ทริสให้เกรด “A” น้ำตาลขอนแก่น


ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิไม่มีหลักประกัน บริษัทน้ำตาลขอนแก่น ที่ “A” ด้วยแนวโน้ม “Stable” สะท้อนถึงประสิทธิภาพของบริษัทว่า จะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมน้ำตาลเอาไว้ได้ แม้จะมีการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมน้ำตาล

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น (KSL) ที่ระดับ “A” โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงประสบการณ์ที่ยาวนานในฐานะที่บริษัทเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ของประเทศไทย ตลอดจนการขยายกิจการไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจน้ำตาล ทว่าความแข็งแกร่งดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากวัฏจักรราคาน้ำตาล และความผันผวนของปริมาณผลผลิตอ้อย รวมถึงความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจอ้อยและน้ำตาลในประเทศลาว และกัมพูชา ตลอดจนภาระหนี้ของบริษัทที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูง

ทั้งนี้ ราคาน้ำตาลทรายลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยราคาน้ำตาลอ้างอิงจากราคาขายตามสัญญาที่บริษัท อ้อยและน้ำตาลไทย เป็นผู้ดำเนินการซื้อขายนั้นลดลงจาก 18.4 เซนต์ต่อปอนด์ในปีการผลิต 2556/2557 มาอยู่ที่ 15.4 เซนต์ต่อปอนด์ในปีการผลิต 2558/2559

นอกจากราคาน้ำตาลที่ปรับตัวลดลงแล้ว สภาพอากาศที่แห้งแล้งในประเทศไทยยังส่งผลทำให้ปริมาณอ้อยเข้าหีบของบริษัทลดลงด้วย ทั้งนี้ บริษัทมีปริมาณอ้อยเข้าหีบ 7.61 ล้านตัน ในปีการผลิต 2558/2559 ลดลงจาก 8.47 ล้านตันในปีการผลิต 2556/2557

ราคาขายเอทานอลและอัตราค่ารับซื้อไฟฟ้า (Tariff) รวมถึงค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ที่ปรับตัวลดลงก็ส่งผลทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2558 และปี 2559 อ่อนตัวลง อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้จากการขายของบริษัทลดลงเป็น 13.9% ในปีการเงิน 2558 และ 12.9% ในปีการเงิน 2559

สำหรับในช่วง 6 เดือนแรกของปีการเงิน 2560 บริษัทมีรายได้ลดลงเป็น 7,533 ล้านบาท หรือลดลง 3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 24.1% ในช่วง 6 เดือนแรกของปีการเงิน 2560 จาก 21.3% ในช่วง 6 เดือนแรกของปีการเงิน 2559

เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยของน้ำตาลเพิ่มขึ้น บริษัทและผู้ผลิตน้ำตาลส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีการทำสัญญาขายน้ำตาลล่วงหน้าในช่วงที่ราคาน้ำตาลอยู่ในระดับสูง แต่การปรับตัวที่ดีขึ้นของกลุ่มธุรกิจน้ำตาลช่วยชดเชยความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มธุรกิจพลังงานของบริษัทที่ยังอ่อนตัวลง

นอกจากนี้ ราคาน้ำตาลที่สูงขึ้นยังส่งผลทำให้บริษัทมีกำไรเล็กน้อยเป็นครั้งแรกจากธุรกิจที่ดำเนินงานใน ลาว และกัมพูชาในช่วงครึ่งแรกของปีการเงิน 2560 อีกด้วย EBITDA รวมของบริษัทจึงเพิ่มขึ้นจาก 1,701 ล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปีการเงิน 2559 เป็น 2,368 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 39% ในช่วงเวลาเดียวกันในปีการเงิน 2560

