแรงงานที่ประเทศไทยกำลังประสบอยู่ และนับวันจะรุนแรงขึ้น เอาแค่รัฐบาลเข้มงวดจัดการแรงงานผิดกฎหมาย ก็ทำให้ธุรกิจหลายประเภททั้งด้านผลิต และบริการได้รับผลกระทบ ทำให้เห็นว่าโลกนี้ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน อะไรที่เคยเห็นว่าดีมีประโยชน์ เมื่อเวลาผ่านไป กลับสร้างปัญหาโดยไม่รู้ตัว เหมือนกับความสำเร็จในการคุมกำเนิดของไทยซึ่งกลายเป็นตัวอย่างให้หลายประเทศทำตาม และทำให้คนรุ่นหลังไม่พร้อมที่จะรับภาระสร้างครอบครัว และสร้างชาติ เพราะค่านิยมของการคุมกำเนิด และปัญหาการพัฒนาเศรษฐกิจแบบรวยกระจุกจนกระจาย รายได้เพิ่มไม่ทันค่าใช้จ่าย ซึ่งคงเป็นปัญหาหลักให้แก้ไขต่อไปในอนาคต เมื่อประชากรส่วนใหญ่เข้าสู่วัยสูงอายุในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ที่อยากคุยกับท่านผู้อ่านวันนี้คือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอินเดีย ทั้งๆ ที่อินเดียเป็นประเทศใหญ่ มีประชากรเกือบ 900 ล้านคน แต่การค้าระหว่างไทยกับอินเดียไม่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศที่ค้าขายกับไทย ในขณะที่มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับจีนสูงเป็นอันดับ 1 ถัดมาคือญี่ปุ่น คั่นด้วยสหรัฐ อันดับ 3 หลังจากนั้นเป็นประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย ประกอบด้วย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ฮ่องกง ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ ส่วนอินเดียถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศอื่นๆ โดยมีมูลค่าการค้าปีละไม่เกิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ถ้าดูผลการวิจัยของดีลอยท์คราวนี้แล้ว น่าที่ไทยจะต้องรีบพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอินเดียขนานใหญ่ เพราะไม่ว่าจะเป็นขนาดของประเทศและประชากร ตลอดจนขนาดของเศรษฐกิจ แม้ในปัจจุบันอินเดียก็ถูกจัดให้เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกประเทศหนึ่งอยู่แล้ว แต่ทำไมไทยไม่สามารถขยายปริมาณและมูลค่าการค้ากับอินเดีย

สาเหตุประการแรกคงต้องกล่าวว่ารัฐบาลและภาคราชการไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์แบบทวิภาคีกับอินเดียน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เช่น จีน ญี่ปุ่น หรือประเทศตะวันตก โดยเฉพาะเมื่อประสบปัญหาที่ต้องทำความตกลงกันเพื่อทำให้การค้าระหว่างประเทศทั้งสองมีความสมดุลยิ่งขึ้น เพราะเท่าที่ผ่านมาไทยเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบดุลการค้ามาโดยตลอด

ประการแรกก็น่าจะเป็นปัญหาที่เอกชนไทยไม่ค่อยสนใจที่จะเข้าไปลงทุนในอินเดียเพื่อใช้ประโยชน์จากแรงงานและวัตถุดิบที่มีปริมาณมากและถูกกว่าไทย จริงอยู่ในปัจจุบันมีเอกชนไทยหลายบริษัทเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานในอินเดียแต่ก็จัดว่ายังเป็นจำนวนน้อย ทั้งๆ ที่อินเดียเป็นจุดเชื่อมต่อไปภูมิภาคตะวันออกกลางและยุโรปโดยเฉพาะสหราชอาณาจักรที่มีผลประโยชน์อย่างมหาศาลอยู่ในประเทศอินเดีย

