Q1/60 แบงก์พาณิชย์ส่อแววดีขึ้น...สินเชื่อโต/หนี้เสียเริ่มนิ่ง/กำไรสูง


แบงก์พาณิชย์ทยอยรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกปี 60 กรุงไทยกำไรสุทธิ 8.5 พันล้าน โต 13% สินเชื่อโตจากภาครัฐและธุรกิจรายใหญ่ ส่วนหนี้เสียกลุ่มเอสเอ็มอียังเพิ่ม ด้านทีเอ็มบีกำไร 2 พันล้านทรงตัวเท่าปีก่อน ขณะที่คงนโยบายตั้งสำรองระดับสูง แม้หนี้เสียเริ่มนิ่ง ส่วนทิสโก้กำไรสุทธิ 1.5 พันล้าน โต 18% หนี้เสียลดหลังเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ ส่งผลกดสินเชื่อหด 2%

ธนาคารกรุงไทย (KTB) ประกาศผลประกอบการในไตรมาสที่ 1/2560 เปรียบเทียบกับไตรมาส 1/2559 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงาน 18,403 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 144 ล้านบาท หรือ 0.79% ภายหลังหักสำรองหนี้สูญและภาษีเงินได้ มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 8,532 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 992 ล้านบาท หรือ 13.16% ทั้งนี้รายได้หลักยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 479 ล้านบาท และธนาคารมีการบริหารต้นทุนอย่างเหมาะสม โดยเศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปี ภาคการส่งออกสินค้าฟื้นตัว การบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวขยายตัว การใช้จ่ายภาครัฐเป็นแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจ

ในไตรมาส 1/2560 ธนาคารและบริษัทย่อยมีเงินให้สินเชื่อ 1,913,287 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,198 ล้านบาท จากลูกค้าภาครัฐและธุรกิจขนาดใหญ่ มีเงินฝาก 1,991,444 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19,040 ล้านบาทจากสิ้นปี 2559 ธนาคารและบริษัทย่อยได้กันสำรองหนี้สูญ และขาดทุนจากการด้อยค่าจำนวน 7,460 ล้านบาท ลดลง 1,163 ล้านบาท และมีอัตราส่วนเงินสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ เท่ากับ 112.11% ลดลงจาก 121.57% ณ 31 ธันวาคม 2559

ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) จำนวน 100,382 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,254 ล้านบาท หรือ 10.15% จากลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และลูกค้าวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในบางอุตสาหกรรม อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ NPL Ratio (Net) เท่ากับ 1.94% และ NPL Ratio (Gross) เท่ากับ 4.36% ทั้งนี้ธนาคารได้ดูแลคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด มีความระมัดระวังในการพิจารณาสินเชื่อ รวมทั้งให้ความสำคัญในการติดตามหนี้อย่างรวดเร็ว และปรับโครงสร้างหนี้ตามความเหมาะสม

ธนาคารมีเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของและเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับ 243,521 ล้านบาท หรือ 13.01% ของสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยง เงินกองทุนทั้งสิ้นเท่ากับ 311,466 ล้านบาท หรือ 16.64% ของสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยง สำหรับอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารที่ได้รับจาก Standard & Poor’s ระยะยาว/ระยะสั้น BBB / A-2 Moody’s Investors Service ระยะยาว/ระยะสั้น Baa1 / P-2

ด้าน นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี (TMB) หรือ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ผลประกอบการในไตรมาส 1/2560 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานหลักก่อนสำรองฯ จำนวน 4,764 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันกับปีที่แล้ว ธนาคารยังคงตั้งสำรองฯ อย่างรอบคอบที่ระดับค่อนข้างสูงเป็นจำนวน 2,241 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่คงสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่ระดับต่ำที่ 2.5% และอัตราส่วนสำรองต่อ NPL ในระดับแข็งแกร่งที่ 144% ทั้งนี้ หลังสำรองฯ ธนาคารมีกำไรสุทธิที่ 2,096 ล้านบาท คงที่เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน

ส่วนทางด้านสินเชื่อเติบโต 1% ในไตรมาสนี้ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งเติบโตต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ในขณะที่สินเชื่อธุรกิจไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เงินฝากลดลงเล็กน้อย 2% โดยมาจากการลดลงของเงินฝากธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่เงินฝากลูกค้าบุคคลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะเงินฝากธุรกรรมทางการเงิน (Transactional Deposit) จากฐานเงินฝากลูกค้าบุคคลเพิ่มขึ้น 2% ใน 3 เดือนแรกของปี โดยมาจากเงินฝากบัญชี “ทีเอ็มบี ออลล์ ฟรี” (TMB All Free) ซึ่งยังเติบโตได้ดีโดยเพิ่มขึ้น 13% จากปลายปีที่แล้ว ขณะเดียวกันเงินฝากทีเอ็มบี โน ฟิกซ์ บัญชีฝากไม่ประจำ ถอนได้ ดอกสูง (TMB No Fixed Account) และ ME by TMB ยังคงเติบโตต่อเนื่องที่ 2.4% และ 6% ตามลำดับ

ในไตรมาสนี้ธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 4% โดยหลักมาจากส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (Net interest margin : NIM) ที่ดีขึ้นจาก 2.98% ในไตรมาสเดียวกันกับปีที่แล้วเป็น 3.21% สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยขยายตัว 10% แม้ว่ารายได้ค่าธรรมเนียมลูกค้าธุรกิจลดลง 23% จากการลดลงของรายได้ค่าธรรมเนียมสินเชื่อเป็นหลัก แต่รายได้ค่าธรรมเนียมจากลูกค้าบุคคลเพิ่มขึ้นถึง 26% โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมผลิตภัณฑ์กองทุนรวม ซึ่งเป็นผลจากการที่ธนาคารประสบความสำเร็จในการนำเสนอกองทุนรวมคุณภาพดีและตอบโจทย์ลูกค้าในสภาวะที่อัตราผลตอบแทนในตลาดกำลังเปลี่ยนแปลง