ในเดือนกรกฎาคม 2560 บริษัทได้ประกาศการควบรวมกิจการระหว่าง บริษัท เคเอสแอล กรีน อินโนเวชั่น กับ บริษัท บีบีพี โฮลดิ้ง ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น โดยทั้ง 2 บริษัทนี้จะรวมเป็นบริษัทใหม่ที่ดำเนินธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์ชีวภาพ โดย บริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่นจะถือหุ้น 60% ในบริษัทใหม่และบริษัทจะเป็นผู้ถือหุ้นในส่วนที่เหลือ 40% การควบรวมกิจการในครั้งนี้จะสร้างความแข็งแกร่งให้แก่บริษัทใหม่ เนื่องจากบริษัทใหม่จะกลายมาเป็นผู้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ บริษัทใหม่ดังกล่าวจะมีกำไรที่ผันผวนน้อยลงจากการที่สามารถใช้วัตถุดิบหลักคือทั้งกากน้ำตาลและมันสำปะหลังในการผลิตเอทานอลในขณะที่ยังมีกำไรจากการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มอีกด้วย

ทั้งนี้ คาดว่าการควบรวมกิจการจะเสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2560 และบริษัทใหม่มีแผนจะเสนอขายหุ้นครั้งแรกให้แก่นักลงทุนทั่วไปในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2560 ถึงเดือนตุลาคม 2561

การควบรวมกิจการดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อระดับหนี้ของบริษัท อย่างไรก็ตาม บริษัทจะมีกำไรจากการขายกิจการของบริษัท เคเอสแอล กรีน อินโนเวชั่นและเปลี่ยนวิธีการบันทึกบัญชีของบริษัทลูกดังกล่าวจากงบการเงินรวมมาเป็นส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย

สำหรับ การแก้ไขพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายที่กำลังดำเนินอยู่ได้สร้างความไม่แน่นอนในการดำเนินงานให้แก่ผู้ผลิตน้ำตาลในประเทศ ทั้งนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ของไทยได้อนุมัติในหลักการให้มีการยกเลิกระบบโควตาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยราคาน้ำตาลทรายภายในประเทศจะไม่เป็นราคาคงที่อีกต่อไป คณะทำงานยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณากำหนดรายละเอียดการดำเนินการ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบดังกล่าวจึงยังไม่มีความชัดเจนเนื่องจากยังไม่มีข้อสรุปในเวลานี้

คาดการณ์ว่าผลประกอบการทางการเงินของบริษัทในปีการเงิน 2560 จะยังอยู่ภายใต้ความกดดันจากปริมาณอ้อยที่ปรับตัวลดลง เนื่องจากภาวะภัยแล้งซึ่งทำให้ต้นทุนสูงขึ้นตามสมมติฐานของทริสเรทติ้ง เงินทุนจากการดำเนินงานของบริษัทจะลดลงไปอยู่ที่ระดับ 1,500 ล้านบาทในปีงบการเงิน 2560 และจะค่อย ๆ ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 ล้านบาทในปีการเงิน 2561 และเป็น 2,500 ล้านบาทในปีการเงิน 2562 ตามปริมาณอ้อยเข้าหีบที่เพิ่มขึ้นและผลผลิตน้ำตาลที่มากขึ้น ปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทยและการขยายกำลังการหีบอ้อยของโรงงานน้ำตาลในจังหวัดเลยจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มปริมาณน้ำตาลของบริษัท ต้นทุนที่ปรับตัวลดลงและปริมาณน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นน่าจะช่วยชดเชยราคาน้ำตาลที่อ่อนตัวลงในปีการเงิน 2561 ค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนซึ่งส่วนใหญ่ใช้สำหรับการขยายกำลังการหีบอ้อยในจังหวัดเลยและอำเภอน้ำพองจะแล้วเสร็จภายในปีการเงิน 2560

ดังนั้น เงินลงทุนของบริษัทจะลดลงจาก 3,000 ล้านบาทในปีการเงิน 2560 เหลือเพียง 500 ล้านบาทต่อปีในระยะต่อไปเมื่อพิจารณาจากสมมติฐานเงินทุนจากการดำเนินงานและงบลงทุนดังกล่าวแล้ว ระดับหนี้ของบริษัทคาดว่าจะปรับตัวลดลง

