Search

ฟ้อง ธนชาต 60,000 ล้าน “ขจรพงศ์” ขอพูด EARTH ถึงทางตัน....ก.ล.ต.สั่งทำ special audit


ขจรพงศ์ คำดี ออกโรง ตีกลับกระแส EARTH มีปัญหาการเงินไม่สามารถไถ่ถอนหุ้นกู้ได้ตามกำหนดระยะเวลา ด้วยการเปลี่ยนจากจำเลยมาเป็นโจทย์ ระบุยื่นศาลฟ้อง ธนาคารธนชาต เรียกค่าเสียหาย 60,000 ล้านบาท ฐานนำข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินของ EARTH ไปเปิดเผยต่อ ธนาคารกรุงไทย จนเป็นเหตุให้ถูกอายัดเงิน

นายขจรพงศ์ คำดี ผู้ถือหุ้นใหญ่ เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ (EARTH) ออกโรงแถลงข่าวชี้แจงสถานการณ์หลังจากบริษัทมีปัญหาอย่างหนักดังที่ทราบดีกันอยู่แล้วนั้น โดยระบุว่าเขาถูกกดดัน ตัดช่องทางทำมาหากิน โดยเฉพาะการขายถ่านหินในประเทศจีน ซึ่งเป็นความหวังที่เหลืออยู่ในการฟื้นฟูกิจการให้กลับมาแข็งแกร่งได้เช่นเดิม ทำให้วันนี้ธุรกิจเดินต่อไม่ได้และผู้บริหารมีสิทธิโดนฟ้องคดีอาญาเพราะเช็คเด้งจากการถูกอายัดเงิน

ยืนยันผู้บริหาร “EARTH” ไม่มีใครล้มบนฟูก แต่ที่เป็นแบบนี้เพราะเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน และไม่ได้ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ ทุกบาทที่ได้มาเอามาทำธุรกิจขายถ่านหินอย่างเดียว ส่วนการขอมาร์จิ้นนำมาซื้อหุ้น เพราะต้องการรักษาสถานภาพการเป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เพื่อให้การบริหารกิจการมีเสถียรภาพ แต่ถูกฟอร์ซเซลจากราคาหุ้นดิ่งหนักทำให้มีหนี้สินส่วนตัวหลายร้อยล้านที่อยู่ระหว่างการเจรจาและขอผ่อนชำระหนี้กับโบรกเกอร์

นายขจรพงศ์ยังระบุด้วยว่า ทางออกเดียวที่มองเห็นว่าจะแก้ไขปัญหาและทำให้บริษัทฯ รอดได้ คือ การยื่นขอฟื้นฟูกิจการ ซึ่งจะเข้าสู่กระบวนการเจรจาหนี้ได้อย่างเป็นระบบ ที่สำคัญเจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกันก็มีสิทธิได้รับหนี้คืนเท่าเทียมกับเจ้าหนี้ที่มีหลักประกัน และไม่เคยคิดขอแฮร์คัทหนี้ ขอเพียงแค่โอกาสและเวลาในการทำธุรกิจต่อไป เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ เชื่อใช้เวลาไม่นาน EARTH จะกลับมายืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง แต่ต้องมาถึงทางตันเพราะธนาคารธนชาต นำความลับลูกค้ามาเปิดเผย พร้อมทั้งกล่าวว่า มีความผิดหวังกับการกระทำของ ธนาคารธนชาต เพราะควรเก็บข้อมูลของลูกค้าไว้เป็นความลับ แต่กลับกระทำผิดเสียเอง จนทำให้ EARTH มาถึงทางตัน