ส่วนรายได้รวมของธนาคารในไตรมาสนี้อยู่ที่ 8,898 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% ขณะที่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดมีจำนวน 4,104 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 5% ซึ่งส่วนใหญ่ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเกิดจากค่าใช้จ่ายทางการตลาดจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งนี้กำไรจากการดำเนินงานหลักก่อนสำรองเพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว 4% เป็นจำนวน 4,764 ล้านบาท

ด้าน NPL มีจำนวนไม่เปลี่ยนแปลงจากสิ้นปีที่แล้ว โดยอยู่ที่ 17,588 ล้านบาท และ NPL ratio คงที่ที่ระดับต่ำ 2.5% ธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบและตั้งสำรองในระดับสูงที่จำนวน 2,241 ล้านบาทในไตรมาสนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้น 19% จาก 1,877 ล้านบาท ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เพื่อให้ธนาคารยังคงสัดส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) ในระดับแข็งแกร่งที่ 144%

ขณะเดียวกัน ธนาคารยังคงดำรงสถานะเงินกองทุนในระดับสูง โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) ภายใต้เกณฑ์ Basel III ที่อัตรา 18.2% โดยเป็นกองทุนขั้นที่ 1 (Tier 1) ในสัดส่วน 12.8% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งกำหนดไว้ที่ 9.75% และ 7.25% ตามลำดับ

ส่วน นายสุทัศน์ เรืองมานะมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป หรือกลุ่มทิสโก้ กล่าวว่า ผลประกอบการไตรมาสที่ 1/2560 ของกลุ่มทิสโก้มีกำไรสุทธิ 1,490.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 235.73 ล้านบาท หรือ 18.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2559 สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจากธุรกิจหลัก ประกอบกับค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญที่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ทั้งนี้ รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 2.7% จากความสามารถในการรักษาอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อรวม และการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจากธุรกิจหลักเพิ่มขึ้น 13.3% จากการเติบโตของทุกภาคธุรกิจ รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจธนาคารพาณิชย์เติบโตตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ รายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์ขยายตัวตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เพิ่มมากขึ้น และส่วนแบ่งตลาดของ บล.ทิสโก้ที่ปรับตัวดีขึ้น

นอกจากนี้ รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนเพิ่มขึ้นตามการออกกองทุนที่ตอบรับความต้องการของตลาดในช่วงตลาดทุนผันผวน ขณะเดียวกันกลุ่มทิสโก้รับรู้รายได้จากธุรกิจวาณิชธนกิจ จากการเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหลักทรัพย์ในไตรมาสที่ผ่านมา ในส่วนของการตั้งสำรองหนี้สูญในไตรมาสนี้ลดลง 23.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า จากคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น

เงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มทิสโก้ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2560 มีจำนวน 220,522.70 ล้านบาท ลดลง 2.0% จากสิ้นปีก่อนหน้า ตามนโยบายการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ดี สินเชื่ออเนกประสงค์ยังคงสามารถรักษาระดับการเติบโตได้ที่ 1.8% ตามแผนการขยายธุรกิจและสาขาของกลุ่มทิสโก้ ในส่วนของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากคุณภาพสินทรัพย์โดยรวมที่ปรับตัวดีขึ้น ตามนโยบายการควบคุมคุณภาพสินเชื่อที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ NPL ลดลง 8.6% เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อนหน้า และอัตราส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นไตรมาส 1/2560 ลดลงจาก 2.50% ณ สิ้นปี 2559 มาอยู่ที่ 2.37% ในขณะเดียวกัน สัดส่วนเงินสำรองหนี้สูญต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 164%

นายสุทัศน์ กล่าวต่อไปว่า กลุ่มทิสโก้ยังคงสามารถควบคุมต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคงอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวมอยู่ในระดับต่ำที่ 40.9% นอกจากนี้ ธนาคารทิสโก้ยังคงรักษาระดับฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่งมาโดยตลอด มีประมาณการอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์ (BIS Ratio) อยู่ที่ 19.8% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำที่ 9.75% ซึ่งกำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยมีอัตราเงินกองทุนชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 14.9% และ 4.9% ตามลำดับ

สำหรับการดำเนินธุรกิจในไตรมาสที่ 2/2560 กลุ่มทิสโก้ยังคงเดินหน้าขยายฐานลูกค้าทุกกลุ่มเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า ภายใต้การบริหารความเสี่ยงและการกับดูแลกิจการที่ดี โดยเฉพาะการเดินหน้าการถ่ายโอนธุรกิจลูกค้ารายย่อย (Retail Banking) จากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) (SCBT) หลัง ธปท. ให้ความเห็นชอบให้ดำเนินการตามโครงการโอนและรับโอนกิจการของลูกค้ารายย่อย ประกอบด้วย ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อธุรกิจรายย่อย สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย บริการธนบดีธนกิจ (Wealth Management) เงินฝากรายย่อย รวมทั้งสาขา จากธนาคาร สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ให้แก่ธนาคารทิสโก้ และการถ่ายโอนธุรกิจบัตรเครดิต ให้แก่บริษัท ออล-เวย์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มธนาคารทิสโก้ โดยปัจจุบันการดำเนินงานถือว่าเป็นไปตามแผนงานที่ได้วางไว้เป็นอย่างดี และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปลายปี 2560

175 views0 comments