Search

BAY เล็งสินเชื่อรายย่อยโต 11% นำนวัตกรรมลุยบุกตลาด CLMV


แบงก์กรุงศรีตั้งเป้าสินเชื่อรายย่อยปีนี้โต 11% จากปีก่อนโต 15.9% เหตุฐานลูกค้าใหญ่มากขึ้น ด้านเงินฝากขอโต 2.2% บริหารเงินลูกค้าโต 11.7% ควบคุมหนี้เสียไม่เกิน 2.5% ยันเสริมแข็งแกร่งธุรกิจกลุ่ม CLMV พร้อมนำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการตอบสนอง ส่วนจะซื้อกิจการเพิ่มหรือไม่ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ถ้ามีของก็มีกระแสเงินสดพร้อมซื้อ

นายแดน ฮาร์โซโน่ ประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) เปิดเผยว่า ธนาคารมีเป้าหมายทางการเงินที่สำคัญในปี 2560 ด้วยการตั้งเป้าสินเชื่อรายย่อยมีการเติบโต 11% จากปีก่อนที่มียอดสินเชื่อคงค้าง 6.45 แสนล้านบาท โดยสินเชื่อรายย่อยครอบคลุมสินเชื่อยานยนต์ที่ตั้งเป้าหมายเติบโต 10% สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเติบโต 10-11% บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลหรือสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันเติบโต 7-8% อย่างไรก็ตามในช่วง 2-3 เดือนแรกของปี สินเชื่อเติบโตไม่สูงมากนัก เนื่องจากในตลาดมีการแข่งที่รุนแรง หากยังเชื่อว่าตลอดทั้งปีจะเติบโตได้ตามเป้าหมาย

“การตั้งเป้าเติบโตของสินเชื่อรายย่อยในปีนี้เป็นอัตราการเติบโตที่น้อยกว่าการเติบโตของปีก่อนที่ทำได้ 15.9% เพราะฐานสินเชื่อรายย่อยของธนาคารใหญ่ขึ้น แต่มั่นใจว่าจะเติบโตในอัตราที่สูงตามเป้าหมาย เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะขยายตัว 3.3% จากปีก่อนที่ขยายตัว 3.2% โดยมาจากการลงทุนในโครงการต่างๆ ของภาครัฐที่ช่วยจะกระตุ้นเศรษฐกิจ และทำให้ภาคเอกชนมีความต้องการใช้สินเชื่อทุกประเภท” นายแดน กล่าวและเผยต่อไปว่า

ด้านเงินฝากรายย่อยในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าเติบโต 2.2% จากเงินฝากรายย่อยสิ้นปี 2559 อยู่ที่ 6.09 แสนล้านบาท และตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) เติบโต 11.7% หรือมียอดเงินภายใต้การบริหารเพิ่มขึ้นเป็น 4 แสนล้านบาท จากปีก่อนอยู่ที่ 3.62 แสนล้านบาท โดยในปีนี้ทิศทางการดำเนินธุรกิจของกลุ่มธุรกิจลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคลของธนาคาร คือ สร้างความเติบโต พัฒนานวัตกรรม และเสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าเพื่อยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็นธนาคารหลักที่ลูกค้ามาใช้บริการ (Main Operating Bank)

สำหรับทางด้านรายได้ค่าธรรมเนียมในนี้ธนาคารตั้งเป้าหมายเติบโต 5% จากปีก่อนที่เติบโต 11.7% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ลดลงค่อนข้างมาก เนื่องจากผลกระทบจากการเปิดให้บริการโครงการ National e-payment ของรัฐบาล ส่งผลรายได้ค่าธรรมเนียมลดลง แต่ธนาคารสามารถนำโครงการดังกล่าวมาออกเป็นผลิตภัณฑ์ให้บริการแก่ลูกค้าได้หลากหลายขึ้นช่วยชดเชยรายได้ค่าธรรมเนียมที่ลดลงได้

นอกจากนี้ ธนาคารจะใช้ความเชี่ยวชาญด้านลูกค้ารายย่อยในการสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจในกลุ่มประเทศ CLMV อย่างต่อเนื่อง โดยรวมถึง Hattha Kaksekar Limited ธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ในกัมพูชา และบริษัท กรุงศรี บริการเช่าซื้อ จำกัด (Krungsri Leasing Services Co., Ltd.) ในสปป.ลาว ในขณะเดียวกันจะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการเพื่อเชื่อมโยงลูกค้าออฟไลน์มาสู่ออนไลน์มากขึ้น

ส่วนการเข้าซื้อกิจการใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ธนาคารยังมองหาโอกาสในการขยายกิจการ หากต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของเวลาและราคา โดยธนาคารมีกระแสเงินสดเพียงพอ อย่างไรก็ดี ปัจจุบันธนาคารอยู่ระหว่างวางแผนเปิดสาขาที่เกิดจากการร่วมทุนกับพันธมิตรที่ปากเซ ของ สปป.ลาวในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ จากปัจจุบันมีสาขาที่เวียงจันทน์ รวมทั้งสนใจขยายธุรกิจไปในเวียดนามและเมียนมา นายแดน กล่าวว่า ในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าควบคุมระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของกลุ่มธุรกิจลูกค้ารายย่อยอยู่ในระดับไม่เกิน 2.5% จากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 2.21% ซึ่งธนาคารยังคงมีการติดตามดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด ซึ่งปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณการเพิ่มขึ้นของ NPL กลุ่มลูกค้าย่อย

“การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางผนวกความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจการเงินเพื่อรายย่อยของธนาคารและบริษัทในเครือ ทำให้กรุงศรีสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าผ่านผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างครอบคลุม อันจะทำให้กรุงศรีก้าวสู่การเป็นธนาคารที่ลูกค้ารายย่อยเลือกใช้เป็นธนาคารหลัก รวมทั้งจะรักษาความเป็นผู้นำในตลาดสินเชื่อรายย่อยไว้ได้อย่างต่อเนื่อง” นายแดน กล่าวในที่สุด


For advertising please call: 02-2534691