เปิดยุทธศาสตร์ยางพารา...20 ปีส่งไทยผู้นำโลก


นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยกับ “ดอกเบี้ยธุรกิจ” ถึงยุทธศาสตร์ยาง 20 ปีว่า ในอนาคต 20 ปีจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรยังไม่รู้ รวมทั้งยังเห็นแนวโน้มของโลกแล้วว่าน่าจะมีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นมากมาย โดยสิ่งที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันคือการนำเอายางพาราไปทำยางรถยนต์ และในอีก 10 ปีข้างหน้าอาจจะไม่ใช่แบบนั้นแล้วก็ได้ เพราะรถยนต์อาจจะบินแล้วก็ได้

“ต้องคิดแบบนั้นไว้ก่อนเพราะฉะนั้นถ้ายังทำเหมือนในแบบปัจจุบันคงลำบากแล้ว หากมองย้อนกลับไปในปี 2540 กับวันนี้คือปี 2560 จะไม่แตกต่างกันมาก ประเทศไทยเป็นผู้นำในเรื่องการส่งออกยางพาราในรูปแบบวัตถุดิบมาตลอด 20 ปี ขณะเดียวกันก็เจอปัญหาเรื่องยางพาราผันผวนมาตลอด บางช่วงเวลาเกษตรกรมีความสุขกับราคายางพาราที่เพิ่มขึ้น แต่บางช่วงเวลาราคายางพาราตกต่ำซึ่งไม่รู้จะหาทางแก้ไขอย่างไร ถือเป็นปัญหาที่เรื้อรังมาโดยตลอด” นายธีธัช กล่าวและว่าการแก้ไขแบบเดิมคงทำไม่ได้เพราะวนเวียนแบบเดิม จึงต้องมองว่าปัญหาเกิดจากอะไร ปัญหาวันนี้เกิดจากไทยส่งออกในรูปแบบวัตถุดิบมากเกินไป ผลผลิต 100% ไทยส่งออกในรูปแบบวัตถุดิบเกือบ 90% เพราะฉะนั้นเวลาไทยส่งออกในรูปแบบวัตถุดิบ ราคาจะขึ้นอยู่กับผู้ใช้ในตลาดโลก อย่างจีน สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่น ถ้าสภาพเศรษฐกิจดีก็ซื้อกับไทยจำนวนมากแต่ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีก็ซื้อกับไทยน้อย ขณะเดียวกันวันนี้มีประเทศคู่แข่งปลูกยางเพิ่มขึ้นเช่น เวียดนาม จากสมัยก่อนที่ไม่มีปลูกปัจจุบันขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ของโลกแล้ว ตอนนี้ไทยส่งออกเป็นอันดับ 1, อินโดนีเซีย อันดับ 2 และ เวียดนาม อันดับ 3 อีกทั้งยังมีกัมพูชาและพม่าที่กำลังปลูกยางพารา ทำให้ไทยต้องมองไปในอีก 20 ปีข้างหน้า

“ปัจจุบันไทยมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 22 ไทยมียุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 20 ปี ส่วนยางพาราเป็นสินค้าเกษตรหรือเป็นพืชการเกษตรที่สำคัญเพราะทำรายได้ให้กับประเทศเป็นอันดับ 1 มีความจำเป็นที่ต้องมองระยะไกล ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายยางแห่งชาติ และทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์บอกว่าต้องยุทธศาสตร์ 20 ปี ทำให้ต้องมายกร่างเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายยางแห่งชาติ จะมีการวิเคราะห์ผลกระทบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น โดยแยกเป็น 4 ปัญหา”

