ทางวิ่งมีไม่มากพอให้เสี่ยงเพิ่ม


ขึ้นมาให้ขาย ! : ถ้าพิจารณาจากการตอบสนองของ SET เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นโลก และภูมิภาค จะพบว่าผลตอบแทนของ SET ตั้งแต่ต้นปี 2560 ที่ผ่านมาที่อยู่ที่ 2.3% YTD เทียบกับค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นในกลุ่ม TIP ที่มีผลตอบแทน 10.8% YTD และค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นในกลุ่ม MSCI Asia ex Japan ที่มีผลตอบแทน 24.8% YTD แล้ว ก็สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของนักลงทุนในภูมิภาคที่ Underperform ต่อตลาดหุ้นไทยได้อย่างชัดเจน

แม้ว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมาจะยังคงมีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่ หรือ EM อีกครั้งเป็นสัปดาห์ที่ 17 ติดต่อกัน แต่ก็ต้องถือว่าในภาวะที่ตลาดหุ้นโลกกำลังปรับสมดุลเพื่อรองรับการเข้าสู่ Exit Strategy ของเฟดอย่างเต็มตัว โดยการลดขนาดของงบดุล หรือ Balance Sheet ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือน ก.ย.2560 นี้ ตลาดหุ้นเกิดใหม่ หรือ EM ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกรองๆของ Global Fund Manager เพราะมีเม็ดเงินไหลเข้าเพียง 850 ล้านดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งในมุมมองของ “นายหมูบิน” ตลาดหุ้นไทยน่าจะได้รับปัจจัยหนุนจากเม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติน้อยมากๆ ในระยะต่อไปด้วย

ดังนั้นในเชิงเทคนิคแม้ว่าการดีดตัวกลับขึ้นมาจากแนวรับบริเวณ EMA 75 วันของ SET แถวๆ 1,565 จุด (+/-) ตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค.2560 ทำได้ค่อนข้างดีพอสมควร และค่อนข้างชัดเจนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันดังกล่าวเป็นฐานให้ SET กลับมามีสัญญาณ Golden Cross ครบทั้ง 5 ขั้นอีกครั้ง

นอกจากนี้ยังทำให้สมมติฐานที่เรามองกันไว้ว่า SET กำลังขยับกรอบการแกว่งตัวขึ้นจาก 1,535-1,575 จุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 มาเป็นกรอบใหม่ 1,565-1,610 จุดในช่วงครึ่งหลังของปีมีน้ำหนักมากขึ้น อย่างไรก็ดีในเชิงกลยุทธ์ “นายหมูบิน” ยังมองว่าสำหรับนักลงทุนระยะกลาง (3-6 เดือน) สามารถที่จะเลือกปรับพอร์ตการลงทุนในหุ้นเป็น 75% ตาม Tactical หรือจะคงสถานะของพอร์ตไว้ที่ 50% เหมือนเดิมก็ได้ เนื่องจาก “นายหมูบิน” ยังคงมองว่า SET ในระยะสั้นยังคงมีทางวิ่ง หรือ Potential Upside ไม่มาก โดยมองแนวต้านหลักๆไว้ที่ 1,595 และ 1,610 จุดเท่านั้น ขณะที่สำหรับนักลงทุนระยะสั้นที่เน้นการเก็งกำไร ผมมองว่าสามารถทำได้ในลักษณะ “อ่อนตัวซื้อดีดขึ้นขายตามแนวต้าน” โดยมี 1,565 จุดเป็นจุดหมุน และ Cut Loss ที่ต้องมีวินัยอย่างสูง