“บริษัท ได้ตัดสินใจฟ้องร้องดำเนินคดี ข้อหาละเมิดต่อธนาคารธนชาต เรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 60,000 ล้านบาท โดยศาลแพ่งได้ประทับรับฟ้องเป็นคดีดำ เลขที่ พ.1552/2560 สืบเนื่องมาจาก ธนาคารธนชาต ได้นำข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินของบริษัท ไปเปิดเผยกับ ธนาคารกรุงไทย จนเป็นเหตุให้ ธนาคารกรุงไทยยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อขออายัดเงินของ .เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ที่อยู่ในบัญชีเงินฝากของ ธนาคารธนชาต ซึ่งเป็นเงินที่บริษัทเตรียมที่จะโอนไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อใช้สำหรับดำเนินธุรกิจซื้อขายถ่านหินให้กับคู่ค้าในจีนและขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารแห่งชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้วเช่นกัน

การกระทำของ ธนาคารธนชาต เข้าข่ายความผิดพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 โดยถูกระบุไว้ในคำฟ้องของธนาคารกรุงไทย ตามคดีดำเลขที กค.129/2560 และ กค.131/2560

ความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินคือเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง การกระทำของธนาคารธนชาตครั้งนี้เรียกได้ว่าไม่มีจรรยาบรรณ เพราะไม่ยอมเก็บรักษาความลับของลูกค้า ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจในสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นความหวังที่เหลืออยู่ในการที่จะฟื้นกิจการและธุรกิจให้กลับมายืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง ซึ่งทำให้มีสภาพคล่องหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ มีศักยภาพในการทำกำไรและชำระหนี้ในอนาคตได้”

ภายหลังจากที่มีคำสั่งอายัดในบัญชีเท่ากับเป็นการตัดเส้นทางทำมาหากินของ เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ เพราะทำให้บริษัท ไม่มีเงินมาใช้จ่ายหรือทำธุรกรรมใดได้เลย แม้แต่การจ่ายเงินเดือนของพนักงาน สิ้นสุดเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีการจ่ายเงินให้กับพนักงานเพียงบางส่วนเท่านั้น ขณะที่พนักงานในระดับบริหารขึ้นไปทุกคนยังไม่ได้รับเงินเดือน นอกจากนี้ผู้บริหารของบริษัท มีสิทธิที่จะถูกดำเนินคดีอาญา เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้มีการเซ็นเช็คไปแล้ว โดยจ่ายให้กับกรมสรรพากร จ่ายค่าระวางเรือ เป็นต้น ซึ่งเช็คที่จ่ายออกไปเด้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา ดังนั้นจึงถือว่า เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ เดินมาถึงทางตันแล้วจริงๆ ไม่สามารถดำเนินธุรกรรมใดได้เลย

“อยากจะเรียกร้องของความเป็นธรรมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ให้เห็นแก่พนักงานบริษัทที่มีจำนวนกว่า 100 คน และผู้ถือหุ้นที่มีกว่า 18,000 ราย เพราะหากธุรกิจไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนและความเสียหายอย่างร้ายแรงกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้หากว่าผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้รายใดอยากจะฟ้องร่วม ธนาคารธนชาต บริษัท พร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงานและดำเนินการให้”

นายขจรพงศ์ กล่าวย้ำว่า ปัญหาของบริษัทมีสาเหตุที่ทำให้เดินมาถึงทางตันในวันนี้เพราะเกิดจากปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงิน เนื่องจากถูกระงับวงเงินแบบทันทีทันใด ทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้และสุดท้ายอันดับเครดิตเรทติ้งที่เคยอยู่ในระดับ BBB¬ ซึ่งเป็น Investment Grade ร่วงลงสู่ระดับ D ทันทีทำให้บริษัท ไม่มีช่องทางในการหาเงินเพื่อมาชำระหนี้ที่เหลือ

“ขอยืนยันว่า ไม่ได้ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ โดยเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้รับมาจากสถาบันการเงินนำไปลงทุนทำธุรกิจถ่านหินอย่างเดียวเท่านั้น ไม่เคยเอาไปใช้เพื่อการลงทุนในรูปแบบอื่นใดเลย

