Search

อยู่บนสถานการณ์ที่ต้องใจเย็นๆ


ลงเพื่อขึ้น ! แน่นอนว่าความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นโดยมีสหรัฐเป็นจุดศูนย์กลางของความขัดแย้งทั้งหมด ทั้งในอัฟกานิสถาน, ซีเรีย และคาบสมุทรเกาหลี จะส่งผลตลาดหุ้นโลก และเอเชียมีความผันผวนขึ้น สะท้อนออกมาจากระดับ U.S.VIX ของสหรัฐฯ และ HSI VIX ของฮ่องกง ที่มีสัญญาณ “Riskless” ชัดเจน ขณะที่เมื่อพิจารณาในภาพรวมของตลาดหุ้นโลก จะพบว่าดัชนีของตลาดหุ้นหลักอย่างสหรัฐ (S&P500) , ยูโรป (Stoxx50) และญี่ปุ่น (Nikkei) เริ่มเข้าสู่แนวโน้มการพักตัวในระยะสั้นแล้ว

อย่างไรก็ดี “นายหมูบิน” มองว่ารูปแบบของ SET ในสัปดาห์นี้น่าจะออกมาในลักษณะของการ “ถอยเพื่อขึ้นใหม่” อีกครั้งมากกว่า เนื่องจาก “นายหมูบิน” ยังคงมีมุมมองที่เป็นบวกกับตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น และมองว่าตลาดหุ้นไทยจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าโดยเฉลี่ย เพราะเมื่อพิจารณาจาก Relative Strength จะพบว่าตลาดหุ้นไทยยังคง Outperform ทั้งตลาดหุ้นสหรัฐฯ และอาเซียน โดยทั้งหุ้นขนาดใหญ่-เล็กต่าง Outperform ทั้งหมดเมื่อเทียบกับ SET ทั้งนี้การประเมินดังกล่าวอยู่บนแนวคิดของ “นายหมูบิน” ที่ว่า ยังไม่มีความเชื่อมากพอว่าความขัดแย้งในปัจจุบันของสหรัฐฯ กับคู่กรณีต่างๆ จะพัฒนาไปสู่สงครามเต็มรูปแบบได้ โดยยังมองว่าเป็นแค่ความพยายามสร้างภาพความเป็นผู้นำของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ เท่านั้น จากที่ก่อนหน้านี้ถูกหักหน้าหลายครั้งจากทั้งจากกลุ่มชั้นนำในประเทศ เช่นศาล และสภาคอง

เกรส รวมทั้งผู้นำประเทศชั้นนำของโลก ที่ดูเหมือนจะไม่ให้ราคาเท่าไรนัก

ขณะที่ปัจจัยในเชิง Tactical “นายหมูบิน” ยังคงมองว่าตลาดหุ้นไทยจะยังคงได้ประโยชน์จากทิศทางของ Fund Flows ที่ไหลกลับเข้ามาในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง จากมุมมองของ Global Fund Manager ที่มองว่าสินทรัพย์เสี่ยงในสหรัฐฯ หรือแม้แต่ในยุโรป และญี่ปุ่นเริ่มแพงแล้ว ตรงข้ามกับตลาดเกิดใหม่ หรือเอเชียที่ในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้ให้น้ำหนักมากนัก สะท้อนออกมาจากผลสำรวจของ BofA Merrill Lynch ในเดือนที่ผ่านมาที่ระบุว่ามี Global Fund Manager ถึง 81% มองว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ Overvalued แล้ว ทำให้ SET และตลาดหุ้นภูมิภาคมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจำกัด สอดคล้องกับที่หลังการประชุม FOMC ครั้งที่ผ่านมามีกระแสเงินไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง และไทยก็เป็นหนึ่งในเป้าหมาย ส่งผลให้ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง

นอกจากนี้การที่ Foreign Fund Flow Barometer ยังคงอยู่ในพื้นที่ Neutral ทำให้ “นายหมูบิน” มองว่าแนวโน้มของกระแสเงินทุน หรือ Fund Flows ในตลาดหุ้นโลกจะยังคงเป็นไปในลักษณะเดิมต่อไปในระยะสั้น ขณะที่สัญญาณจากนักลงทุนสถาบันในประเทศยังคงเป็นบวก หรือ Optimism มากๆ

ดังนั้นแม้ว่า Indicator ระยะสั้นๆอย่าง Modified Stochastic เริ่มเข้าสู่ภาวะ Overbought จะส่งผลให้ SET มีโอกาสย่อตัวลงบ้าง แต่ตราบใดที่ในระหว่างสัปดาห์ของ SET ไม่ลงไปปิดต่ำกว่า 1,570 จุดอีกครั้ง รูปแบบของ SET น่าจะออกมาในลักษณะของการแกว่งตัวขึ้น หรือ Sideway Up ได้ไม่ยาก เนื่องจากล่าสุด Indicator ระยะสั้นทุกตัวยังคงมีสัญญาณขาขึ้น หรือ Bullish ทั้งหมด

