เบี้ยประกัน 100-222 บาท...สงกรานต์เสี่ยงสูง เทศกาลนับศพ!


ชัวร์! ชนแล้วแยก ทำได้จริง ไม่ใช่แค่สร้างภาพธุรกิจประกันภัยไทย ให้เลือก 3 รูปแบบช่วยจราจรบนท้องถนน สนองตอบรถติดกล้องได้รับส่วนลด “เบี้ยประกัน” 5-10% เป็นเรื่องจริง ไม่บิดพลิ้ว นายกสมาคมประกันฯ “อานนท์ วังวสุ” เชื้อเชิญประชาชนซื้อ “ประกันภัย” ช่วงเทศกาลสงกรานต์ราคาถูกมากๆ บริษัทประกันภัยแทบไม่ได้กำไร จ่าย 100 บาท คุ้มครอง 1 แสนบาท จ่าย 222 บาท ได้คุ้มครองรักษาพยาบาล

นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวผ่านรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” จัดโดยทีมข่าวหนังสือพิมพ์ “ดอกเบี้ยธุรกิจ” ถึงการคุ้มครองประกันภัยกรณีชนแล้วแยกว่า สามารถทำได้จริง เพราะทุกวันนี้ 90% ของผู้ใช้รถยนต์ จะมีโทรศัพท์มือถือที่มีกล้องถ่ายรูป ดังนั้น เวลาเกิดอุบัติเหตุสามารถถ่ายรูป และแยกรถออกจากที่เกิดเหตุได้เลย โดยไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่ประกันภัยหรือรอเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ อย่างน้อยสามารถแยกรถเข้าข้างทาง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการจราจรได้ทันที

“รถยนต์ที่ชนจะมีประกันหรือไม่มี สามารถแยกได้ทั้งหมด ยกตัวอย่าง ถ้ารถยนต์มีประกันประเภท 1 ด้วยกัน จะมีข้อตกลงต่างฝ่ายต่างซ่อม มีเอกสารให้ทั้ง 2 ฝ่าย แล้วแยกกันได้เลย แต่คู่กรณีก็ไม่ค่อยมั่นใจไม่กล้าปฏิบัติ ส่วนกรณีที่สองคือรถยนต์ที่ไม่มีประกันประเภท 1 แต่ว่าเป็นรถยนต์ที่มีประกันภัยด้วยกัน ทางธุรกิจเรายอมรับแล้วว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ถ่ายรูปไว้ ก็สามารถแยกรถยนต์ออกจากที่เกิดเหตุได้ทันที และรอเจ้าหน้าที่ประกันภัย ส่วนกรณีที่สาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยอมรับในระบบนี้อยู่แล้ว หมายถึงว่า กรณีรถยนต์ไม่มีประกันชนกัน หรือรถยนต์ที่ไม่มีประกันชนกับรถยนต์มีประกัน ในความเป็นจริงสามารถถ่ายรูปไว้แล้วแยกรถยนต์ออกจากที่เกิดเหตุ ตรงนี้ก็รอเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่รอ หากตกลงค่าเสียหายกันได้ก็จบ

หากไม่สามารถตกลงใครผิดใครถูก ก็ต้องรอเจ้าหน้าที่ตำรวจมาชี้ ซึ่งภาพถ่าย เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยอมรับอยู่แล้ว ตรงนี้ถือว่ายึดถือปฏิบัติร่วมกันทั้งเจ้าพนักงานสอบสวนและบริษัทประกันภัย” นายอานนท์กล่าว