ปัญหาแรกคือ ปัญหาจากโครงสร้าง ปัญหาการใช้และการส่งออก โดยไทยมีการใช้ในประเทศ 14% ส่งออก 86% ราคายางพาราถูกกำหนดจากภายนอก เกษตรกรจะได้รับผลกระทบต่อเมื่อราคายางพาราตกต่ำ ขณะเดียวกันยางสังเคราะห์เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ปัญหาที่สอง เป็นเรื่องต้นทุนการผลิต ไทยมีต้นทุนการผลิตที่สูงทำให้ราคายางพาราขายแพงกว่าที่อื่น แต่ยางพาราไทยยังเป็นที่ยอมรับว่าเป็นอันดับ 1 ของโลก แม้ราคาจะสูงกว่าคู่แข่ง แต่คุณภาพยางพาราไทยดี ทำให้มีการมาร์คแล้วว่าเรื่องคุณภาพเป็นจุดขาย ปัญหาที่สาม เรื่องการขาดแคลนแรงงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแน่นอน แรงงานในสวนยางมีแนวโน้มที่ขาดแคลนทั้งในปัจจุบัน/อนาคต

และปัญหาสุดท้าย การกีดกันทางการค้า สวนยางพาราบางสวนต้องยอมรับว่าอยู่ในพื้นที่รุกล้ำป่าสงวน ในอนาคตประเทศยุโรปหรือประเทศผู้ซื้อกำลังกำหนดมาตรฐานในรูปแบบหากไม่ยืนยันพื้นที่ปลูกไม่ได้อยู่ในพื้นที่บุกรุกป่า ที่เรียกว่า มาตรฐาน PEFC ที่ทำให้ยางพาราเหล่านี้อาจจะไม่ได้ถูกซื้อจะเกิดขึ้นในอีก 3-4 ปีข้างหน้า

“สิ่งสำคัญ คือ ต้องแก้ไขและปรับเปลี่ยน 4 ปัญหานี้ เพราะฉะนั้นแนวทางการแก้ไขปัญหา คือ ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือวิธีการบริหารจัดการเรื่องยางพารา โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ของโลก และสร้างความมั่นคงให้กับพี่น้องเกษตรกร สิ่งที่ไทยต้องมอง คือ 1.ต้องเพิ่มการใช้ยางพาราในประเทศ เพราะจะไม่ต้องไปพึ่งพาเรื่องของตลาดภายนอก โดยที่ปัจจุบันไทยใช้น้อยมากเพียง 14% ไทยส่งออกให้คนอื่นผลิตแล้วส่งกลับมาขายในประเทศไทย แล้วทำไมถึงไม่ผลิตในประเทศ ผลิตออกเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กันอยู่ทุกวัน” นายธีธัชกล่าวและพูดถึงการจะทำแบบนี้ได้ต้องมีนวัตกรรมและมีการวิจัยที่ดีเพื่อมารองรับผลิตภัณฑ์ ต้องดึงดูดเงินลุงทุนจากต่างชาติให้เข้ามาสร้างโรงงานในไทยมากขึ้น และต้องเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตในเรื่องของยางพารา มีการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานให้มากกว่าเดิม และสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องสร้างความเข้มแข็งกับภาคการผลิต เหล่านี้จะเป็นโจทย์เพื่อสร้างวิสัยทัศน์ จากเดิมไทยเป็นผู้นำของโลกเรื่องการส่งออกโดยเฉพาะเรื่องของวัตถุดิบยางพารา แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า ต่อจากนี้ให้ไปมุ่งเป้าที่ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปและไม้ยางพารา สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย

