กระทบส่งออก-ท่องเที่ยวไทย...‘จีน’ ยืนยาวไม่ไหว ถดถอย 5-6 ปีหน้า


มูดี้ส์ลดเกรดจีนไม่มีปัญหา ย้ำจีนเอาอยู่ ในระยะสั้นจะยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่ในระยะกลางและยาวหนีไม่พ้นจีนจะชะลอตัวลง ส่งผลถึงการส่งออกของไทยที่พึ่งพาจีนมาตลอดจะพลอยปรับลดลงด้วยและไม่ใช่ระดับตัวเลข 2 หลักอีกต่อไป ท่องเที่ยวจีนในไทยก็เช่นกัน หลังจากที่เศรษฐกิจจีนกลับสู่ภาวะถดถอยค่อยๆ ซอฟท์แลนด์ดิ้ง ในช่วง 5-6 ปีข้างหน้า อันเนื่องมาจากปัญหาโครงสร้างหนี้.. ขณะเดียวกันยังมั่นใจว่าครึ่งปีหลังนี้เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย แล้วลดปริมาณเงินอัดฉีด QE แน่ๆ ส่งผลดอลลาร์กลับแข็งค่าอีกครั้ง ดร.เชาว์ เก่งชน แห่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินสิ้นปีบาทอยู่ที่ 34.5 บาทต่อดอลลาร์

จากกรณีที่ประเทศจีนถูก มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ลดอันดับความน่าเชื่อถือจีนจาก Aa3 สู่ระดับ A1 ซึ่งเป็นการลดอันดับความน่าเชื่อถือของจีนลงมาเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี หรือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2532 โดยระบุถึงเหตุผลทีใช้ประกอบการพิจารณาลดอันดับเครดิตครั้งนี้ว่า ความแข็งแกร่งทางการเงินของจีนเริ่มถดถอย ด้วยสาเหตุจากสภาพหนี้สูง ทำให้มีความกังวลว่าจีนจะประสบความยากลำบากในการควบคุมหนี้ ในขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอตัวในช่วงหลายปีข้างหน้านี้แต่ปรับอันดับภาพรวมของจีนดีขึ้นจาก “เป็นลบ” มาอยู่ที่ “มีเสถียรภาพ”

แถลงการณ์ของมูดี้ส์ระบุว่า การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือสะท้อนให้เห็นการคาดการณ์ของมูดี้ส์ว่าความแข็งแกร่งทางการเงินของจีนจะถูกกัดกร่อนอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้านี้ จากการมีหนี้แพร่กระจายเป็นวงกว้างในระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกับที่คาดว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง

ยอดค้างชำระหนี้ของจีนในปีนี้พุ่งสูงเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยเมื่อปลายปี 2559 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ เตือนว่า วิกฤตหนี้ในประเทศของจีนอาจเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพการเงินโลก

ดร.เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า หลังมูดี้ส์ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของจีนดังกล่าวลงมาแล้ว จะเห็นว่า ผลตอบรับต่อกรณีดังกล่าวไม่ได้มีมากนัก โดยในระยะสั้นจีนจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ แต่ในระยะยาว 5-6 ปีข้างหน้าจะเริ่มเห็นผล ในลักษณะซอฟท์แลนด์ดิ้งมากกว่า

“การลดอันดับความน่าเชื่อถือครั้งนี้ เป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ เพราะว่ามูดดี้ส์อ้างถึงเหตุผลในการตัดสินใจคราวนี้เป็นประเด็นโครงสร้าง ไม่ได้ตัดสินใจจากตัวเลขไตรมาส 1 ไตรมาส 2 อะไรอย่างนี้ สิ่งที่มูดี้ส์อ้างถึงคือหนี้จีน ซึ่งสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีของจีนตอนนี้น่าจะอยู่ใกล้ๆ 170% ของจีดีพี ซึ่งรวมหนี้ของรัฐบาล ครัวเรือน ธุรกิจต่างๆ ซึ่งเมื่อปี 1997 หรือ20 ปีก่อนหนี้ตัวนี้อยู่ที่ 120% ซึ่งนับว่าขึ้นมา ค่อนข้างเร็ว

