เศรษฐกิจทรุด-คนเรียนหด...“ม.เอกชน” ดิ้น! จัดหนักหนีตาย


อธิการบดี ม.หอการค้าไทย “ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์” เปิดอกตีแผ่ชะตากรรมมหาวิทยาลัยเอกชนไทยอยู่ในสภาพแข่งขันกันหนัก เพื่อความอยู่รอด กับต้องรับผิดชอบผลงานการผลิตบัณฑิตให้สนองตอบเมืองไทย และยุคสมัยโลกที่เปลี่ยนไปเป็น “ดิจิทัล” ไทยแลนด์ 4.0 เผยจุดแข็งมหาวิทยาลัยเอกชนไทยปรับตัวให้ทันโลก/ทันยุคสมัยได้รวดเร็วกว่ามหาวิทยาลัยรัฐ กลายเป็นจุดเด่นดึงดูดนศ.ไทย/เทศ

รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยกับ “ดอกเบี้ยธุรกิจ” ถึงสถานการณ์มหาวิทยาลัยเอกชนไทยในปัจจุบันว่า มีภาวะการแข่งขันกันสูงมากถึงขั้นที่มีหลายสถาบันศึกษาภาคเอกชนจัดแคมเปญลด แลก แจก แถม เพื่อจูงใจให้นักศึกษาสนใจเข้ามาเรียน โดยที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเองมีการแจกฟรีไอแพดให้กับนักศึกษาใหม่ด้วย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนการสอน อีกทั้งกว่า 10 ปีได้ใช้เครื่องมือไอแพดเข้ามามีบทบาทสำคัญจากที่คนไทยกำลังเดินทางเข้าสู่ยุคดิจิทัลในภาคการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย หากไม่มีไอแพดก็จะเรียนไม่ได้ ขณะนี้ต้องยอมรับว่าไม่มีนักศึกษาใดต้องการแบกหนังสือมาเรียนแล้ว

“เราแจกเพื่อเป็นเครื่องมือในการเรียนการสอน จริงๆทุกวันนี้อยากจะหยุดแจกเพราะมันจะไม่ไหวเอาจากที่สภาพเศรษฐกิจไม่ดี หลายสถาบันแข่งขันกันสูงเพื่อช่วงชิงนักศึกษาใหม่ แต่ก็คงไม่ได้ และย้อนไปไม่ได้ เนื่องจากเราได้มีการพัฒนาระบบการเรียน จากที่ตอนนี้ห้องเรียนก็มีการติดตั้งไวไฟ เด็กและอาจารย์ไม่ถือหนังสือ ก็ต้องใช้ไอแพดต่อไป โดยที่ผ่านมา การแข่งขันในระบบการศึกษาของไทยก็มีการแข่งขันกันสูง เรามีการแจกไอแพดมากว่า 10 ปีก่อนที่สถานการณ์จะเป็นแบบนี้”

ดร.เสาวณีย์กล่าวถึงภาพรวมของมหาวิทยาลัยเอกชนในปัจจุบันว่านักศึกษาใหม่ให้ความสนใจมาเรียนน้อยลง ถ้าย้อนไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว นักศึกษาคนหนึ่ง จะมีคนเอ็นทรานซ์ไม่ติด เพราะมหาวิทยาลัยของรัฐไม่เพียงพอ จึงมีมหาวิทยาลัยเอกชนเกิดขึ้นมา ยังมีคนมาฝากเด็กเรียนในสถาบัน จนถึงขนาดอธิการบดียังต้องหลบเลี่ยงในช่วงใกล้เปิดเทอมการศึกษาใหม่ เพราะเด็กไม่มีที่เรียน แต่ว่าช่วงที่ค้นพบว่ามหาวิทยาลัยมีน้อย ก็เปิดขึ้นมา แม้แต่ของรัฐก็เปิดขึ้นเป็นจำนวนมาก จนถึงกับเปิดโครงการพิเศษ เปิดภาคค่ำ จนสามารถรองรับนักศึกษาใหม่ได้อย่างเพียงพอ