“หากรถยนต์เกิดอุบัติเหตุ เรามีประกันภัย ส่วนคู่กรณีไม่มี ก็ให้ถ่ายรูปไว้ หากฝ่ายที่มีประกันภัยผิด ก็ง่ายหน่อย คือรอเจ้าหน้าที่ประกันภัยมาออกหลักฐานให้ หรือรถที่มีประกันภัยเป็นฝ่ายถูก อีกฝ่ายหนึ่งยอมรับ ก็สามารถที่จะรอบริษัทประกันภัยมาดำเนินการต่อได้ แต่สิ่งที่ต้องรอตำรวจ จะมีกรณีเดียว คือไม่สามารถชี้ได้ว่าใครถูกใครผิด และต่างคนต่างไม่ยอมรับว่าใครผิดใครถูก ตรงนี้คงต้องรอเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ก็ไม่ต้องทิ้งรถยนต์ไว้จุดเกิดเหตุ สามารถที่จะแยกรถยนต์เข้าข้างทาง แล้วเอาภาพถ่ายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูได้”

นายอานนท์เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีบริษัทประกันเข้าร่วมกรณีชนแล้วแยกครบทุกบริษัท คือ กว่า 40 บริษัท จากบริษัทประกันภัยที่มี 62 บริษัท บริษัทในส่วนที่เหลือจะเป็นการประกันสุขภาพ และอื่นๆ ขณะที่ 42 บริษัทที่เข้าร่วม ถือว่าครบถ้วนแล้วสำหรับบริษัทที่ทำประกันภัยรถยนต์ ถือว่าครอบคลุมทั่วประเทศ “สรุปคือ เมื่อเกิดอุบัติเหตุสามารถแยกรถยนต์ออกจากจุดเกิดเหตุได้ แต่ต้องถ่ายรูปเอาไว้เป็นหลักฐาน แล้วรอข้างทางเจอเจ้าหน้าที่ประกันภัยมาถึงจุดเกิดเหตุ ถ้ารถยนต์ทำประกันประเภท 1 ชนกับรถยนต์ประกันประเภท 1 ไม่ต้องรอประกันเลย เพียงถ่ายรูปไว้ โทรแจ้งประกัน พอรู้ใครถูกใครผิด คือถ้ามีเอกสารประกันที่เขาเตรียมไว้ให้อยู่แล้ว เพียงกรอกข้อความ 2-3 ช่อง และแลกกันก็ไปได้เลย ส่วนความยุ่งยากในการเคลม ไม่มีปัญหาสำหรับกรณีนี้โดยเฉพาะประกันประเภท 1”

นายอานนท์กล่าวถึงกฎหมายเมาแล้วขับในส่วนปริมาณแอลกฮอลล์ของผู้ขับ จากเดิม 150 มิลลิกรัม เป็น 50 มิลลิกรัม ถ้าเกินกว่านี้ จะสามารถเคลมประกันได้หรือไม่นั้นว่า โดยกฎหมาย พ.ร.บ.จราจร มีกฎกระทรวงเรื่องปริมาณแอลกฮอลล์ในเลือด คือถ้าเกิน 50 มิลลิกรัม ตามกฎหมายถือว่าเมาแล้ว ต้องถูกดำเนินคดี แต่เงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยยังเป็น 150 มิลลิกรัมอยู่

“ประเทศไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุใน 1 ปี ประมาณ 2 หมื่นคน เกือบจะสูงที่สุดในโลกอยู่แล้ว และจะขึ้นเป็นอันดับ 1 จากปัจจุบันอยู่อันดับที่ 2 ดังนั้น ก็ควรจะมีมาตรการหลายอย่างออกมา อย่างไรก็ตาม การลดจาก 150 มิลลิกรัม มาเป็น 50 มิลลิกรัม คนที่เดือดร้อนคือคนที่เมาแล้วขับเท่านั้น ส่วนคนที่ไม่ได้ดื่ม ไปเกิดอุบัติเหตุชนใคร ทางบริษัทประกันภัยก็จะชดใช้ให้ก่อน จะไม่เดือดร้อน ไม่มีปัญหา ตรงนี้เป็นมาตรการที่ช่วยให้สังคมมีระเบียบ” นายอานนท์กล่าว