โดยในส่วนที่ทำให้ปรับขึ้นมาเยอะนี้มาจากหนี้ของรัฐวิสหกิจจีน ซึ่งได้มีการแปรรูปเป็นบริษัทบ้างแล้ว และมีประเด็นหนี้ค้างอยู่ และมูดี้ส์กังวลว่าหนี้ค้างเพิ่มขึ้นอยู่ขณะที่เศรษฐกิจชะลอลง จึงทำให้ภาระหนี้ที่เศรษฐกิจจีนแบกอยู่สูงขึ้นเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งเมื่อดอกเบี้ยในต่างประเทศหรือในจีนเองปรับขึ้น ก็จะเป็นประเด็นกระทบต่อโครงสร้าง จึงนำมาสู่การลดอันดับเครดิตครั้งนี้ คือมูดี้ส์ทำแบบมีเหตุผลฟังได้ แต่ไม่ได้เป็นข้อกังวลในระยะสั้นนี้”

ดร.เชาว์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ผลกระทบที่ทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่องมีน้อยมาก จากการปรับลดเครดิตของมูดี้ส์ในครั้งนี้ นั่นเป็นเพราะว่าจีนมีจุดแข็งอยู่ นั่นก็คือ จีนมีเกินดุลบัญชีเดินสะพัด “ดุลเดินสะพัดเกินดุล แปลว่าทุกเดือนได้รับเงินตราต่างประเทศสุทธิมากกว่าที่ใช้จ่าย ดังนั้นเมื่อจีนมีหนี้เยอะก็จริง แต่ไม่ได้พึ่งพาเงินต่างประเทศ ซึ่งต่างจากไทยอย่างมากเลยในช่วงเกิดวิกฤตปี 2540 ซึ่งตอนนั้นไทยเราขาดดุลเดินสะพัด ดังนั้นกรณีจีน จึงไม่กระทบมาก เพราะเงินหนี้ส่วนใหญ่เกิดจาก การกู้ยืมเงินออมในประเทศเขาเอง ซึ่งถ้าจีนโดนลดเครดิตแล้วมีสภาพขาดดุลเดินสะพัดด้วยแบบนั้นจึงค่อยมีผลต่อเรื่องของต้นทุนเงินทุนที่เขาจะระดมจะแพงขึ้น”

อย่างไรก็ตาม อาจมีสิ่งที่ทางการจีนอาจต้องกังวลบ้างนิดหน่อยคือ ภาคเอกชนจีนทยอยเอาเงินออกนอกประเทศเช่นปีที่แล้วเอามาเรื่อยๆ เมื่อมีสถานการณ์นี้ก็น่าจะทำให้มีเงินออกได้อีก ทางการจีนจึงจำเป็นที่จะต้องรับมือกับเรื่องนี้ “จีนมีโจทย์ระยะสั้นที่จะต้องทำให้เศรษฐกิจจีนโตสักประมาณ 6.5-6.6% ในปีนี้ และระยะกลางระยะยาวผมคิดว่ารัฐบาลก็ทราบดีว่าเขามีปัญหาเรื่องหนี้นี้อยู่ ก็ต้องบริหารจัดการกันไประหว่างระยะสั้นกับระยะกลาง

สำหรับปัญหาหนี้ที่เกิดขึ้นจำนวนมากจนมูดี้ส์ตั้งข้อกังวลนี้ น่าจะเกิดจากช่วงวิกฤตซับไพรม์ ซึ่งเศรษฐกิจโลกก็มีความย่ำแย่ จีนจึงสั่งการให้รัฐบาลท้องถิ่นเร่งกระตุ้นกัน นำมาซึ่งโครงการที่อาจไม่มีผลต่อมูลค่าเศรษฐกิจมากนัก นำมาสู่การก่อหนี้ และหนี้สาธารณูปโภค หรือเร่งสร้างกำลังการผลิตของรัฐ ซึ่งเกิดผลผลิตล้นและต้องดัมพ์ของกันออกมา เกิดจากการลงทุนที่ไม่มีคุณภาพก่อนหน้านี้ ไม่ได้เป็นหนี้ที่เกิดจากนโยบายใหม่”