ส่วนประเด็นการขอมาร์จิ้นเพื่อนำมาซื้อหุ้น EARTH นั้น มีเป้าหมายเพื่อจะดำรงสถานะการเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท เอาไว้ เพื่อให้การบริหารกิจการเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ โดยที่ผ่านมาสามารถที่จะไปค้นข้อมูลย้อนหลังได้เลยว่าผู้บริหารของ EARTH ไม่มีพฤติกรรมการเล่นหุ้นแบบเทรดดิ้งหรือเก็งกำไรเลย แต่เนื่องจากราคาหุ้นที่รูดลงอย่างรุนแรงในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และปรากฎรายชื่อผู้บริหารโดนฟอร์ซเซล ส่งผลให้ทุกคนที่มีรายชื่อเหล่านั้นต้องตกเป็นลูกหนี้ของโบรกเกอร์คิดเป็นมูลค่ากว่าร้อยล้านบาท และขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อขอผ่อนชำระหนี้ และที่สำคัญผู้บริหาร EARTH ได้เสียสละนำหุ้นส่วนตัวไปเป็นหลักประกันให้แก่บริษัทและค้ำประกันส่วนตัวเต็มวงเงินให้กับสถาบันการเงิน เมื่อหุ้นราคาตก ผู้บริหารมีหน้าที่ต้องจัดหาหุ้นมาเพิ่มเติมให้กับสถาบันการเงิน จึงไม่มีเหตุผลที่จะล้มบนฟูก”

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารของ เอิร์ธ ได้ตัดสินใจ เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้โดยอาศัยวิธีการฟื้นฟูกิจการ โดยได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทต่อศาลล้มละลายกลางในวันที่ 24 กรกฎาคม 2560 และขออนุมัติให้บริษัทเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ โดยมีเป้าประสงค์เพื่อเป็นการรักษาธุรกิจของบริษัทให้สามารถดำเนินการต่อเนื่องได้ตามปกติ และเพื่อรักษามูลค่าทางธุรกิจของบริษัทไว้และเพื่อป้องกันให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดต่อผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้หุ้นกู้ เจ้าหนี้ตั๋วแลกเงิน เจ้าหนี้สถาบันการเงิน เจ้าหนี้อื่น บรรดาพนักงาน ลูกค้าและคู่ค้า ของบริษัท

“การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูจะทำให้ เอิร์ธ มีเวลาสำหรับการเจรจากับเจ้าหนี้ เพื่อทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ และเชื่อว่าจะเกิดผลดีกับทุกฝ่าย อาทิ เจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกันก็มีสิทธิได้รับหนี้คืนเท่าเทียมกับเจ้าหนี้ที่มีหลักประกัน ทั้งนี้เราไม่เคยคิดที่จะแฮร์คัทเจ้าหนี้รายใด แต่ที่ต้องการคือขอเวลาและโอกาสเท่านั้น เพราะเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพ ประสบการการณ์ทำงาน ความเชี่ยวชาญและคอนเน็คชั่นที่มีในการทำธุรกิจถ่านหินเพราะคลุกคลีอยู่วงการนี้มามากกว่า 10 ปี จะทำให้ เอิร์ธ ฟื้นธุรกิจกลับมาได้ในระยะเวลาที่ไม่นานเกินไปนัก จะสามารถสร้างผลประกอบการที่ดีได้อีกครั้งและมีเงินมาชำระหนี้กับเจ้าหนี้ทุกราย”

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ทางนายขจรพงศ์ ออกมาแถลงข่าวชี้แจงเมื่อวันอังคารที่ 8 สิงหาคม 2560 นั้น ทางด้าน ก.ล.ต. ก็ออกโรงเช่นกัน โดยได้ออกมาสั่งให้บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ (EARTH) นำส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหนี้สินจำนวนกว่า 26,000 ล้านบาท ต่อ ก.ล.ต. ภายใน 5 วันทำการ และจัดให้มีผู้สอบบัญชีตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (special audit) เกี่ยวกับที่มา ความมีอยู่จริง และสถานะของมูลหนี้ดังกล่าว ซึ่งเป็นเหตุให้ EARTH ยื่นขอเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ โดยให้เปิดเผยผลการตรวจสอบผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายใน 30 วัน


For advertising please call: 02-2534691