“ถ้ามีกรณีอุบัติเหตุแล้วคู่กรณีมีแอลกฮอลล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัม กรณีแบบนี้ถ้าสมมุติว่ารถยนต์คันนี้เป็นฝ่ายผิด สำหรับบุคคลภายนอก ประกันจะชดใช้ให้ก่อน ทั้งทรัพย์สิน ชีวิต ร่างกาย ส่วนรถยนต์ที่ประกัน ทางประกันภัย จะไม่รับผิดชอบ ผู้ขับขี่จะต้องรับผิดชอบรถยนต์ตัวเอง คือสิ่งที่บริษัทประกันภัยทำ ซึ่งสอดรับกับกฎหมายหลัก ตรงนี้เริ่มจากชมรมเมาไม่ขับ คณะอนุกรรมาธิการของสภาขับเคลื่อนที่จะมาดูแลความปลอดภัยของการใช้รถใช้ถนน โดยมาตรการนี้ไม่ได้คุ้มครองบริษัทประกันภัย แต่คุ้มครองคนใช้รถใช้ถนนทั่วไป และมีความเสี่ยงจากคนที่เมาแล้วขับ”

กรณีรัฐบาลใช้ ม.44 จัดระเบียบเข้มคนขับรถยนต์คนโดยสาร ต้องรัดเข็มขัด โดยช่วงแรกจะเน้นรถตู้โดยสาร และรถยนต์ส่วนบุคคลในคราวต่อไปนั้น สำหรับธุรกิจประกันภัยสามารถใช้เป็นข้ออ้างไม่จ่าย หากไม่รัดเข็มขัดเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือไม่นั้น นายอานนท์ย้ำว่าคงไม่ใช่แน่นอน เพราะกฎหมายจะมีการระบุชัด หากฝ่าฝืนกฎหมายในข้อธรรมดาก็ต้องจ่าย บางทีฝ่าไฟแดง แซงในที่คับขัน อุบัติเหตุเกิดจากการทำผิดกฎหมายทั้งนั้นก็ไม่เป็นเหตุให้บริษัทประกันปฏิเสธความรับผิดชอบ อีกมาตรการของรัฐบาลที่ออกมาเน้นให้ผู้โดยสารได้รับความปลอดภัยมากที่สุดโดยที่บริษัทประกันภัยยังให้ความคุ้มครองเหมือนเดิม

สำหรับการติดกล้องหน้ารถยนต์แล้วจะได้สิทธิ์ลดเบี้ยประกันภัย นายอานนท์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นคำสั่งนายทะเบียน นายทะเบียนจะใช้อำนาจตามกฎหมาย บริษัทประกันภัยอย่างไร ก็ต้องปฏิบัติตามนั้น หากถ้ารถยนต์คันใด มีการติดกล้องไว้หน้ารถยนต์ ทางบริษัทประกันภัย ก็ต้องให้ส่วนลดเบี้ยประกันภัย 5-10% ตรงนี้ต้องให้ หากแต่ช่วงที่ผ่านมาจากเหตุที่มีข่าวว่าบริษัทประกันภัยบางแห่งปฏิเสธ ขออธิบายว่าโดยปกติการปรับเงื่อนไขลักษณะนี้ เวลาคำสั่งมา บอกให้มีผลทันที ในทางปฏิบัติก็จะมีปัญหาบ้าง คือต้องไปปรับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ต้องสื่อสารไปยังพนักงาน เพราะมีจำนวนกว่าหลายหมื่นคนทั่วประเทศ ดังนั้น บางครั้งพอมีคำสั่งมาวันนี้แล้วให้มีผลทันที ก็จะเกิดปัญหาในช่วงแรก แต่ถ้าผ่านไปสักระยะ เช่นขณะนี้ ทุกอย่างก็ไม่มีปัญหาแล้ว ทางบริษัทประกันภัยสามารถปรับตัว และแจ้งสาขาทั่วประเทศ”

