ออมสินตั้งกองร่วมลงทุนอีก 1.5 พันล. ปีนี้ปล่อยกู้สตาร์ทอัพแล้ว 2 พันล.


แบงก์ออมสิน จับมือ ตลท. เปิดกองทุนร่วมลงทุนกับธุรกิจเอสเอ็มอีอีก 2 กอง รวม 1.5 พันล้าน ด้านกองแรกได้ธุรกิจเข้าร่วมทุน 9 ราย วงเงินรวม 285 ล้านบาท ใกล้ครบเป้าหมาย 500 ล้าน เผยร่วมลงทุนโดยไม่หวังกำไร ขอแค่ได้ผลตอบแทนไม่น้อยกว่า 8% ยันร่วมทุนจนธุรกิจยั่งยืนใน 10 ปี จากนั้นถอนทุนให้ซื้อหุ้นคืน หาผู้ร่วมทุนใหม่ หรือระดมทุนในตลาดหุ้น ขณะที่ปีนี้ปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีสตาร์ทอัพไปแล้ว 543 ราย วงเงิน 2 พันล้านบาท

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SMEs Startup ที่อยู่ในระดับ Idea Stage ที่มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จได้เป็นจำนวนมาก แต่ปัญหาที่สำคัญของ Startup เหล่านี้ คือ ขาดการสนับสนุนด้านเงินทุน ดังนั้น ธนาคารออมสินได้ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่ง

ประเทศไทยจัดตั้งกองทุนเพื่อการร่วมลงทุน SMEs Private Equity Trust Fund เพิ่มเติมอีก 2 กองทุน วงเงิน 500 ล้านบาท และ 1,000 ล้านบาท จากที่ก่อนหน้านี้ได้มีการร่วมกันจัดตั้งกองทุนกองแรก วงเงิน 500 ล้านบาท เมื่อกลางเดือนมกราคม 2560 โดยกองทุนที่ 1 มีการอนุมัติร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการไปแล้ว 6 ราย คิดเป็นวงเงิน 165 ล้านบาท และอยู่ระหว่างการเจรจาร่วมลงทุนเพิ่มอีก 3 ราย คิดเป็นวงเงิน 120 ล้านบาท รวมเป็นวงเงินร่วมลงทุน 285 ล้านบาท ใกล้ถึงเป้าหมายของกองทุนกองแรก

สำหรับกองที่ 2 วงเงินลงทุน 500 ล้านบาท มีบริษัท เอกซ์พารา (ไทยแลนด์) จำกัด ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการกองทรัสต์ มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย ทำหน้าที่เป็นทรัสตี ส่วนกองที่ 3 วงเงิน 1,000 ล้านบาท มีบริษัท พรีเมียร์แอ๊ดไวเซอร์รี่ กรุ๊ป จำกัด ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการกองทรัสต์ และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย ทำหน้าที่เป็นทรัสตี โดยผู้จัดการกองทรัสต์จะทำหน้าที่ค้นหาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ และมีอนาคตทางธุรกิจ ก่อนเสนอให้คณะกรรมการที่ประกอบด้วยผู้แทนจากธนาคารออมสิน ตลาดหลักทรัพย์ฯ และทรัสตี พิจารณาเพื่อตัดสินใจร่วมลงทุน ซึ่งคาดว่าวงเงินรวม 2,000 ล้านบาทของทั้ง 3 กองทุน น่าจะสามารถหาเอสเอ็มอีร่วมทุนได้ทั้งหมดภายในปีหน้า

ส่วนการลงทุนของกองทุนดังกล่าวมีกลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม คือ 1. SME ระยะเริ่มต้น (Start-up Stage) ที่มีศักยภาพสูง 2. SME ที่มีศักยภาพในการเติบโต โดยเฉพาะที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจที่มีประโยชน์ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ 3. SME ที่เป็น Supplier ธุรกิจภาครัฐและภาคเอกชนขนาดใหญ่ หรือเป็นสมาชิกของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หรือหน่วยงานภาครัฐ และ 4. SME ที่เป็นกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise)