“ตรงข้ามกับในตอนนี้ เด็กหนึ่งคนมีที่เรียนในมือ 7 แห่ง คือเลือกได้จนกว่าใกล้เปิดเทอม จึงตัดสินใจก็ยังมีที่เรียนรองรับ ไม่เหมือนสมัยก่อน แต่มหาวิทยาลัยของรัฐยังได้เปรียบอยู่ เพราะได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐ ค่าเทอมของมหาวิทยาลัยภาครัฐ เมื่อเรียน 4 ปี อยู่ที่ประมาณ 1 แสนบาท หากเข้าเรียนกับมหาวิทยาลัยเอกชนอยู่ที่ประมาณ 3 แสนบาท มหาวิทยาลัยเอกชนที่อยู่ได้ในขณะนี้ต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความโดดเด่นมาก นักศึกษาที่สนใจมาเรียน ก็คือมีความตั้งใจมาเรียนที่นี่โดยตรง” ดร.เสาวณีย์กล่าวและว่าค่าเทอมมหาวิทยาลัยเอกชนที่สูงกว่า

มหาวิทยาลัยของรัฐเนื่องจากมหาวิทยาลัยของรัฐได้รับการอุดหนุนเงินจากภาครัฐอยู่ ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชน ผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าเล่าเรียน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาคาร ค่าภาษีเองทั้งหมด รัฐไม่ได้มาอุดหนุนเงินให้

“ต้องเชื่อในเรื่องของการแข่งขัน ทำให้มหาวิทยาลัยมีคุณภาพมหาวิทยาลัยเอกชน และโรงเรียนเอกชนที่จะเหลืออยู่ได้ ต้องเจ๋งจริง คือต้องมีจุดเด่น หรือคณะการเรียนนี้ คุ้มค่าต่อการจ่าย ช่วงนี้มหาวิทยาลัยทุกแห่งต้องทำคุณภาพให้ดี ในด้านคุณภาพแรกคือคุณภาพที่สปอ.ตรวจวัด และประกาศออกมาว่า มหาวิทยาลัยแห่งไหน สูตรไหน ที่ไม่มีคุณภาพ จะได้รู้ ส่วนที่เหลืออยู่ ก็จะมีคุณภาพจริง และต้องมากกว่านั้นคือ เมื่อนักศึกษาเข้าไปหาข้อมูล สมัยนี้ข้อมูล มันเปิดเผย และไม่มีมหาวิทยาลัยไหนอยากจะลงทุนโฆษณาหนังสือพิมพ์ แตกต่างจากสมัยก่อน ที่มหาวิทยาลัยเอกชนต้องทำ เพราะเป็น Mass..ต้องทำอะไรให้คนมาเรียนต้องบอกต่อเห็นความสำเร็จจริง”

ดร.เสาวณีย์ยกตัวอย่างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเป็นของหอการค้าไทยเน้นสร้างผู้ประกอบการ เพราะสมัยก่อนที่สภาหอการค้าไทยตั้งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยขึ้นมา เพราะหวังว่าสถาบันแห่งนี้จะให้ความรู้ลูกหลานเขา เพื่อจะได้ทำธุรกิจต่อในอนาคตมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จึงโดดเด่นด้านการเป็นผู้ประกอบการทำให้ดูว่าอยู่อย่างไร อย่างเมื่อเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 จะปรับอย่างไร และโชคดีอย่างที่มหาวิทยาลัยเอกชนมีจุดแข็งคือการปรับตัวได้เร็ว ส่วนมหาวิทยาลัยของรัฐอาจจะดูอุ้ยอ้ายหน่อย เพราะมีระเบียบ มหาวิทยาลัยเอกชนสามารถตัดสินใจได้ว่าถ้าเป็นไปตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เข้าสู่ยุคดิจิทัลจะมีการปรับหลักสูตรใหม่ รองรับสตาร์ตอัพ, อาลีบาบา, ลาซาด้า ก็ต้องปรับอย่างรวดเร็ว ถ้าผลิตนักศึกษามาป้อนประเทศไทยไม่ทัน ก็ปรับตัวไม่ทัน ประเทศไทยก็ไม่สามารถเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 ได้

