“ทองคำ” ขาขึ้น..จังหวะดีเข้าซื้อ ปัจจัยลบไม่รุนแรง!


นพ.กฤชรัตน์มั่นใจ...ราคาทองคำระยะสั้นและกลางเป็นขาขึ้น จังหวะแรกจะฝ่าแนวต้าน 1,234 เหรียญต่อออนซ์ จากนั้นจะเดินหน้าไปสู่แนวต้านเดิมที่ 1,365 เหรียญต่อออนซ์ แต่จะมีพักตัวเป็นช่วงๆ ส่วนระยะยาวปัจจัยลบต่อราคาทองคำยังไม่รุนแรงเกินเหตุ แนะ...ขณะนี้เป็นจังหวะที่ดีในการเข้าซื้อทองคำ

นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก กล่าวในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ที่จัดโดยทีมข่าวหนังสือพิมพ์ “ดอกเบี้ยธุรกิจ” ถึงสถานการณ์ราคาทองคำในกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดมีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้งในปีนี้ว่า ในความเป็นจริงนั้น การปรับขึ้นของดอกเบี้ยโดยทั่วไป จะทำให้ราคาทองคำลดต่ำลง แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันสถานะได้เปลี่ยนไป โดยการที่ราคาทองคำตกในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นการรับรู้ข่าวล่วงหน้า ทำให้ราคาทองคำตกจากระดับ 1,260 เหรียญต่อออนซ์ไปอยู่ที่ 1,200 เหรียญต่อออนซ์ ต่อมาเมื่อเฟดปรับดอกเบี้ยขึ้นจริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือความผิดหวังของตลาดที่เฟดไม่ได้มีมาตรการที่เข้มงวดมากนัก

“สรุปว่าปีนี้เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งจากตอนแรกที่คาดว่าปีนี้เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้ง ก็เลยทำให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น และสภาพค่าเงินดอลลาร์ที่เขาเรียกว่าดอลลาร์ อินเด็กซ์ หรือค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของค่าเงินอื่นๆ ต่อดอลลาร์สหรัฐปรับตัวลดลง เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างมาก ตรงนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นในช่วงล่าสุด ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ค่าทางด้านเทคนิคระยะสั้นกับระยะกลางเป็นขาขึ้น ซึ่งจริงๆ ระยะกลางเป็นขาขึ้นเพราะราคาขึ้นมายืนอยู่เหนือค่าเฉลี่ยทั่วไป ฉะนั้น ทองคำในช่วงระยะสั้นกับระยะกลางเป็นขาขึ้นในขณะที่ปัจจัย ในระยะยาวๆ คือการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดอีก 2 ครั้ง ถึงแม้ว่าจะเป็นปัจจัยลบ แต่ตลาดมองว่ายังอีกไกล ดังนั้น โอกาสที่ทองคำจะขึ้นและแกว่งในช่วง 1-2 สัปดาห์จากนี้จะมีมากขึ้น โดยที่ราคาเป้าหมายของราคาทองคำในอีก 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า ยังเป็นทิศทางขาขึ้น สูงสุดน่าจะขึ้นไปถึงระดับแนวต้านเดิมคือ 1,365 เหรียญต่อออนซ์ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดเมื่อ 3 เดือนก่อน แต่ก็เป็นการขึ้นแบบแกว่ง หรือพักเป็นช่วงๆ แนวต้านแรกก็คือ 1,234 เหรียญต่อออนซ์ ซึ่งก็จะเห็นได้ว่าขึ้นมาทดสอบและพักอยู่ ณ ขณะนี้...

ในแนวต้านแรกที่ 1,234 เหรียญต่อออนซ์นั้น มั่นใจว่าจะทะลุไปได้ เพราะเหตุผลหลักคือปัจจัยลบไม่มี จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมานี้ ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาออกมาดี ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงาน เรียลเอสเตท ออกมาดีหมด แต่ดอลลาร์อ่อน เพราะรับรู้ไปก่อนหน้านี้ 10 วัน พอถึงเวลาแม้จะออกมาดี เขาก็บอกว่าเฉยๆ และรับรู้แล้ว ตอนแรกค่าดอลลาร์ก็เลยอ่อน ขณะที่เงินบาทแข็งค่ามาก คือแข็งค่าจนหลุด 35 บาทลงมาด้วยซ้ำ โดยเมื่อคืนวันศุกร์ที่ 17 มีนาคมอยู่ที่ 34.85 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้ราคาทองคำในไทยทรงตัวบริเวณ 20,200 บาทต่อน้ำหนักทองคำหนึ่งบาท คือทองคำขึ้นไม่ได้มากเพราะเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาพอดี

น.พ.กฤชรัตน์แนะนำว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ถือเป็นช่วงที่ควรลงทุนซื้อทองคำ โดยทองคำในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาจะมีความผันผวนและแกว่งตัว กล่าวคือ 2 เดือนแรกมีการปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 70 เหรียญ และช่วง 3 สัปดาห์ก่อนมีการปรับตัวลดลง 60 เหรียญ ส่วนสัปดาห์กลางเดือนมี.ค.ขยับขึ้นกลับมา 30 เหรียญ ซึ่งเป็นความผันผวนทั้งขาขึ้นและขาลงภายในช่วงเวลาแค่ 12 อาทิตย์

ดังนั้น ตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การลงทุนทองคำ ลักษณะคล้ายกับ currency เพราะมีความผูกพันกับค่าเงินดอลลาร์มาก จะเห็นว่าเงินดอลลาร์แกว่ง เนื่องจากในสถานการณ์ปัจจุบัน นอกจากจะมีผลกระทบจากเฟดแล้ว ยังมีผลกระทบจากนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์อีกด้วย ก็เลยทำให้ดอลลาร์แกว่ง และทองคำก็แกว่งตาม”

ส่วนการประเมินสถานการณ์ปัจจุบันโดยพิจารณาตามหลักทฤษฎีนั้น น.พ.กฤชรัตน์กล่าวว่าราคาทองคำยังเป็นไปตามทฤษฎี แม้การที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยและจะปรับอีก 2 ครั้ง โดยปกติดอลลาร์จะต้องแข็งค่า และราคาทองคำก็จะต้องตก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดจริงๆ ถือเป็นการรับรู้ราคาล่วงหน้าไปแล้ว จึงอาจมองว่าไม่เป็นตามทฤษฎีเหมือนครั้งที่ผ่านมา

“หากจำได้เมื่อช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อน ราคาทองคำร่วงลงมาตลอดจากข่าวที่ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย คือข่าวมันมาก่อน พอข่าวมาก่อนราคาทองคำก็เริ่มตกตั้งแต่ 1,260 เหรียญต่อออนซ์ ร่วงลงมา จนหลุด 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในเชิงนักลงทุนเขาเรียกว่า Buy on fact หรือบางครั้งก็ Sell on fact ฉะนั้น ตอนนี้ก็กลายเป็นว่าพอราคาลงไปก่อน แล้วข่าวออกมา ซึ่งเป็นข่าวที่ไม่ได้แรงอย่างที่คิด โดยประธานเฟดบอกจะค่อยๆ ขึ้น แล้วก็ขึ้นแค่ 2 ครั้ง ก็เลยทำให้มีความรู้สึกว่าไม่มีความสุ่มเสี่ยงมากนัก ก็เลยทำให้มีการทิ้งดอลลาร์มาซื้อทองคำและหุ้น ดาวน์โจนส์ก็ขึ้น ฉะนั้น ตรงนี้นักลงทุนต้องสังเกตก่อนว่า ราคามันลงไปก่อนหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ที่เป็นอย่างนี้เพราะราคาลงไปก่อน...

สำหรับทองคำกับดอลลาร์ จะอยู่กันคนละฝั่ง ถ้าเมื่อไหร่ดอลลาร์ตก ทองคำจะขึ้น ดอลลาร์ขึ้นทองคำจะตก และจะเห็นได้ว่าดอลลาร์ก็ไม่ได้ขึ้นได้ตลอด เพราะภาวะเศรษฐกิจของโลกก็มีผลด้วย และปัจจัยทางด้านพื้นฐานต่างๆ ก็ยังถือว่าดีขึ้น แต่ไม่ได้ดีขึ้นมากมายมหาศาล แต่ว่ามีขึ้นหรือลงไปก่อนหน้าเยอะแล้ว มีการประเมินล่วงหน้าจากนโยบายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็เลยทำให้ดอลลาร์ อินเด็กซ์ขึ้นไป 102-103 พอนโยบายการเงินออกมา มันก็เลยร่วงกลับ ฉะนั้น นักลงทุนต้องเข้าใจประเด็นนี้ และต้องตามให้ทัน”

