1653961835199.jpg

Brexit กลับมาระอุ...UK เตรียมใช้ ม. 50 กดดันบรรยากาศลงทุน


EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ ประมวลสถานการณ์ กรณีการแยกตัวของอังกฤษ หรือ Brexit จะกลับมาระอุอีกครั้ง และมีผลกดดันต่อสถานการณ์การลงทุน ที่ต้องให้ความสำคัญและติดตามสถานกาณ์อย่างใกล้ชิด

จากกรณีที่ นายกรัฐมนตรี Theresa May เตรียมประกาศใช้ มาตรา 50 (Article 50) ของสนธิสัญญาลิสบอน ในวันที่ 29 มีนาคม 2560 เพื่อเริ่มต้นกระบวนการเจรจาการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (European Union: EU) โดยการสิ้นสุดสมาชิกภาพจะใช้เวลา 2 ปีหลังจากการประกาศใช้มาตรา 50 ซึ่งหมายความว่าสหราชอาณาจักร (United Kingdom: UK) จะออกจาก EU อย่างเป็นทางการภายในเดือนมีนาคม 2562 แต่อาจมีการขยายระยะเวลาเพิ่มเติมได้หากได้รับความยินยอมจากสมาชิกใน EU

EIC แบงก์ไทยพาณิชย์ ประเมินสถานการณ์ว่า เอกสารเผยแพร่ของรัฐบาลซึ่งชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการแยกตัวออกจาก EU ของ UK มีใจความสำคัญว่า UK จำเป็นต้องออกจากตลาดเดียว (Single market) ของ EU เนื่องจาก UK ต้องการควบคุมจำนวนผู้อพยพ ซึ่งเป็นการขัดต่อหลักการของ EU ที่มีเป้าหมายสำคัญในการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ เงินทุน และคนได้อย่างเสรี โดย UK มีเป้าหมายที่จะทำข้อตกลงการค้าเสรีกับ EU เพื่อให้การค้าของทั้งสองฝ่ายยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น ทั้งนี้ การออกจาก Single market เป็นสิ่งที่นักลงทุนมองว่าเป็น Hard Brexit

ทั้งนี้ ค่าเงินปอนด์มีความอ่อนไหวต่อข่าวที่เกี่ยวกับ Brexit ค่อนข้างมาก โดยล่าสุดแตะจุดต่ำที่สุดในรอบกว่า 30 ปี ในวันที่มีการประกาศว่าเป็น Hard Brexit ตลาดการเงินมีมุมมองว่าการถอนตัวออกจาก EU ในรูปแบบดังกล่าวอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจของ UK ได้ในอนาคต เนื่องจาก UK พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศกับ EU คิดเป็นสัดส่วนกว่า 1 ใน 3 ของการค้าระหว่างประเทศของ UK ทั้งหมด อีกทั้งการออกจาก Single market ของ EU หมายความว่า ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่าง UK และ EU จะไม่สามารถทำให้ UK ได้รับสิทธิประโยชน์เทียบเท่ากับสมาชิกของ EU อย่างแน่นอน และจะกระทบต่อข้อตกลงทางการค้าที่ UK เคยทำกับประเทศอื่น ในฐานะประเทศสมาชิกของ EU อีกด้วย

นอกจากนี้ หาก UK ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้าเสรีกับ EU ได้ภายใน 2 ปี และไม่มีการขยายระยะเวลาเพิ่มเติมจะส่งผลให้ UK ต้องทำการค้าขายกับ EU ภายใต้เงื่อนไขขององค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งเรียกได้ว่าไม่มีอภิสิทธิ์ใดเลย

EIC มองว่า การเร่งกระบวนการ Brexit ให้เกิดขึ้นเร็ว อาจทำให้ได้ข้อตกลงที่ไม่สมบูรณ์นัก ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อภาคเศรษฐกิจจริง สภาขุนนาง (House of Lords) มีมติแก้ไขร่างกฎหมาย Brexit ก่อนหน้านี้ โดยต้องการให้รัฐบาลรับประกันสิทธิ์ให้กับพลเมืองของ EU จำนวน 3 ล้านคนในการพำนักอยู่ที่ UK และต้องการที่จะได้รับสิทธิ์ในการยับยั้งข้อตกลง (veto) ในขั้นสุดท้ายของการเจรจาแยกตัวออกจาก EU สะท้อนว่ายังมีความขัดแย้งภายใน และอาจยังไม่มีความพร้อมที่เพียงพอในการเริ่มกระบวนการเจรจาอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ ถึงแม้ผลกระทบจากผลโหวต Brexit นับตั้งแต่ผลประชามติในวันที่ 23 มิถุนายน 2559 จะยังไม่สะท้อนผ่านภาคเศรษฐกิจจริงของ UK มากนัก โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) และความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ UK ยังสูงกว่าระดับก่อนผลประชามติ เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของ UK ฟื้นตัวมาอย่างต่อเนื่องจากการบริโภคภาคครัวเรือนก่อนหน้าแล้ว ซึ่งตอบสนองต่อเหตุการณ์อย่าง Brexit ค่อนข้างช้า โดยภาวะการจ้างงานที่ยังไม่ซบเซาส่งผลให้ผู้บริโภคยังไม่ชะลอการบริโภค เพราะเชื่อมั่นว่าจะยังมีรายได้เพื่อการใช้จ่ายในอนาคต แต่การเริ่มต้นกระบวนการ Brexit ที่เร็วเกินไปจะยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับข้อตกลงฉบับใหม่ และอาจมีส่วนสำคัญต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจในระยะยาว อีกทั้งการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ เงินทุน และแรงงาน ที่ยากขึ้นอาจทำให้บริษัทที่มีการประกอบธุรกิจเชื่อมโยงกับประเทศอื่นใน EU เลือกที่จะย้ายสำนักงานออกจาก UK ซึ่งจะส่งผลให้การลงทุน การจ้างงาน การบริโภค และเศรษฐกิจของ UK ชะลอตัวลงในที่สุด