“เป็นยุคที่มหาวิทยาลัยต้องทำอะไรให้รวดเร็ว อาจารย์ต้องทันต่อโลกมาก การเรียนการสอนเปลี่ยนไปมาก ไม่มีไอแพดก็สอนไม่ได้ เพราะการเรียนการสอนในปัจจุบันไม่ใช่มานั่งสอบเหมือนสมัยก่อน ต้องให้การบ้านเด็ก และเด็กก็ต้องทดลองทำธุรกิจจริง เช่น ไปถ่ายทำคลิปข้างนอกมา ดังนั้น การแจกไอแพดของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก็เพราะเป็นเครื่องมือของการทำธุรกิจในปัจจุบันที่ต้องใช้ออนไลน์ หรือทดลองโพสต์ของในอาลีบาบา เหล่านี้ต้องใช้หมด หากไม่ปรับตัวก็ตาย” ดร.เสาวณีย์กล่าวและเปิดเผยว่าที่ผ่านมามหาวิทยาลัยเอกชนมีการปรับหลักสูตรเพื่อสอดรับกับภาคธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

“มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมีการปรับด้วยเช่นกัน โดยนักศึกษาทุกคนไม่ว่าจะเรียนคณะไหน ต้องเรียนวิชาผู้ประกอบการ Entrepreneur ถือเป็นวิชาพื้นฐานภาคบังคับปี 1 กับวิชาดิจิทัล นอกจากนี้ยังมีวิชาภาษาอังกฤษ ภาษาอาเซียน ดังนั้น มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเมื่อผลิตนักศึกษาออกมาต้องไปสอดรับทำให้การค้า การบริการ และการท่องเที่ยวของไทยเป็นแบบ 4.0 คือใช้ครีเอทีฟมากขึ้น อินโนเวชั่นมากขึ้น และนวัตกรรมมากขึ้น โดยใช้ดิจิทัล ตอนนี้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้เปิดคณะใหม่คือ คณะการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ ได้ร่วมมือกับสมาคมโรงแรมทั่วประเทศ โดยนักศึกษาต้องไปเรียนข้างนอก ไม่ได้อยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยม เหล่านี้คือสิ่งที่เปลี่ยนไปในการเรียน” ดร.เสาวณีย์กล่าว

“ถ้าย้อนไปกว่า 10 ปีที่แล้ว นักศึกษาใหม่ปี 1 ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเคยรับเข้าเรียนจะอยู่ที่ประมาณ 8 พันคน แล้วก็ลดลงเหลือ 7 พันคน และต่อมาก็ลดลงเหลือ 6 พันคน จนปัจจุบันค่าเฉลี่ยจะเหลืออยู่ประมาณกว่า 4 พันคน ถือว่าได้เยอะแล้ว ขณะที่สมัยรุ่งๆในภาพรวมจะเห็นการลงทุนของมหาวิทยาลัยเอกชนในการซื้อที่ดินเพื่อทำวิทยาเขต ส่วนมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยไม่ได้ไปลงทุนลักษณะนี้ในต่างจังหวัด แต่เราได้ไปเปิดการเรียนการสอนในเมียนมา ส่วนนี้คือการปรับตัวของเรา ว่าต้องออกไปนอกประเทศแล้ว จริงๆแล้วคิดว่ามหาวิทยาลัยเอกชนมีจุดแข็งมากๆคือไม่ได้รับเงินเดือนของราชการ ทำให้อาจารย์ไปสอนในต่างประเทศได้ แต่ถ้าเป็นอาจารย์ของรัฐ ก็จะเกิดคำถามว่ามีหน้าที่อะไรไปสนับสนุนเด็กในต่างประเทศ”