นอกจากนี้ เงินสดส่วนเกินที่ใช้ในการชำระหนี้ซึ่งวัดจากอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมของบริษัทก็คาดว่าจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นโดยอยู่ในช่วง 10%-15%ในปีการเงิน 2561-2562 ตามการฟื้นตัวของกำไรและการลดลงของระดับหนี้ สภาพคล่องของบริษัทก็ถือว่าอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แม้ว่าบริษัทจะมีหนี้สินระยะยาวและหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระจำนวน 3,400-4,600 ล้านบาทต่อปี ในช่วงปีการเงิน 2560-2563 รวมทั้งตั๋วแลกเงินคงค้างอีกจำนวน 500 ล้านบาท บริษัทก็ยังมีช่องทางระดมทุนในตลาดและมีวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้จากธนาคารต่าง ๆ มากกว่า 9,000 ล้านบาทเพื่อใช้ในการชำระหนี้ที่ครบกำหนดดังกล่าว

ทริส ระบุด้วยว่า การให้แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงการคาดการณ์ว่าบริษัทจะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมน้ำตาลเอาไว้ได้แม้ภายหลังการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมน้ำตาล นอกจากนี้ ยังคาดว่าบริษัทได้รับผลตอบแทนจากการขยายกำลังการผลิตน้ำตาลและจะสามารถจัดการภาระหนี้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

การปรับเพิ่มอันดับเครดิตยังมีจำกัดในระยะสั้นจากการที่ราคาน้ำตาลทรายยังคงอ่อนแอและภายใต้การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมน้ำตาลที่ยังคงดำเนินอยู่ ในทางตรงกันข้าม การปรับลดอันดับเครดิตสามารถเกิดขึ้นได้ในกรณีที่อัตรากำไรจากการดำเนินงานของบริษัทลดลงและกำไรปรับตัวลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ การลงทุนที่ใช้เงินกู้จำนวนมากและเงินสดส่วนเกินที่รองรับการชำระหนี้ที่อ่อนแออย่างต่อเนื่องก็เป็นปัจจัยลบต่ออันดับเครดิตของบริษัทด้วยเช่นกัน

73 views0 comments

Recent Posts

See All

RBF โชว์กำไรปี 63 โตต่อเนื่อง 46%...รายได้ทะลุกว่า 3,100 ล้านบาท

“RBF” แรงดีกำไรปี 63 โตกว่า 46% สวนกระแสภาพรวมตลาด รายได้ทะลุกว่า 3,100 ล้านบาท ควบคุมใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ คาดยอดขายปี 64 โต 10-12% ดร.สมชาย รัตนภูมิภิญโญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์ แอนด

บอร์ด TPIPP ไฟเขียวเสนอผู้ถือหุ้นจ่ายปันผลปี 63 อัตรา 0.27 บาทต่อหุ้น

บอร์ด TPIPP ไฟเขียวเสนอผู้ถือหุ้นจ่ายปันผลปี 63 อัตรา 0.27 บาทต่อหุ้น คิดเป็นประมาณ 6.3% เตรียมขึ้น XD 12 มี.ค.นี้ ถือเป็นหุ้นที่จ่ายผลตอบแทนดีอย่างสม่ำเสมอ สำหรับ บมจ.ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ หรือ TPIPP

โฮมโปร โชว์รายได้ปี 63 กวาด 61,748.99 ล้านบาท

โฮมโปร โชว์รายได้ปี 63 กวาด 61,748.99 ล้านบาท พร้อมแรงหนุนจากยอดขายออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้น บมจ. โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ หรือ HMPRO เผยผลประกอบการปี 2563 บริษัทฯ มีรายได้ และกำไรสุทธิจำนวน 61,748.99 ล้าน

For advertising please call: 02-2534691