ยังมีลุ้นแรงหนุนจากนักลงทุนต่างชาติ ! มุมมองที่เป็นบวกต่อการลงทุนในภูมิภาคเอเชียในระยะสั้น สะท้อนออกมาชัดเจนจากทิศทางของกระแสเงิน และค่าเงินในภูมิภาค สำหรับด้านของค่าเงินในสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่าดัชนี US Dollar index ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องหลังการประชุมเฟดครั้งล่าสุด สวนทางกับดัชนี JP Morgan Asia Dollar Index ที่เริ่มแข็งค่าขึ้น ขณะที่ในด้านของทิศทางเงินทุน ในสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงมีเงินทุนไหลเข้ามาในตลาดหุ้น และพันธบัตรเอเชียอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่กลุ่มประเทศ ASEAN รวมทั้งไทยด้วยยังคงมีกระแสเงินทุนไหลเข้าทั้งสองตลาด

ทั้งนี้ ในส่วนของตลาดหุ้นไทยนั้น ในสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่าประเด็นการลงทุนภาครัฐ ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มธนาคารกลับมาเป็นเป้าหมายการเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติอีกครั้ง นำมาโดย BBL ที่นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิผ่าน NVRD มากที่สุด ตามมาห่างๆด้วย KBANK, PTTGC, SCC และ TRUE

จะเห็นได้ว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมาหากหุ้นตัวไหนมีแนวโน้มที่จะมีผลประกอบการณ์ในไตรมาสที่ 1 ออกมาแย่กว่าในไตรมาสก่อนหน้า หุ้นดังกล่าวพร้อมที่จะถูกเทขายออกมาตลอดเวลาโดยไม่มีแรงซื้อกลับ ดังนั้นบนทิศทางของกระแสเงิน และค่าเงินในภูมิภาคดังกล่าว ทำให้ “นายหมูบิน” ยังคงมองว่าการไปต่อของ SET เหนือ 1,610 จุด โดยการคาดหวังว่าจะเห็นการเข้าซื้อต่อเนื่องของนักลงทุนต่างชาติเป็นปัจจัยสนับสนุนหลักยังมีความเป็นไปได้

โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาในทางเทคนิค “นายหมูบิน” พบว่าการที่ Indicator สำคัญอย่าง MACD ของดัชนี Accumulated Foreign Fund Flow ยังคงอยู่ในภาวะ Positive Convergence กับดัชนี Accumulated Foreign Fund Flow อย่างต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกันเหนือ Zero Line สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสที่นักลงทุนต่างชาติจะกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้ามีสูงมาก แต่น่าจะออกมาในลักษณะของการอ่อนตัวซื้อมากกว่า เพราะยังมีปัจจัยลบที่น่าสนใจในเชิงฤดูกาล (Seasonality) ในประเด็นของ Sell in May and Go Away เช่นกัน โดยสถิติของตลาดหุ้นไทยในช่วง 10 ปีก่อนหน้า (2550-2559) ระบุว่าในเดือน พ.ค. ถือว่าเป็นเดือนที่ไม่ดีเลยของตลาดหุ้นไทย ในช่วงเวลาดังกล่าวตลาดหุ้นไทยมีระดับ Winner Percentage เพียง 50% บนอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย +0.62% เท่านั้น

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) กรณีที่ SET ยังคงปิดเหนือกว่า 1,550 (+/-5) จุดได้ แนะนำ “อ่อนตัวซื้อเก็งกำไร” ในหุ้น PTT, PTTGC, TOP, KBANK, SCB, STEC, CK, SCC, LH, SIRI, INTUCH และ ADVANC ขณะที่กรณีตรงข้ามที่ SET กลับมาปิดต่ำกว่า 1,550 (+/-5) จุดอีกครั้ง แนะนำ กลับมา “ถือเงินสด” หรือ “Wait and See” สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นมาที่ระดับ 75% ของพอร์ต”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/moobin.stockmania และ e-mail ที่ moobin.stockmania@gmail.com แล้ว แฟนๆยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ทาง FM 101 ทุกวันอาทิตย์ในรายการ ”เซียนเศรษฐกิจ” เวลา 10.00-12.00 น.เช่นเดิมครับ

ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางค่าเงินบาท/ดอลลาร์สหรัฐในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: Wealth Hunters Club

ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: Wealth Hunters Club


For advertising please call: 02-2534691