“ตอนนี้พร้อมรับมาตรการนี้แล้ว และคงไม่เจอการบิดพลิ้ว แต่ในความเป็นจริงเกิดจากปัญหาของระบบ ดังนั้น ต้องใช้ระยะเวลาในการเตรียมตัวบ้าง” นายอานนท์กล่าว “กรณีที่เกิดขึ้น เราได้มีการแจ้งไปยังลูกค้า หากกรมธรรม์ประกันภัยกำลังหมดอายุใน 2 เดือนข้างหน้า แต่พอเกิดมีมาตรการนี้ขึ้นมา จากที่ออกใบเตือนหมดอายุไป ลูกค้าแจ้งกลับมาว่าติดกล้องหน้ารถยนต์ ทำให้ต้องไปปรับระบบ ขณะนี้เราใช้ระบบออโตเมชั่นหมดแล้ว คือจะมีพนักงานไปคีย์ข้อมูลน้อยมาก เพราะระบบจะถูกล็อกไว้หมด ต้องไปปรับโปรแกรม ขณะที่การต่อกรมธรรม์รถยนต์ต่อเดือนเรา มีการต่ออายุกว่า 7 แสนฉบับ ซึ่งเราออกไปแล้ว 2-3 เดือน คิดว่ากรมธรรม์ที่เราแจ้งไปแล้วในอัตราเบี้ยเดิมประมาณ 1.5-2 ล้านฉบับแล้ว ก็จะต้องใช้เวลาบ้างในการปรับ รวมถึงเทรนนิ่งพนักงานด้วย”

ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่มักเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง นายอานนท์เปิดเผยว่าปีนี้ ทางบริษัทประกันภัย และทั้งระบบของภาครัฐจะมีการรณรงค์ โดยได้ยึดถือปฏิบัติต่อเนื่องมา 10 ปีแล้ว แต่ดูเหมือนอุบัติเหตุจะไม่ค่อยลดลง ดังนั้นต้องมีมาตรการเสริมออกมาเรื่อยๆ เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความเสี่ยงแล้วซื้อประกันภัย โดยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ทางบริษัทประกันภัยจะมีประกันภัยราคาถูกมานำเสนอ เช่น กรมธรรม์ 100 บาท คุ้มครอง 1 แสนบาท และก็จะมีการคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลด้วย ส่วนนี้ต้องจ่าย 222 บาท เหล่านี้ได้ออกมานำเสนอเรียบร้อยเพื่อจะขายในช่วงสงกรานต์นี้ “คงไม่ได้ช่วยลดอุบัติเหตุ แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้ว จะมีค่าสินไหมมาดูแลค่ารักษาได้ โดยสามารถซื้อกับบริษัทประกันภัยได้ทั่วไป ถือว่าตัวเบี้ยประกันถูกมาก บริษัทประกันภัยรับทำก็ถือว่าไม่ได้มีกำไร แต่ก็อยากให้ประชาชนตระหนัก และเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้ามาในระบบ”

ส่วนภาพรวมธุรกิจประกันวินาศภัย ปี 2560 นั้น นายอานนท์กล่าวว่า ตั้งแต่หลังน้ำท่วมมาปี 2554 เบี้ยประกันภัยก็มีการปรับขึ้นมากในปี 2555-2556 พอผ่าน 2 ปีดังกล่าวไม่มีเหตุการณ์ใดเกิด เบี้ยประกันก็ค่อยๆปรับลดลงมา โดยนับตั้งแต่ปี 2557-2559 เบี้ยประกันจะถูกมากในส่วนประกันทรัพย์สิน ขณะที่เบี้ยประกันภัยรถยนต์ ตั้งแต่รถยนต์คันแรกก็ขายไปมาก และช่วงดังกล่าวปริมาณรถยนต์ก็ไม่เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ทำให้เบี้ยประกันทรงๆมา 3 ปีแล้ว “ปี 2560 นี้ คาดว่าจะดีขึ้น จากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องการส่งออกก็คาดว่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ส่วนพืชผลเกษตรก็เริ่มดีขึ้น ก็จะส่งผลต่อภาคธุรกิจประกันภัยดีขึ้นตาม คาดว่าปีนี้ ในภาพรวมจะดีกว่าปีที่แล้วอย่างแน่นอน”

41 views0 comments