อย่ามองโลกสวย! ท้ายปี '60 ความเสี่ยงเพียบ


ปรากฏการณ์ตัวเลข GDP โตเอาๆ สวนทางความรู้สึกภาคธุรกิจ, อุตสาหกรรม, ครัวเรือน ยังไม่ดีมาก “นักเศรษฐศาสตร์” มองเกิดขึ้นได้ไม่บ่อยครั้ง แต่สุดท้ายต้องลงเอยด้วยสภาพการณ์ความเป็นจริง โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เหลือปี 2560 ได้เจอของจริงรอท่าอยู่ เตือนระวังอัตราแลกเปลี่ยน, ความไม่แน่นอนต่างประเทศ, การตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยของ FED, ศึกเพดานหนี้ยกใหม่เดือนกันยายน ระหว่าง ปธ.ทรัมป์ VS สภามะกัน คนพรรคเดียวกัน ล้วนส่งผลกระทบค่าเงินบาท ให้ผู้ประกอบการลดความเสี่ยงค่าเงินกับอดีต อย่าพึ่ง “ส่งออก” อาจจะชะลอตัวลงจากช่วง 7 เดือนแรกที่โตพรวดๆ

ดร.เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” จัดโดยกองบรรณาธิการ “ดอกเบี้ยธุรกิจ” ว่า ตัวเลข GDP ไทยในไตรมาส 2 ที่ออกมาเติบโตมาจากภาคเกษตร ส่วนหนึ่งที่เติบโตมาจากฐานที่ต่ำเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเพราะมีปัญหาเรื่องของภัยแล้ง ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยอื่นนอกจากเรื่องการเกษตรแล้วยังมีตัวเลขการส่งออก ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าค่าเงินบาทแข็งดีเกินคาด อีกทั้งการท่องเที่ยวที่ดูเหมือนว่าจะฟื้นตัวดี จากประเด็นหลักเหล่านี้ช่วยทำให้ตัวเลข GDP ออกมาดีเกินคาด ในขณะที่ความรู้สึกของธุรกิจอาจจะไม่ดีมากนักเพราะกำลังซื้อในประเทศยังไม่ดีมากนัก ทำให้ในมุมมองที่ดีขึ้นมาจากปัจจัยเทคนิคมาช่วยให้ GDP ดีขึ้น

“แม้ว่า ตัวเลข GDP ออกมาจะดูดี แต่ถ้าดูดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมหรือภาครัวเรือน ยังมีตัวเลขที่ไม่ดีมาก ก็เป็นเรื่องที่นานครั้งจะเกิดขึ้นแบบนี้ที่ตัวเลขกับความรู้สึกของคนอาจจะไปด้วยกันได้ไม่ทั้งหมด แต่คิดว่าตัวเลขนี้เป็นตัวเลขเทคนิคที่ไม่ได้เป็นประเด็นติดใจในเรื่องตัวเลข แต่สุดท้ายก็หวังว่าจะสอดคล้องกันได้ เช่น GDP ที่มาจากภาคเกษตร ในครึ่งปีหลังยังมีประเด็นเรื่องของน้ำท่วมภาคอีสาน ก็มีผลในระดับหนึ่งใน GDP ของภูมิภาค และในช่วงเวลานีนี้ในปีหน้าตัวเลขจะกลับด้านอีกด้านหนึ่ง ประเด็นเรื่องเทคนิคคงเดินต่อไป แต่ประเด็นที่สำคัญกว่าคงเป็นเรื่องเศรษฐกิจจริง กำลังซื้อโดยเฉพาะเรื่องการส่งออก เพราะว่าในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2560 นี้ออกมาดี แต่ค่าเงินบาทยังแข็งค่า ปลายสัปดาห์นี้หลังจากที่มีการประชุมเงินบาทก็น่าจะกลับมาแข็งค่าอีก ก็เป็นเรื่องกังวลของผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท

ดร.เชาว์กล่าวว่า GDP ที่ออกมาดีย่อมต้องดีกว่า GDP ที่ออกมาไม่ดีในแง่โดยรวมของประเทศ คิดว่าตลาดเงินหรือตลาดทุนในตอนนี้ถือว่าเป็นข่าวดีที่เข้ามา ส่วนประเด็นข้างหน้าในมุมมองของตลาดเงินอัตราแลกเปลี่ยนคิดว่าสหรัฐฯมีความไม่แน่นอนเพราะว่าเรื่องกฎหมายเพดานหนี้ไปถึงจุดเพดานหนี้ตรงนั้นแล้ว ถ้าไม่สามารถออกกฎหมายรองรับเพดานหนี้ที่ขยับขึ้นในเดือนกันยายน ประมาณปลายเดือนกันยายนรัฐบาลไม่น่าจะมีเงินหมุนเวียนพอ ช่วงนี้เป็นช่วงพักของสภาครองเกสที่ไม่มีการประชุม และหลังจากกลับมาประชุมในช่วงปลายเดือนกันยายนก็จะมีผลต่อการแกว่งของค่าเงินมากพอสมควร

“นักวิเคราะห์หลายที่ก็ยังมองว่าค่าเงินดอลลาร์มีแรงกดดัน ปัจจัยเหล่านี้น่าจะมีผลกระทบกับอัตราแลกเปลี่ยนและตลาดเงินตลาดทุนที่รับรู้ข่าวสาร” ดร.เชาว์กล่าวและว่า

ในช่วงที่ผ่านมาโดยทั่วไปมักจะตกลงกันได้ แต่ว่าในรอบนี้ประธานาธิบดีเป็นฝ่ายที่ขู่สภาครองเกสว่าจะ Shut Down และก็ไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้ อยู่ในช่วงเวลาที่ทำเนียบขาวมีเรื่องค่อนข้างเยอะ ความนิยมหรือการทำงานร่วมกันระหว่างฝั่งบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติไม่ค่อยตรงกัน ดูได้จากถ้อยคำแถลงหรือแนวคิดที่สวนทางกัน ทำให้กังวลว่าการตกลงในเวลาอันสั้นในเดือนกันยายนจะทำได้หรือไม่หลังจากที่สภาเปิดอีกครั้ง

ขณะที่สัญญาณการประชุมที่แจ็คสันโฮลของเฟด ล่าสุดนี้ ดร.เชาว์มองว่าอาจทำให้ค่าดอลลาร์อ่อนลง เพราะก่อนการประชุมทุกคนคาดว่าทางยุโรปอาจจะแสดงความกังวลเรื่องค่าเงินยูโรที่แข็ง หรือมีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อไม่ขยับเท่าไหร่ แต่ที่ผิดคาดประธานธนาคารกลางยุโรป นายมาริโอ ดรากี แสดงความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก และบอกว่าเงินเฟ้อของยุโรปคงทยอยเข้าสู่ระดับเป้าหมายระยะกลางในระยะถัดไปของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และก็ไม่ได้แสดงความกังวลเรื่องค่าเงินยูโรแข็ง ทำให้เมื่ออกมาในลักษณะนี้ค่าเงินยูโรก็จะทะลุไปที่ 1.191 ยูโร ส่วนค่าเงินบาทในตลาดนิวยอร์คก็แข็งค่าที่ 33.2 บาทต่อดอลลาร์โดยที่ผ่านมายังอยู่ที่ 33.3 บาทต่อดอลลาร์ นับว่าแข็งค่าขึ้นนิดหน่อยเป็นเพราะค่าเงินดอลลาร์อ่อนลง

“อยากให้มองเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่มีความแน่นอนสูงนับจากนี้ไป ความไม่แน่นอนจากต่างประเทศยังรออยู่ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมของเฟดที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งหรือไม่ เพดานหนี้ของสหรัฐฯจะตกลงกันในกรอบเวลาไม่ถึงเดือนได้หรือไม่ ประเด็นที่สำคัญ คือ ตัวเลขการส่งออกไทยในช่วง 4-5 เดือนหลังจะชะลอลงจากช่วง 7 เดือนแรก ประเด็นเหล่านี้คิดว่าจะมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน จึงอยากแนะนำให้ผู้ประกอบการพยายามลดความเสี่ยงลงโดยเฉพาะในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงิน”

31 views0 comments