หุ้นกู้ BEM ได้เกรด “A”


หุ้นกู้วงเงินไม่เกิน 5,000 ล้านบาทของ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) ได้รับการจัดอันดับที่ระดับ “A” ระบุเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ครั้งนี้ใช้สำหรับการลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท

ทริสเรทติ้ง ประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) ได้รับการจัดอันดับที่ระดับ “A” สะท้อนถึงฐานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งของบริษัทซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่มั่นคงและคาดการณ์ได้ รวมถึงโอกาสในการเติบโตของธุรกิจรถไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากความไม่แน่นอนในการต่ออายุสัญญาสัมปทานทางด่วนในเขตเมืองที่จะสิ้นสุดในปี 2563 และการก่อหนี้ของบริษัทที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากแผนการลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าโครงการใหม่ ๆ

บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2558 จากการควบบริษัทระหว่าง บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ และ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ

ทริสระบุว่า สถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งของบริษัทได้รับการสนับสนุนจากผลประกอบการที่มั่นคงและคาดการณ์ได้ของธุรกิจทางด่วน ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมาปริมาณจราจรบนทางด่วนเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 2.8% ต่อปีในช่วงระหว่างปี 2555-2559 ในขณะที่ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2560 ปริมาณจราจรบนทางด่วนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1.2 ล้านเที่ยวต่อวัน และรายได้ค่าผ่านทางโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 27.01 ล้านบาทต่อวัน อย่างไรก็ตาม บริษัทต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนในการต่ออายุสัญญาสัมปทานทางด่วนในเขตเมือง (ส่วน A, B, และ C) ที่จะหมดอายุในปี 2563 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัท ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันรายได้ประมาณ 40% และรายได้เกินกว่าครึ่งหนึ่งของกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่าย (EBITDA) ของบริษัทมาจากการให้บริการทางด่วนในเขตเมืองดังกล่าว

ทั้งนี้ วันที่ 31 มีนาคม 2560 บริษัทได้ทำสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) โดยโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินประกอบด้วย โครงการรถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคล (ช่วงสถานีหัวลำโพง-สถานีบางซื่อ) ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2547 และโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย (ช่วงสถานีหัวลำโพง-สถานีหลักสอง และสถานีบางซื่อ-สถานีท่าพระ) ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบได้ในปี 2563 ซึ่งสัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดในปี 2593 ทั้งนี้ สัญญาสัมปทานดังกล่าวเป็นโครงการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership Net Cost -- PPP Net Cost) ซึ่งบริษัทจะมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการจัดเก็บรายได้ค่าโดยสารและการพัฒนาเชิงพาณิชย์ รวมทั้งต้องรับความเสี่ยงในเรื่องของจำนวนผู้โดยสารด้วย

จำนวนผู้โดยสารของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะ 5 ปีที่ผ่านมาโดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของประชากรและแนวโน้มความนิยมของประชาชนในการอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมที่อยู่ใกล้เส้นทางรถไฟฟ้า ทั้งนี้ อัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยของผู้โดยสารอยู่ที่ระดับ 8% ต่อปีในช่วงระหว่างปี 2555-2559 ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2560 จำนวนผู้โดยสารโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 286,520 เที่ยวต่อวัน และรายได้ค่าโดยสารโดยเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 7.13 ล้านบาท

บริษัทยังเป็นผู้ให้บริการเดินรถในโครงการรถไฟฟ้ามหานครสายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) ระยะเวลาสัมปทาน 30 ปีในรูปแบบ PPP Gross Cost อีกด้วย สำหรับโครงการนี้ รฟม. เป็นผู้ลงทุนค่างานโยธาทั้งหมดและบริษัทเป็นผู้ลงทุนค่างานระบบรถไฟฟ้าและขบวนรถไฟฟ้า ซึ่ง รฟม. อยู่ในช่วงทยอยชำระเงินค่างานระบบและขบวนรถไฟฟ้าคืนให้แก่บริษัทในระยะเวลา 10 ปีหลังจากที่บริษัทได้โอนกรรมสิทธิ์ในงานระบบและขบวนรถไฟฟ้าดังกล่าวให้แก่ รฟม. แล้ว และบริษัทได้รับการว่าจ้างให้เป็นผู้ให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงรักษาตลอดอายุสัมปทานซึ่งจะสิ้นสุดในปี 2586 โดยบริษัทจะได้รับรายได้ค่าบริการในแบบต้นทุนบวกส่วนเพิ่ม (Cost-plus Basis) ซึ่งภายใต้สัญญาสัมปทาน PPP Gross Cost นี้ บริษัทไม่ต้องรับความเสี่ยงในเรื่องของจำนวนผู้โดยสาร

“ในอนาคตความเสี่ยงทางธุรกิจของบริษัทจะขึ้นอยู่กับการดำเนินธุรกิจรถไฟฟ้ามากขึ้นจากการที่ภาครัฐมีนโยบายมุ่งเน้นการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่เป็นเครือข่ายเชื่อมต่อถึงกัน บริษัทนับว่าอยู่ในสถานะได้เปรียบที่จะชนะการประมูลโครงการภาครัฐหลายๆ โครงการที่จะเกิดขึ้นเนื่องจากบริษัทเป็นผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์และมีความพร้อมสูง นอกจากนี้ เมื่อรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินมีการก่อสร้างส่วนต่อขยายแล้วเสร็จก็จะมีลักษณะเส้นทางที่เป็นวงกลมซึ่งมีความได้เปรียบในเชิงกลยุทธ์ในการเป็นจุดเชื่อมต่อของรถไฟฟ้าสายอื่นๆ ซึ่งจะเพิ่มจำนวนผู้โดยสารให้แก่ระบบรถไฟฟ้าของบริษัทต่อไป