ขาดปัจจัยหนุนให้วิ่งเหนือ 1,610 จุด ! : ในส่วนของ Fund Flows “นายหมูบิน” มองสถานการณ์ของนักลงทุนต่างชาติในระยะสั้นๆ ว่ายังอ่อนแอ และคาดหวังไม่ได้ เพราะแม้ว่าค่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ถ้าพิจารณาการลงทุนในตลาดหุ้นไทยดูเหมือนว่ามุมมองที่เป็นบวกของนักลงทุนต่างชาติแทบไม่มีให้เห็น เพราะนอกจากในเชิง Tactical ที่ล่าสุดดัชนี Accumulated Foreign Fund Flow ยังคงมีสัญญาณเป็นลบ หรือ Pessimism แล้ว ภาพของเงินทุนที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาก็สะท้อนความอ่อนแอของเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติได้อย่างชัดเจน โดยที่รายงานของ Morgan Stanley (MS) วันที่ 13 ก.ค.2560 ระบุว่าตลาดหุ้นไทยมีเม็ดเงินไหลเข้าเพียง 213 ล้านดอลลาร์ ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในอาเซียน โดยที่มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์มีเม็ดเงินไหลเข้า 1.2, 1.1, 0.8 และ 0.7 พันล้านดอลลาร์ตามลำดับ

ขณะที่ในประเด็นที่ตลาดเริ่มมองว่าเฟดจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ย หลังประธานเฟดออกมาให้ความเห็นที่มาทางสายพิราบมากขึ้น แต่ “นายหมูบิน” ยังคงมองว่าสุดท้ายเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือน ธ.ค.2560 นี้อยู่ดี และอาจมีของแถมด้วยการลดขนาดงบดุลในเดือน ก.ย.2560 นี้เลยด้วย ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะสร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้นโลกด้วย

นอกจากนี้ประเด็นที่นักลงทุนตั้งคำถามว่าตลาดหุ้นสหรัฐจะช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นไทยไปต่อแรงๆได้หรือไม่ โดยส่วนตัว “นายหมูบิน” มองว่ายาก สาเหตุคือแม้แต่ตัวตลาดหุ้นสหรัฐเองการปรับตัวขึ้นก็ไม่ได้แข็งแกร่ง หรืออยู่บนความเสี่ยงที่ต่ำนัก เพราะถ้าไปพิจารณาดูจะพบว่าแม้ดัชนี VIX Index จะปรับตัวลงมาแรกมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ถ้าไปพิจารณาผลสำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐจาก AAII ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (6-12 ก.ค.2560) จะพบว่าสัดส่วนนักลงทุนที่มองตลาดเป็นกลางๆ หรือ Neutral เพิ่มขึ้นอีก 1.6% และมีสัดส่วนมากที่สุดที่ 42.1% สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของนักลงทุนในสหรัฐที่ไม่มั่นใจในทิศทางของตลาดหุ้นสหรัฐในระยะสั้นนี้อย่างชัดเจน ขณะที่ในส่วนของ Relative Strength เองเราก็เห็นชัดเจนอยู่แล้ว ตลาดหุ้นไทย (SET) มีทิศทางที่ Underperform ตลาดหุ้นสหรัฐ (S&P500) มาต่อเนื่องในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) กรณีที่ SET ยังคงปิดเหนือกว่า 1,565 (+/-5) จุดได้ แนะนำ “อ่อนตัวซื้อเก็งกำไร” ในหุ้น PTTGC, KBANK, SCB, STEC, CK, SCC, LH, SIRI, INTUCH และ ADVANC ขณะที่กรณีตรงข้ามที่ SET กลับมาปิดต่ำกว่า 1,565 (+/-5) จุดอีกครั้ง แนะนำ กลับมา “ถือเงินสด” หรือ “Wait and See” สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “คงสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่ระดับ 75% ของพอร์ต”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/wealthhuntersclub และ e-mail ที่ moobin.stockmania@gmail.com แล้ว แฟนๆยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ทาง FM 101 ทุกวันอาทิตย์ในรายการ ”เซียนเศรษฐกิจ” เวลา 10.00-12.00 น.เช่นเดิมครับ

ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: Wealth Hunters Club

19 views0 comments