ในส่วนนักศึกษาต่างชาติที่เข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ดร.เสาวณีย์เปิดเผยว่ามีจำนวนมากขึ้นและถือเป็นทางออกอีกทางหนึ่งหรือที่เรียกว่าบลูโอเชี่ยน คือมีโอกาส โดยนักศึกษาจากจีนได้ทะลักเข้ามาเรียนในประเทศไทยจำนวนมาก เพราะจีนตอนนี้อยู่ในช่วง 30 ปีที่แล้วของไทยก็คือว่ามหาวิทยาลัยในจีนยังมีไม่เพียงพอเลยออกมา และมหาวิทยาลัยของไทยก็ต้องรองรับให้มีคุณภาพ

“เรื่องนี้ก็เลยมีปัญหาเกิดขึ้นว่ามีนักศึกษาจากจีนไปขอเกรด อาจารย์-ผู้สอน ทำให้ดูว่ามหาวิทยาลัยเอกชนไม่มีคุณภาพ เรื่องดังกล่าวนี้อยากบอกว่า เวลาที่ทางการราชการไทยบอกว่า เป็นมหาวิทยาลัยเอกชน ก็อยากให้บอกไปเลยว่าเรื่องนี้ เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเอกชนไหน เราจะชอบมากกว่า ถ้าบอกชื่อไปเลย รายอื่นจะได้ไม่เสียหายไปด้วย มันเหมือนกับว่าเวลานักท่องเที่ยวทะลักเข้ามาแล้วการจัดการไม่ดีก็จะมีปัญหา แต่ว่ามหาวิทยาลัยที่ดีแล้วต้องการอยู่ในระยะยาว จะต้องพยายามรักษาคุณภาพแม้แต่นักศึกษาจากจีน เราเองก็จำเป็นต้องดูแลให้ดี ซึ่งต้องไปดูเพราะมีประเทศ มีบุคคลที่ทำมาหากินแบบนี้ ขณะที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยยังโดนเลย ที่จีนก็มีของปลอม คือมีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่ตั้งขึ้นปลอม เหมือนกับของจริงเลย มีเว็บไซต์ แล้วก็รับหัวคิวเด็ก ทางจีนมีการสอบสวน และยังร้องเรียนอยู่ แต่ไม่เคยส่งเด็กมาเรียนที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเลย เหมือนว่าที่จีนมีการปลอมของกิน ของใช้ และปลอมได้ทันสมัยมาก”

ในส่วนอาจารย์ผู้สอนนั้น ดร.เสาวณีย์กล่าวว่าเหมือนสมัยก่อน “ดอกเตอร์” เป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยไหนก็อยากได้ ขณะที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ตอนนี้ส่งคนไปเรียนดอกเตอร์ประมาณ 200 คนแล้ว แต่ว่าสถานการณ์มันเปลี่ยนไปจริงๆคือ จะพบว่าบางมหาวิทยาลัย เริ่มเลย์ออฟอาจารย์บางสาขา ดังนั้น อาจารย์ต้องปรับตัว “มหาวิทยาลัยจะมีการกลับมาดูแลอาจารย์มากขึ้น ว่าคุณได้ทำหน้าที่ ได้ปรับตัวเอง ได้ทำรีเสิร์ต การวิจัย ตีพิมพ์ขนาดไหน ทุกมหาวิทยาลัยเข้มข้นมากขึ้น แต่ในบางสาขาที่มาใหม่เช่น ฟินเทค สตาร์ตอัพ หรืออะไรที่มันเป็นอินโนเวชั่น เหล่านี้ ที่มหาวิทยาลัยเอกชนยังต้องการอาจารย์สอนอยู่ แต่มีบางสาขาที่แทบจะสูญพันธุ์ ไม่มีใครต้องการเรียน ดังนั้น อาจารย์ก็ต้องปรับตัวด้วย”

401 views0 comments

For advertising please call: 02-2534691