Search

บิทคอยน์กระทบตลาดทอง


ผลของการสปริทบิทคอยน์วันราหูย้าย ทำตลาดทองคำกระเทือน แต่กูรูยังเชื่อมั่นทองคำ อ้างเอาทองคำฟอร์ตน็อกซ์มาอิงค่าเงินกระดาษ เทียบค่าเสียทองคำราคาออนซ์ละ 65,000 ดอลลาร์

คำพังเพย “ทองแท้ไม่กลัวไฟ” อาจจะกลับมาเป็นตัวเปรียบเปรยกับโภคภัณฑ์และเงินดิจิทัลในอนาคต เมื่อถึงยุคเสื่อมของสกุลเงินดิจิทัลในอีก 5 ปีข้างหน้า

การที่ราคาบิทคอยน์พุ่งขึ้นไปบิทละ 3,340 ดอลลาร์ บวก 600 ดอลลาร์ต่อบิทคอยน์เมื่อเปิดซื้อขายเมื่อวันจันทร์ ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า ในอนาคตอันใกล้ ทองคำกระดาษ (paper gold) ที่ซื้อขายกันในตลาดโลกจะแปรสภาพเป็นทองคำศิลปะประดิษฐ์ (artificial gold) เหมือนกับ digital currencies ที่เป็นเงินตราเสมือนจริงหรือเงินตราศิลปะประดิษฐ์ (artificial currencies)

เมื่อบิทคอยน์มีราคาขึ้นไปถึง BTC ละ 3,340 ดอลลาร์สหรัฐได้ ทองคำกระดาษก็น่าจะทำราคาได้ระดับนั้น อาจจะถึงทรอยเอาน์ซละ 65,000 ดอลลาร์ใน 5 ปีข้างหน้าก็ได้

ทำไมประเมินกันได้ถึงระดับนั้น ?

เหตุผลก็คือ นำเอาเส้นทางขาขึ้นของบิทคอยน์มาคำนวณ

ทองคำที่ซื้อขายกันในตลาดโภคภัณฑ์นั้น มีทั้งทองคำที่เป็นโลหะจับต้องได้ (physical gold) คือทองคำที่เป็นสัญญาซื้อขายที่เรียกว่าทองคำกระดาษหรือตั๋วทองคำ

ราคาทองคำโลหะนั้น ซื้อขายกันผ่านตั๋วสัญญาก็จริง แต่มีการส่งมอบทองคำแท่งหรือเหรียญทองกันจริงๆ ราคาจึงอิงราคาทองคำที่ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเครื่องประดับ

ต่างจากทองคำกระดาษ ที่มีการเก็งกำไรกันตามความเคลื่อนไหวและอุปสงค์-อุปทานในตลาดทองคำแท่ง ซึ่งเป็นราคาสภาพคล่องสูง (high liquidity) จึงสูงกว่าราคาทองคำโลหะ

ผู้ประดิษฐ์บิทคอยน์ได้ไอเดียสร้างบิทคอยน์ขึ้นมาจากการซื้อขายทองคำกระดาษนี่เอง

ตลาดซื้อขายทองคำหลักของโลกมีอยู่ 2 ตลาด คือ London Gold Market ซึ่งมีการซื้อขายทองคำแท่งกันจริงๆ กับ COMEX ตลาดซื้อขายทองคำล่วงหน้า ที่มีการซื้อขายกันผ่านตั๋วหรือกระดาษสัญญาซื้อขาย แต่ก็มีบ้างที่มีการส่งมอบทองคำแท่งกันจริงๆ

ราคาทองคำทั้ง 2 ตลาดจึงไม่เท่ากัน เพราะไม่ได้ผูกพันกัน คนซื้อทองคำกระดาษไม่ประสงค์จะได้ทองคำแท่งเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนกับเงินที่ใช้ซื้อ หากแต่ต้องการทำกำไรจากการเปลี่ยนมือตั๋ว

ตลาดทองคำลอนดอนมีการซื้อขายทองคำในวันทำการกันวันละ 6,500 ตัน โดยมีทองคำแท้ปริมาณ 7,500 ตันรองรับการซื้อขาย

ทองคำจำนวนนี้ ส่วนใหญ่ธนาคารกลางจะเป็นผู้ถือครอง ส่วนรองๆ ถือครองโดยเครือข่ายตลาดทองคำและกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน (Exchange Traded Funds)

สำหรับตลาด COMEX นั้น บางส่วนมีการซื้อขายทองคำแท่งกันจริงๆ แต่น้อยจนแทบจะเรียกว่าไม่มีการส่งมอบ

ตั้งแต่ต้นปี 2017 เป็นต้นมา มีการส่งมอบโลหะทองคำกันจริงๆ เพียง 1 รายในจำนวน 2,650 รายที่ซื้อขายทองคำล่วงหน้า

เท่ากับ 99.96% ของการซื้อขายล่วงหน้าเป็นการจ่ายโอนแลกเปลี่ยนเงินตราผ่านตั๋วมากกว่า