ทั้งนี้ ธนาคารได้กำหนดนโยบายการลงทุนในกลุ่ม SME ระยะเริ่มต้น (Start-up Stage) รายละไม่เกิน 10 ล้านบาท และผู้ประกอบการขนาดเล็กและกลางรายละไม่เกิน 50 ล้านบาท โดยจะร่วมลงทุนในสัดส่วนไม่เกิน 49% ของทุนจดทะเบียน ขณะที่โดยปกติในระยะ 4 ปี ธุรกิจจะเริ่มเติบโต และมีศักยภาพที่จะสร้างผลกำไรอย่างยั่งยืนในปีอีก 4 ปีต่อไป เมื่อธุรกิจยืนได้ธนาคารจะถอนการร่วมทุนในระยะเวลา 10 ปี เนื่องจากเป็นการร่วมทุนโดยไม่ได้หวังผลกำไร หากเป็นเพียงการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสามารถทำธุรกิจได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ดี ธนาคารได้มีการตั้งเป้าหมายว่าควรได้ผลตอบแทนจากการร่วมลงทุนไม่น้อยกว่า 8% ส่วนเมื่อธนาคารถอนการร่วมทุน เจ้าของธุรกิจสามารถซื้อหุ้นคืน หาผู้ร่วมทุนรายใหม่ หรือเลือกที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI ก็ได้ เพื่อให้มีทุนเพียงพอที่จะดำเนินธุรกิจต่อไป

“วงเงินกองทุนทั้งหมดเป็นส่วนของธนาคารออมสิน 80% และของตลาดหลักทรัพย์ฯ 20% ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเข้ามามาร่วมผลักดันช่วยกันสนับสนุนภาคเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่องในกองทุนที่ 2 และ 3 ขณะที่ธนาคารออมสินซึ่งมีเครือข่ายสาขากว่า 1,057 แห่ง เป็นศักยภาพที่จะเข้าถึงผู้ประกอบการได้มาก นอกเหนือจากการให้สินเชื่อปกติของธนาคารเพื่อสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ยังไม่รวมโครงการอีกมากมายเพื่อกระตุ้นการพัฒนาในภาคธุรกิจนี้ อาทิ โครงการประกวด GSB สุดยอด SMEs Startup ตัวจริง ในแนวคิด ทำได้เลย ทำได้เร็ว ทำได้จริง เวทีที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่สร้างสรรค์ไอเดียธุรกิจ เข้าร่วมประกวด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลไทยแลนด์ 4.0 อีกด้วย” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวและเผยต่อไปว่า

ธนาคารออมสิน ได้กำหนดนโยบายการส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจภาค SME เป็นทิศทางการดำเนินงาน 1 ใน 6 ด้าน หลังจากเมื่อต้นปี 2559 ได้นำเสนอโครงการ SMEs Startup Thailand เพื่อเป็นแนวทางจุดประกายให้ SME และ Startup ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนดำเนินธุรกิจบนความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ใช้นวัตกรรม ซึ่งได้เปิดโอกาสให้ธุรกิจรายเล็ก รายย่อยได้เข้าถึงแหล่งทุน พัฒนาศักยภาพ และมีตลาดค้าขาย ซึ่งในปี 2560 ได้มีการปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 543 ราย คิดเป็นวงเงิน 1,932 ล้านบาท และการร่วมลงทุนใน SMEs Private Equity Trust Fund

นอกจากนี้ เพื่อให้ธนาคารได้อำนวยความสะดวกให้กลไกต่างๆ ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วขึ้น จึงมีการปรับปรุงโครงสร้างองค์กร เพิ่มสายงานลูกค้าธุรกิจ SME ที่มี 3 ฝ่ายงานใหม่ ดูแลด้าน SME และ SMEs Startup โดยเฉพาะ ทำให้สามารถทำงานได้อย่างคล่องตัว ฉับไว และถูกต้อง

ด้าน นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความสำคัญในการพัฒนาตลาดทุนทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ และพร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการธุรกิจ SME ธุรกิจ Startup และกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการพัฒนาตลาดทุนให้เป็นประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน “To Make the Capital Market ‘Work’ for Everyone” เพื่อให้ธุรกิจดังกล่าวได้ใช้ประโยชน์จากตลาดทุนสร้างโอกาสการเติบโต

สำหรับที่ผ่านมา มีธุรกิจกลางและขนาดย่อมเข้าจดทะเบียนและระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ mai แล้ว 162 บริษัท มูลค่าการระดมทุนประมาณ 99,057 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้มีถึง 23 บริษัทที่เติบโตจนย้ายเข้าไปซื้อขายใน SET ขณะที่ความร่วมมือกับธนาคารออมสินในครั้งนี้ จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศ ซึ่งมีจำนวนมาก และมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไป

247 views0 comments

For advertising please call: 02-2534691