มีแรงสั่นสะเทือนจากคาบสมุทรเกาหลี


เครียด ! แน่นอนว่าการที่ SET ปรับตัวขึ้นมายืนเหนือ 1,610 จุด ได้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้สถานการณ์ของ SET ดีขึ้น และสะท้อนว่า SET มีระดับ Downside Risk ที่ต่ำจริงๆ จนมีโอกาส Rebound ได้ตลอด อย่างไรก็ดีประเด็นที่นายหมูบินกังวลไม่ใช่เรื่อง Downside Risk แต่เป็นเรื่องของโอกาสในการไปต่อที่ค่อนข้างลำบากหลังจากนี้มากกว่า โดยเฉพาะกับปัจจัยที่นายหมูบินกังวลมากที่สุดคือประเด็นของสถานการณ์ตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี ภายหลังจากที่เกาหลีเหนือได้ทดสอบนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้คงไม่ใช่นายหมูบินคนเดียวที่กังวลกับสถานการณ์ดังกล่าว เพราะถ้าพิจารณาจากผลสำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนในสหรัฐจาก AAII ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็จะพบว่าแม้แต่นักลงทุนในสหรัฐก็กังวลกับประเด็นนี้ โดยที่ล่าสุดสัดส่วนนักลงทุนที่มองว่าตลาดหุ้นสหรัฐยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้น หรือ Bullish ในระยะ 6 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลง 3.1% มาอยู่ที่ 25.0% สวนทางกับสัดส่วนนักลงทุนที่มองว่าตลาดหุ้นสหรัฐกำลังกลับสู่ทิศทางขาลง หรือ Bearish แล้วในระยะ 6 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.6% มาอยู่ที่ 39.9% ซึ่งนายหมูบินประเมินว่าความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าวจะยังคงมีอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง หลังจากที่ล่าสุดรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ได้ออกมาเตือนเกาหลีเหนือว่าอาจจะต้องเผชิญกับการตอบโต้ทางทหารครั้งใหญ่ ซึ่งจะเป็นการตอบโต้ที่รุนแรงและยากที่เกาหลีเหนือจะต้านทานได้

หลังจากที่เกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบนิวเคลียร์ครั้งที่ 6 ซึ่งองค์การสนธิสัญญาห้ามทดลองนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (CTBTO) ระบุว่ามีความรุนแรงมากกว่าการทดสอบครั้งก่อนๆหลายเท่าตัว ขณะที่ล่าสุดเกาหลีใต้ตรวจพบว่าเกาหลีเหนืออาจอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมในการยิงขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ครั้งใหม่ในไม่ช้า

ประเด็นดังกล่าวน่าจะเป็นประเด็นที่มีนัยสำคัญจริงๆ ของการเมืองโลก จนส่งผลให้หลายฝ่ายเริ่มมองเห็นถึงความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนออกมาจากการที่ล่าสุดที่ประชุมผู้นำประเทศกลุ่ม BRICS ออกมาแสดงความกังวลอย่างมากต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี โดยเฉพาะหลังจากที่เกาหลีใต้ประกาศเตรียมซ้อมรบร่วมกับสหรัฐอีก พร้อมกับเดินหน้าเปิดทางให้สหรัฐสามารถเข้ามาติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD

ดังนั้นสำหรับมุมมองของนายหมูบินบนสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่ตึงเครียดแบบนี้ ไม่ว่าสงครามในคาบสมุทรเกาหลีจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ นายหมูบินคงต้องย้ำให้นักลงทุนมีความระมัดระวัง และมีวินัยในการลงทุนด้วย โดยเฉพาะกับจุดตัดขาดทุน หรือ Cut Loss ที่ 1,575 จุด ซึ่งถ้า SET ตัวลงมาจากบริเวณดังกล่าวจะถือเป็นการยืนยันสัญญาณการพักตัวในระยะกลางทันที

ปัจจัยในประเทศไม่ช่วยให้มั่นใจขึ้น : นายหมูบินเชื่อว่าเดิมทีนักลงทุนไทยจำนวนมาก คงตั้งความหวังไว้กับปัจจัยบวกจากการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเลือกตั้ง แต่ล่าสุดดูเหมือนประเด็นดังกล่าวจะเริ่มหวังได้ยากขึ้น หลังจากที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่ารัฐบาลยังไม่ได้มีการกำหนดการจัดการเลือกตั้งในเดือน ส.ค.2561 ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แสดงความเห็นไว้ เนื่องจากจำเป็นต้องดูสถานการณ์ ณ ช่วงเวลานั้นด้วย ประกอบกับขณะนี้กฎหมายที่สำคัญเกี่ยวกับการเลือกตั้งยังเหลืออีก 2 ฉบับ ซึ่งยังไม่ทราบว่าทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะพิจารณาแล้วเสร็จเมื่อไหร่ หรือพูดง่ายๆคือการกำหนดวันเลือกตั้งยังคงไม่มีอะไร

แน่นอน

ขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าที่เป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาดูเหมือนว่าจะไปต่อได้ยาก หลังจากที่ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ได้ดำเนินการผ่อนคลายหลักเกณฑ์ภายใต้การปฏิรูปกฎเกณฑ์ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ลงทุนไทยส่งเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศได้สะดวกมากขึ้น รวมถึงเพิ่มความคล่องตัวในการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศ ซึ่งความไม่แน่นอนดังกล่าวเกิดขึ้นในภาวะที่ตลาดหุ้นโลกยังคงถูกกดดันหนัก ทั้งจากสถานการณ์ตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี และโอกาสในการกลับมาดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐ และยุโรป

ทั้งนี้แม้ว่าล่าสุดนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) คงจะไม่ออกมาส่งสัญญาณเกี่ยวกับการลดขนาดโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) จนกว่าจะถึงเดือน ต.ค.2561 แต่คงไม่ได้ทำให้โอกาสที่ ECB จะประกาศลดขนาด QE ในปีนี้ลดลงไป หลังจากที่เศรษฐกิจของยูโรโซนขยายตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 2.1% ในปี 2560 และขยายตัว 1.9% ในปี 2561 หลังจากที่มีการขยายตัวเพียง 1.6% ในปีที่แล้ว

การคาดการณ์เกี่ยวกับการลดขนาด QE ของ ECB สะท้อนออกมาจากการแข็งค่าของสกุลเงินยูโรชัดเจน ขณะที่ในฝั่งของสหรัฐนายหมูบินยังคงมีความเชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.2560 นี้อีกครั้ง หลังจากที่ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2560 ที่ขยายตัว 3.0% ซึ่งสูงกว่าตัวเลขประมาณการเบื้องต้นที่ 2.6% และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 2.7% โดยขยายตัวเร็วขึ้นอย่างชัดเจนจากอัตรา 1.2% ในไตรมาสที่ 1

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) กรณีที่ SET ยังคงปิดเหนือกว่า 1,565 (+/-5) จุดได้ แนะนำใช้เป็นโอกาส “ดีดขึ้นขาย” ในลักษณะ “Short Against” กลับมา “ถือเงินสด” หรือ “Wait and See” เพื่อรอซื้อกลับในหุ้น PTTGC, KBANK, SCB, STEC, CK, SCC, LH, SIRI, INTUCH และ ADVANC อีกครั้ง สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “คงสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่ระดับ 75% ของพอร์ต”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/wealthhuntersclub และ e-mail ที่ moobin.stockmania@gmail.com แล้ว แฟนๆยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจากนายหมูบินได้ในรายการ ”เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 101 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 10.00-12.00 น.เช่นเดิมครับ

ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: Wealth Hunters Club

18 views0 comments

For advertising please call: 02-2534691