พูดถึงยุทธศาสตร์ยางพารานั้น นายธีธัชกล่าวว่า 20 ปีจะต้องทำทันที โดยตั้งวิสัยทัศน์ว่าไทยจะเป็นผู้นำของโลกในเรื่องการผลิตและส่งออกน้ำยางธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ยาง และไม้ยางพารา กำหนดยุทธศาสตร์ออกมา 5 ด้าน หนึ่งยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า ยุทธศาสตร์แห่งการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและภาคการเกษตร มุ่งเป้าไปที่ตัวเกษตรกรต้องมีสวัสดิการที่ดีขึ้น สถาบันเกษตรกรต้องมีความเข้มแข็งได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุน สนับสนุนในเรื่องความรู้ต่างๆ ยุทธศาสตร์ที่สอง เกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน ปัจจุบันไทยมีมาตรฐานของยางแผ่น และกำลังทำมาตรฐานของยางแท่ง ในอนาคตอาจจะมีมาตรฐานยางก้นถ้วยหรือเศษยางก็เป็นได้ ไม่อย่างนั้นเกษตรกรเมื่อนำยางก้นถ้วยหรือเศษยางไปขายจะถูกกดราคา ดังนั้น สิ่งเหล่านี้จะทำอย่างไรให้เกิดคุณภาพเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกัน ยุทธศาสตร์ที่สาม ส่งเสริมงานวิจัยเพื่อให้ยอมรับว่าเทคโนโลยีเข้ามาในวงการยางพาราให้มากขึ้น คงไม่ใช่เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริม ขณะที่ยุทธศาสตร์ที่สี่ ส่งเสริมพัฒนาตลาดในประเทศและต่างประเทศ พัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายให้เกษตรกรเข้าถึงง่ายขึ้น ผู้ผลิตเมื่อผลิตมาแล้วต้องมีตลาดรองรับ และยุทธศาสตร์สุดท้ายต้องมามองเรื่องปัจจัยการสนับสนุนต่างๆ อย่างเรื่อง กฎระเบียบ กฎหมาย วิธีการปฏิบัติ ที่ทุกวันนี้เป็นปัญหาอยู่หากจะต้องแก้กฎหมายก็ต้องแก้ ตรงนี้เป็นหัวใจหลักของยุทธศาสตร์ยาง 20 ปี

“ปัจจุบันทิศทางของไทยเริ่มต้นที่การขึ้นทะเบียนเกษตรกรเพื่อให้เข้าถึงสิทธิ์เหล่านี้ก่อน คนที่ทำสวนยางอยู่ให้รีบมาขึ้นทะเบียนก่อน เพื่อเข้าถึงสิทธิ์ต่างๆ เช่น เรื่องของการได้รับการส่งเสริม ได้รับสนับสนุนเงินลงทุนเพื่อหมุนเวียนในการทำสวนยาง สิทธิ์เหล่านี้ก็จะขยายไปถึงสวัสดิการต่างๆ ในอนาคตอาจจะมีการทำในเรื่องของการประกันต่างๆกับเกษตรกร และเกษตรกรจะเข้าไปถึงสิทธิ์ยุทธศาสตร์ยาง 20 ปีโดยตรง” นายธีธัชกล่าวและตอนนี้ต้องไม่ทำการเกษตรตามแห่ เพราะว่าไทยเมื่อจะทำอะไรก็ทำตามกันหมดทำให้เกิดสินค้าล้นตลาด ตอนนี้กำลังทำแบบโซนนิ่งว่าพื้นที่ไหนมีพื้นที่เหมาะสม เช่น พื้นที่ภาคใต้เหมาะที่จะปลูกอะไร ปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังสำรวจพื้นที่ทั่วประเทศเป็นรายอำเภอและรายจังหวัด ดูว่าพื้นที่ตรงนั้นเหมาะสมที่จะทำการเกษตรอะไร เพราะฉะนั้นเกษตรกรสามารถขอความเห็นหรือขอความรู้จากเกษตรอำเภอได้ทันทีว่าอยู่ตำบลหรืออำเภอนี้เหมาะสมหรือไม่ที่จะทำสวนยาง เพราะถ้าไม่เหมาะสมต้นทุนการปลูกก็จะสูง แทนที่เกษตรกรลงทุนเหมือนที่อื่น 50 บาท ก็อาจจะเพิ่มเป็น 100 บาท และเมื่อใช้ต้นทุน 100 บาท หากเมื่อราคาผันผวนจะได้รับผลกระทบมากกว่าคนอื่น สิ่งสำคัญ คือ ต้องเริ่มจากจุดแรกก่อนว่าดูความเหมาะสมของพื้นที่ตรงนั้น ถ้าพื้นที่ตรงนั้นเหมาะสมที่จะปลูกยางพาราก็ปลูกได้ แต่ถ้าพื้นที่ตรงนั้นเหมาะสมที่จะปลูกข้าวก็ต้องปลูกข้าว