ทั้งนี้ จากที่มีการซื้อทองคำในลักษณะ Buy on fact ในช่วงที่ผ่านมานั้น น.พ.กฤชรัตน์กล่าวว่า ยังไม่เป็นการเข้าซื้อที่มากเกิน (Over bought) เพราะในบางจังหวะก็มีการเทขายแบบ Over sold เช่นในวันที่ 14 มีนาคมเกิดภาวะ Over sold มาก เพราะราคาตกมาจาก 1,265 เหรียญต่อออนซ์ ลงไปถึง 1,199 เหรียญต่อออนซ์ แต่หลังจากมีข่าวเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเป็นการปรับขึ้นในระดับที่ไม่น่ากังวล ทำให้เกิด Technical Rebound

“ตอนนี้ก็เข้าสู่สภาวะสมดุลพอสมควร คือขึ้นมา 30 เหรียญหลังจากที่เฟดประกาศขึ้นดอกเบี้ย ดังนั้น นักลงทุนต้องมองภาพรวมให้เป็น และวิเคราะห์ว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น ถึงเป็นผลมาทำให้ตอนขึ้นดอกเบี้ยจริงๆ แล้วราคาทองคำกลับปรับตัวขึ้น...

“สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้นักลงทุนเสียหายบ้าง แต่ไม่ถึงกับเยอะมาก ต้องบอกว่าในระยะหลังคนไทยที่ลงทุนทองคำจะมีสื่อต่างๆ ในการวิเคราะห์ ฉะนั้น เชื่อว่าที่เสียหายไม่น่าจะถึง 20-30% เพราะในช่วงวันที่ 14-15 มีนาคม นักลงทุนไทยซื้อก่อนที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยด้วยซ้ำไป ซึ่งตอนนั้นถือว่าน่ากลัว แต่นักลงทุนเข้าซื้อ อาจซื้อไม่เยอะ ดังนั้น ส่วนหนึ่งได้กำไร ส่วนหนึ่งเสียหายบ้างแต่ว่าไม่มากเหมือนสมัยก่อน โดยช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาคนไทยลงทุนจะเฮโลไปข้างใดข้างหนึ่ง แต่ในปีนี้ที่เห็นชัดเจนก็คือว่านักลงทุนมีเหตุมีผลมากขึ้น เพราะติดตามข่าวมากขึ้น โดยเฉพาะบทวิเคราะห์ต่างๆ ซึ่งมีตามสื่อต่างๆ อย่างเอ็มทีเอสโกลด์ เราก็มีสื่อให้สามารถติดตามได้ ก็จะไม่ถูกหลอก”

นอกจากนี้ น.พ.กฤชรัตน์ยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าของบริการซื้อขายทองคำแบบ Gold-D ที่ยังไม่ได้รับอนุมัติจากทางการ ทั้งๆ ที่มีการเตรียมการมานานแล้วว่า คงต้องอาศัยให้สื่อช่วยกระทุ้ง ซึ่งบริการ Gold-D ถือเป็นโปรดักต์ที่ดีมาก และเตรียมการกันมา 2 ปีครึ่ง แต่ขณะนี้ติดขัดด้วยเหตุผลบางประการ ทำให้ไม่สามารถให้บริการได้

“ตอนนี้ทางสิงคโปร์กำลังก๊อปปี้ Gold-D ของเราไปลอนซ์ในอีก 2 เดือนนี้ ขณะที่ไทยยังคลอดไม่ได้เลย ตอนนี้ดีเลย์มาจะครบ 1 ปีแล้ว…

“จังหวะแบบนี้ ถ้าเป็นบริการ Gold-D จะมีประโยชน์มาก ยกตัวอย่าง ล่าสุดจากที่ราคาทองคำขึ้น 30 เหรียญต่อออนซ์ หรือขึ้น 2.3% ในขณะที่ทองไทยขึ้นได้แค่ 1.2% เท่านั้นเอง คือขึ้นมาประมาณ 250 บาท เพราะเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างมากถึง 40 สตางค์ ทองไทยก็ขึ้นตามไม่ได้มาก ฉะนั้นเวลาลงทุน นักลงทุนชอบมองตัวเดียว พอเรามองด้วยสื่อตัวเดียวหรือการวิเคราะห์ตัวสุ่มเสี่ยงตัวเดียวก็คือราคาทองคำในตลาดโลก การลงทุนจะง่ายขึ้น และจะสามารถติดตามได้ง่ายขึ้น นั่นคือเหตุผลที่ Gold-D เป็นโปรดักต์ใหม่ที่จะดีมากและดีที่สุดด้วย เพราะเป็นตัวที่โลกเขานิยมกัน และ success เมืองไทยก็พยายามทำ แต่ว่ากว่า 2 ปีแล้วก็ไม่คลอด คงต้องรอกันอีกสักระยะหนึ่ง”

0 views0 comments