ผมเข้าใจว่าปัจจุบันรัฐบาลกำลังเร่งเจรจาทำความตกลงเขตการค้าเสรีกับอินเดีย ซึ่งจะทำให้การค้าและการลงทุนระหว่างไทยและอินเดียขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะฝ่ายไทยเองน่าจะต้องใช้ความพยายามอย่างมากในฐานะประเทศที่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจของอินเดียในทศวรรษหน้า เมื่ออินเดียก้าวเข้ามาเป็นมหาอำนาจขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกแทนหรือควบคู่ไปกับจีน

ไทยมีแผนยุทธศาสตร์เชื่อมต่อทะเลจีนใต้กับทะเลอันดามัน ที่เรียกว่าเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจและแนวตะวันออกตะวันตก (East-West Economic Corridor) เส้นทางนี้จะยังประโยชน์ให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยสูงสุดในทศวรรษหน้าหรือไกลไปกว่านั้น ถ้าปริมาณและมูลค่าการค้าระหว่างไทย-อินเดียขยายตัวอย่างน้อยขึ้นไปอยู่ในอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศคู่ค้าของไทย ซึ่งถ้ามองจากมุมของอินเดียแล้ว การเพิ่มมูลค่าจากปีละไม่ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ไม่ใช่เป็นเรื่องยากแต่ประการใด ถ้าฝ่ายไทยแสดงเจตจำนงและดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ด้วยเหมือนอย่างกรณีความสัมพันธ์ไทย-จีน

ถ้าเราบอกว่าไทย-จีนคือพี่น้องกัน ก็ต้องบอกว่า ความสัมพันธ์ไทย-อินเดียก็ลึกซึ้งไม่แพ้กัน เพราะเป็นความสัมพันธ์ที่กล่าวได้ว่าเป็นศิษย์กับอาจารย์กัน เพราะพระบรมศาสดาของเราคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นชาวอินเดีย และนอกจากศาสนาพุทธแล้วศาสนาของชาวอินเดีย รวมทั้งเทพเจ้าต่างๆ ที่คนไทยกราบไหว้กันทุกวันนี้ก็เป็นเทพเจ้าของชาวอินเดีย

นอกจากการสร้างความสัมพันธ์กับรัฐบาลและประชาชนชาวอินเดียในประเทศอินเดียแล้ว ทางการไทยน่าจะพยายามชักจูงชาวอินเดียหรือชาวอินเดียเชื้อสายไทยให้หันมาลงทุนในภาคการผลิตมากขึ้น ซึ่งจะปูทางให้การค้าขายนำเข้าและส่งออกสินค้าและวัตถุดิบระหว่างไทย-อินเดียเพิ่มขึ้นกว่าเดิม อย่างน้อยก็พูดภาษาเดียวกัน หรือถ้าพูดภาษาอังกฤษก็ฟังทันและเข้าใจความหมายลึกซึ้งกว่าคนไทยเชื้อสายอื่น ที่พูดอย่างนี้เพราะผมมีเพื่อนชาวอินเดียหรือชาวไทยเชื้อสายอินเดียหลายคนที่มีเงินสดมากมาย แต่นิยมลงทุนเฉพาะในอสังหาริมทรัพย์ แถวถนนสุขุมวิทตอนกลางและตอนต้น เพราะนอกจากจะทำกำไรดีแล้วยังเป็นการลงทุนที่มั่นคงและยั่งยืน เลยไม่ค่อยยอมเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในการลงทุนทั้งๆ ที่มีศักยภาพที่จะทำได้ไม่ยาก

เอาว่าต่อไปนี้ ถ้าเดินไปกลางทางเจอจีน ฝรั่ง และแขก ก็ลองเชิญแขกเข้ามาช่วยพัฒนาเศรษฐกิจไทยดูบ้างดีไหมครับ ชักช้าอยู่ จีนผสมฝรั่งอย่างสิงคโปร์ หรือเกาหลีจะแย่งชิงโอกาสจากไทยที่เอาแต่เห่อฝรั่งเห่อจีนไปหมด

Image: PIXABAY

268 views0 comments