นอกจากนี้ ค่าเงินปอนด์ที่อ่อนค่ารุนแรงอาจส่งผลให้สินค้านำเข้ามีราคาสูงขึ้น และจะกระทบการใช้จ่ายภาคครัวเรือนในระยะต่อไป ทั้งนี้ เศรษฐกิจของ EU อาจชะลอตัวตามไปด้วยเช่นกัน เนื่องจาก UK เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่และมีความเชื่อมโยงกับ EU ค่อนข้างมาก

ภาคธุรกิจหลายแห่งโดยเฉพาะภาคธนาคารตัดสินใจที่จะย้ายสำนักงานออกจาก UK จากการสำรวจของบริษัท Ernst & Young พบว่า บริษัทต่างชาติใน UK กว่า 14% ตัดสินใจแล้วว่าจะย้ายการทำงานบางส่วนหรือทั้งหมดออกจาก UK โดยบริษัทกว่าครึ่งมองว่าเยอรมนีเป็นที่ตั้งที่น่าสนใจที่สุดในยุโรป นอกจากนี้ สถาบันการเงินขนาดใหญ่อย่างธนาคาร Barclays ก็เตรียมย้ายสำนักงานใหญ่จาก UK ไปที่ไอร์แลนด์

ขณะที่ Morgan Stanley เตรียมย้ายพนักงาน 300 คนออกจาก UK หลังแยกตัวจาก EU

ทั้งนี้ นอกเหนือจากปัจจัยด้านการเคลื่อนย้ายแรงงาน ภาคธนาคารบางส่วนตัดสินใจที่จะลดการประกอบการใน UK เพราะความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจชะงักงันอาจส่งผลต่อเนื่องถึงการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศและต้นทุนการกู้ยืมของสถาบันการเงินได้ในอนาคต

สำหรับผลกระทบกับไทย ส่งออกไทยเสี่ยงซบเซา หาก Brexit ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจยูโรโซน แม้ความสัมพันธ์ทางการค้าโดยตรงระหว่างไทยกับ UK จะมีไม่มากนัก แต่ความไม่แน่นอนในการเจรจา Brexit อาจส่งผลกระทบต่อไทยผ่านความผันผวนในตลาดการเงินในระยะสั้นและความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคทั่วโลก ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในขณะเดียวกัน ความเสี่ยงต่อสภาวะเศรษฐกิจถดถอยใน EU และ UK อาจกระทบต่อภาคส่งออกไทยเป็นวงกว้าง เนื่องจากไทยส่งออกไปยังกลุ่มประเทศดังกล่าวเป็นสัดส่วนกว่า 12% ของส่งออกทั้งหมด ซึ่งนำโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ และส่วนประกอบ และรถยนต์และส่วนประกอบ ทั้งนี้ ระดับผลกระทบจาก Brexit ในระยะต่อไปขึ้นอยู่กับว่าทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงที่ประนีประนอมกันได้ในระดับใด โดยผลกระทบจะน้อยที่สุดหากข้อตกลงฉบับใหม่สามารถทำให้การค้าและการลงทุนยังคงเป็นไปได้อย่างราบรื่น

ขณะที่ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้และจบลงด้วยความสัมพันธ์ภายใต้เงื่อนไขขององค์การการค้าโลก (WTO)”

สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ สกอตแลนด์เตรียมลงประชามติแยกตัวจาก UK ทวีความเสี่ยงการเจรจา Brexit Nicola Sturgeon ผู้นำและมุขมนตรีของสกอตแลนด์ ต้องการจัดทำประชามติครั้งใหม่ว่าด้วยการแยกตัวของสกอตแลนด์ออกจาก UK หลังจากผลโหวต Brexit บ่งชี้ว่าชาวสกอตแลนด์กว่า 62% ต้องการอยู่ใน EU ต่อไป โดยการลงประชามติอาจถูกจัดตั้งขึ้นในช่วงปลายปี 22561 ถึง ช่วงต้นปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงที่ UK ใกล้จะสิ้นสุดกระบวนการเจรจา Brexit การลงประชามติดังกล่าวจึงนับว่าเป็นอีกความเสี่ยงต่อการเจรจา Brexit ที่อาจทำให้ UK ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับ EU ได้ภายใน 2 ปี

“นอกจากนี้ หากผลประชามติออกมาว่าสกอตแลนด์จะแยกตัวจาก UK ก็จะเพิ่มความไม่แน่นอนซึ่งรวมถึงประเด็นที่ว่าสกอตแลนด์จะยังใช้เงินปอนด์ต่อไปหรือไม่”

1 view