สำหรับผลกระทบต่อไทย ซึ่งมีการพึ่งพาจีนในการค้าขายในช่วงที่ผ่านมานั้น ดร.เชาว์ ให้ความเห็นว่า โดยรวมแล้วปีนี้ไม่น่ามีผลกระทบจากเรื่องการลดอันดับเครดิตของมูดี้ส์นี้ ซึ่งจะเห็นว่าหลังมูดี้ส์ประกาศ ทางการจีนก็พยายามส่งสัญญาณว่าเข้มแข็ง โดยดันเงินหยวนแข็งค่าขึ้น

“สัญญาณระยะใกล้ จีนต้องการบอกว่าแข็งแรงอยู่ และไม่นานนี้ เราอาจได้เห็นทางการจันอัดฉีดเข้าระบบเพื่อกระตุ้นอีก ดังนั้นในระยะอันใกล้นี้เศรษฐกิจจีนไม่น่าจะได้รับผลกะทบจาการประกาศอันนี้เลย ทางการจีนน่าจะประคับประคองให้ได้เป้าหมาย ดังนั้นจึงไม่น่าจะกระทบต่อการส่งออกของไทยในปีนี้เช่นกัน ในฐานะที่ไทยกับจันเป็นคู่ค้ากัน

กรณีที่เลวร้ายที่สุดที่ถึงขนาดที่จีนต้องถึงกับต้องปิดอะไรไป ผมก็คิดว่าจีนยังแข็งแรงพอที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ แต่อันนี้มันมีผลระยะยาวคือ เศรษฐกิจจีนจะไม่สามารถโตในระดับ 6% ได้อีก ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า ตัวเลขคงค่อยๆ ชะลอลงมา หรือซอฟท์แลนด์ดิ้ง อันนี้เป็นสิ่งที่เราจะเจอ เศรษฐกิจใหญ่ขึ้นแต่โตช้าลง ดังนั้นสิ่งที่เห็นสำหรับบ้านเราคือ เลขส่งออกของไทยจะไม่ใช่เลข 2 หลักแน่นอน และใน 5-6 ปี ข้างหน้า การท่องเที่ยวจีนมาไทยก็ไม่มีทางเป็นเลข 2 หลักแน่นอน”

สำหรับกรณีที่ ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างมากในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้ ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกไทยนั้น ดร.เชาว์ยังให้ความเห็นว่า เป็นผลจากดอลลาร์ที่อ่อนค่าจากผลของการเปิดบันทึกการประชุมเฟด ที่ออกมาเข้มข้นน้อยกว่าที่ตลาด คาดการณ์เดิมว่าเฟดอาจจะรอดูตัวเลขเศรษฐกิจก่อน คือ ผิดหวังหน่อย ขณะที่การเมืองสหรัฐฯมีความไม่แน่นอนสูง จาการที่ประธานาธิบดีดำเนินการไม่ประทับใจตลาด “จะเห็นว่าค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับต้นปีราว 5% ใกล้เคียงกับ สิงคโปร์ดอลลาร์ ริงกิตมาเลเซีย จึงไม่น่าทำให้ไทยเสียความสามารถในการแข่งขัน ยังไม่ต้องกังวลมาก

แต่ว่าผู้ประกอบการที่ได้ดอลลาร์มาในจังหวะนี้ อาจจะเหนือความคาดหมายที่ว่า บาทแข็งเร็วจะเสียเปรียบเรื่องสภาพคล่องที่จะแลกเป็นบาท และการกำหนดราคา แต่ครึ่งปีหลังเราก็ยังคิดว่าเฟดน่าขึ้นดอกเบี้ยในรอบมิถุนายนและรอบกันยายน และรอบธันวาคมก็น่าจะเริ่มประกาศลด QE และการลงทุนที่ยังถือ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ น่าจะทยอยลดลงปลายปีนี้ ปัจจัยเหล่านี้น่าจะหนุนดอลลาร์ และทำให้ดอลลาร์กลับมารีบาวน์ได้ ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าปลายปีนี้ ค่าเงินบาทจะอยู่ที่ 34.5 บาทต่อดอลลาร์”

49 views0 comments