นายธีธัชกล่าวเน้นเป้าหมาย ต้องการให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มเติม สามารถใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สิ่งสำคัญ คือ ถ้ามีเกษตรกรเข้ามาใหม่หรือที่มีอยู่เดิมต้องเพิ่มทักษะการเป็นผู้ประกอบการให้กับเกษตรกรมีความพร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้พัฒนาทักษะเพื่อให้มีความรู้มากขึ้นนอกเหนือจากการปลูกเพียงอย่างเดียว สมัยก่อนอาจจะให้องค์ความรู้ในเรื่องของการปลูก ใช้ยางพาราพันธุ์อะไร วิธีการปลูก แต่วันนี้ต้องพัฒนาทักษะในด้านธุรกิจ ด้านการตลาด หรือด้านการเงิน การส่งเสริมการทำบัญชีครัวเรือนให้เป็น มีวินัยการออม เพราะบางครั้งต้องยอมรับว่าเมื่อได้รับเงินมามากแต่ไม่มีวินัยการออมก็อาจจะหมดไป จึงต้องส่งเสริมเกษตรกรให้รักษาเสถียรภาพรายได้ให้กับเกษตรกร นับว่าเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการโดยเร็ว

“อย่างในเรื่องของการโค่นยางพาราปีละ 400,000 ไร่ ก็เป็นวิธีการบริหารจัดการของพื้นที่การปลูกให้เหมาะสม คือ เมื่อต้นยางพารามีอายุ 20 ปี หรือต้องการจะเปลี่ยนไปปลูกพืชเศรษฐกิจประเภทอื่น ทำให้มีโควตาปีละ 400,000 ไร่ โดยเกษตรกรสามารถเข้ามาขอรับการสนับสนุนการปลูกแทน จะเปลี่ยนเป็นปลูกยางพาราพันธุ์ดีก็ได้เพราะมีโควตาปีละไม่เกิน 200,000 ไร่ หรือจะปลูกเป็นพืชประเภทอื่นก็มีโควตาให้ปีละไม่เกิน 200,000 ไร่ และยังได้รับการสนับสนุนในเรื่องของปัจจัยการปลูกคนละ 16,000 บาท” นายธีธัชกล่าวและพูดถึงยุทธศาสตร์ยางพารา 20 ปี ว่าในช่วงที่ผ่านมามีการนำร่างยุทธศาสตร์ไปขอความเห็นจากเกษตรกรใน 7 เขตพื้นที่ ภาคเหนือ , ภาคอีสาน 2 ส่วน, ภาคกลาง , ภาคตะวันออก และภาคใต้ที่แบ่งเป็น 3 เขต และลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นและยังมีการทำประชาพิจารณ์รอบใหญ่เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา เป็นการทำประชาพิจารณ์โดยมีเกษตรกร ตัวแทนเกษตรกร นักวิชาการ นักสื่อสารมวลชน มารับฟัง และยังมีประเด็นเรื่องของยุทธศาสตร์กี่กรอบ หลักปฏิบัติและวิธีปฏิบัติในกรอบนี้ อยากให้ทำอะไร ทุกคนจะให้ความเห็นมา เช่น 5 ยุทธศาสตร์ ที่สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรโดยอยากให้ทำอะไร

“ตอนนี้มีการรวบรวมความคิดเห็น เมื่อเสร็จแล้วนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการของกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์โดยมีรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน เมื่อมีความเห็นชอบจึงเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายยางแห่งชาติในขั้นตอนต่อไป”

85 views0 comments