การซื้อขายทองคำจับต้องได้ ไม่ว่าจะในรูปทองคำแท่งหรือเหรียญทองคำ ไม่ถือเป็นความเสี่ยง

แต่การซื้อขายทองคำกระดาษล่วงหน้าถือเป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนพร้อมจะรับ เนื่องจากทองคำที่เป็นโลหะมีปริมาณไม่มากเท่ากับปริมาณทองคำกระดาษที่ซื้อขายกัน

แต่แม้จะเป็นความเสี่ยง นักลงทุนก็มองว่า “เล่นทอง” มีความเสี่ยงน้อยกว่าเล่นบิทคอยน์ หรือ cryptocurrencies อื่นๆ

จึงเมื่อบิทคอยน์ทำราคากันได้หน่วยละ 3,340 ดอลลาร์ (เมื่อวันจันทร์ที่แล้ว) ทองคำกระดาษที่มีโลหะทองคำหนุนหลัง จะทำราคาขึ้นไปสูงๆ ในสัดส่วนที่สูงขึ้นระดับเดียวกันกับบิทคอยน์ไม่ได้หรือ ?

โดยเฉพาะเหตุผลที่ว่าทองคำกระดาษมีทองคำโลหะเป็นที่อิงมูลค่า

แต่เพราะเหตุว่า ทองคำโลหะมีจำนวนจำกัด ขณะที่การเทรดทองคำกระดาษมีปริมาณสูงกว่า จึงพลอยฉุดราคาทองคำโลหะให้สูงตาม

นับแต่ยุคประวัติศาสตร์ที่มีการขุดทองคำขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน ปริมาณทองคำที่ขึ้นมาอยู่บนดินทั่วโลกประมาณ 190,000 เมตริกตัน

ทองคำเหล่านี้ไปเป็นเครื่องประดับ 90,000 ตัน ที่เหลือ 33,000 ตัน เป็นทองคำสำรองที่บรรดาธนาคารถือครอง ส่วนที่เหลือ 40,000 ตัน เป็นทองคำที่เอกชนถือครองและหมุนเวียนอยู่ในอุตสาหกรรม

มูลค่าทองคำตามราคาปัจจุบันที่ทรอยเอาน์ซละ 1,250 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อคำนวณกับปริมาณที่กระทรวงการคลังสหรัฐถือครองไว้ถึง 8,133 ตัน หรือราว 261.5 ล้านทรอยเอาน์ซแล้ว คิดเป็นมูลค่า 320 พันล้านดอลลาร์

ปัจจุบันนี้ ธนาคารกลางสหรัฐพิมพ์ธนบัตรดอลลาร์ออกมาหมุนเวียนในตลาดรวมมูลค่า 18 ล้านล้านดอลลาร์

ถ้าหากอิงค่าดอลลาร์กับทองคำหรือใช้ทองคำหนุนมูลค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ.จำนวน 18 ล้านล้านดอลลาร์นี้แล้ว ทองคำที่เก็บไว้เป็นทองคำสำรองมูลค่าเงินตรา (monetary gold) ของกระทรวงการคลังที่ฟอร์ตน็อกซ์ (Fort Knox Gold) ก็น่าจะมีมูลค่าหรือราคาทรอยเอาน์ซละ 68,840 ดอลลาร์

หรือถ้าจะเอาแต่เฉพาะวงเงินหมุนเวียนในระบบของเงินดอลลาร์ที่มาอิงทองคำ ก็จะทำให้ราคาทองคำแท่งมีมูลค่าถึง 27,500 ดอลลาร์ต่อทรอยเอาน์ซ

เอามูลค่านี้ไปหนุนทองคำกระดาษในตลาด ได้เฉกเช่นบิทคอยน์ ซึ่งไม่มีเงินตรากระดาษ (paper money) หนุนหลังเลย

การแยกทางเดินเป็น 2 ทางของบิทคอยน์ที่ได้ Bitcoin Cash เมื่อวันที่ 1 ส.ค. และเป็นบิทคอยน์สปริทดั้งเดิม ทำให้ราคาบิทคอยน์พุ่งขึ้นสูงสุดในประวัติศาสตร์คือ 3,340 ดอลลาร์

ขณะที่บิทแคชขึ้นตามมา 40% เป็น 289.56 ดอลลาร์ ส่วน Etherleum คู่แข่ง บิทคอยน์ ขึ้นมา 1.77% เป็น 269.10 ดอลลาร์

ดาหน้าขึ้นกันมาเช่นนี้ จะอยู่กันนานไหม? ต้องย้อนไปดูเหตุการณ์เอทเธอเลียมราคาขึ้นสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ (ของตัวเอง) เมื่อเดือนมิถุนายน

มีขึ้นย่อมมีลงเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าสินค้านั้นจะเป็นอะไร

Image: Pixabay


For advertising please call: 02-2534691