ความเสี่ยงทางการเงินของบริษัทสะท้อนถึงกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่สม่ำเสมอแต่ลดทอนลงจากลักษณะของธุรกิจหลักของบริษัทที่ใช้เงินลงทุนสูง ในครึ่งแรกของปี 2560 บริษัทมีรายได้ 7,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 25.1% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเปิดดำเนินการของรถไฟฟ้าสายสีม่วงและทางด่วน SOE ในเดือนสิงหาคม 2559 บริษัทยังคงมีกำไรที่ดีจากความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งของธุรกิจทางด่วนเป็นสำคัญ โดยอัตรากำไรของบริษัทซึ่งวัดจากอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้คงอยู่ในระดับสูงที่ 52.46% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560

ภายใต้สมมติฐานของทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้ของบริษัทจะเติบโตเฉลี่ยไม่น้อยกว่าปีละ 7% ในระหว่างปี 2560-2562 ในขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงานของบริษัทคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 50% โดยพิจารณาจากส่วนแบ่งรายได้ที่บริษัทต้องจ่ายให้แก่ รฟม. ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี

ภาระหนี้ของบริษัทจะเพิ่มสูงขึ้นจากการลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวม 22,036 ล้านบาทในระหว่างปี 2560-2562 โดยบริษัทจะใช้แหล่งเงินทุนจากการกู้ธนาคารและการออกหุ้นกู้ อัตราส่วนเงินกู้รวม (ซึ่งรวมสำรองสำหรับการเวนคืนที่ดินในธุรกิจทางด่วน) ต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทจะเพิ่มจาก 61.73% ณ เดือนมิถุนายน 2560 เป็นระดับสูงสุดที่ 65%-70% ในระหว่างปี 2561-2562 ทั้งนี้ ในการคำนวณอัตราส่วนดังกล่าวทริสเรทติ้งไม่ได้รวมภาระหนี้ประมาณ 14,000 ล้านบาทจากการลงทุนในระบบรถไฟฟ้าและขบวนรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่ขณะนี้อยู่ในบัญชีของบริษัท ช. การช่าง เนื่องจากภาระหนี้ดังกล่าวมีสัญญาการชำระคืนหนี้จาก รฟม. ในระยะเวลา 10 ปีรองรับอยู่

สภาพคล่องของบริษัทมีปัจจัยสนับสนุนจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่สม่ำเสมอและความยืดหยุ่นทางการเงินจากมูลค่าเงินลงทุนในบริษัทร่วม ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 บริษัทมีอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมอยู่ที่ 15.47% (ปรับอัตราส่วนให้เป็นตัวเลขเต็มปีโดยใช้ข้อมูลย้อนหลัง 12 เดือน) ในขณะที่มีอัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายอยู่ที่ 5.44 เท่า

ในระยะ 12 เดือนข้างหน้านับจากวันที่ 30 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไป ทริสเรทติ้งประเมินว่า BEM จะมีแหล่งสภาพคล่องที่เพียงพอสำหรับภาระทางการเงินและแผนการลงทุน ทั้งนี้ บริษัทมีภาระทางการเงินที่ถึงกำหนดชำระรวมประมาณ 2,500 ล้านบาท รวมทั้งมีแผนการลงทุนประมาณ 10,000-12,000 ล้านบาท และมีภาระในการจ่ายเงินปันผลอีกประมาณ 1,600-1,800 ล้านบาท โดยแหล่งสภาพคล่องจะมาจากเงินทุนจากการดำเนินงานที่คาดหมายว่าจะอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท รวมทั้งเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ณ เดือนมิถุนายน 2560 อีกจำนวน 3,371 ล้านบาท

สำหรับการลงทุนนั้นคาดว่าบริษัทจะใช้แหล่งเงินทุนจากการกู้ยืมจากธนาคารและการออกหุ้นกู้ นอกจากนี้ บริษัทยังมีเงินลงทุนใน บริษัท ทีทีดับบลิว และ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ ซึ่งมีมูลค่ายุติธรรมรวมอยู่ที่ 12,994 ล้านบาท ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2560 เพื่อเสริมความยืดหยุ่นทางการเงินอีกด้วย

76 views0 comments

Recent Posts

See All

QTC เตรียมย้ายกระดาน

ที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ (QTC) ผู้ผลิตจัดจำหน่าย และให้บริการหม้อแปลงไฟฟ้า มีมติให้ย้ายหลักทรัพย์ QTC จากตลาดหลักทรัพย์ mai ไปเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (SET) เพื่อเพิ่มความเชื่

IIG รายได้ปี 63 ทะลุ 550 ล้าน กำไรเพิ่ม 36% พร้อมจ่ายปันผล 0.15 บาท

“IIG” โชว์ผลงานสวนกระแสปี 63 รายได้ทะลุ 550 ล้าน กำไรเพิ่ม 36% เตรียมจ่ายปันผล 0.15 บาทต่อหุ้น รวม 15 ล้านบาท คาดปี 64 โตต่อเนื่อง เล็งธุรกิจใหม่เพิ่มยอด นายสมชาย เมฆะสุวรรณโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริห

JWD ดันรายได้ปี 63 ทะลุ 3,900 ล้านบาท เติบโต 7.2% ท่ามกลาง COVID-19

JWD ดันรายได้ปี 63 ทะลุ 3,900 ล้านบาท เติบโต 7.2% ท่ามกลาง COVID-19 ชูศักยภาพบริการโลจิสติกส์ที่หลากหลายและขยายฐานธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ บอร์ดไฟเขียวจ่ายปันผลแก่ผู้ถือหุ้นอัตรา 0.22 บาทต่อหุ้น บมจ.

For advertising please call: 02-2534691