ขีดเส้น ibank หาคู่ให้ได้กลางปี...กำหนดเป้าสินเชื่อสูง 3 หมื่นล้าน


แบงก์อิสลามใกล้หลุดบ่วง หลังคลังตั้งบริษัทรับหนี้เสีย 4.8 หมื่นล้านไปจัดการ 30 มี.ค.นี้ประชุมผู้ถือหุ้นลดทุนก่อนเพิ่มทุนให้กองทุนไม่ติดลบ เผย คนร.อนุมัติหาพันธมิตรร่วมทุนอีกครั้งโดยไม่ต้องเปิดประมูล และต้องได้ข้อสรุปภายในกลางปีนี้ ขณะที่มีสถาบันการเงินทั้งไทย-เทศให้ความสนใจ 35 ราย ด้านผลงานปี 59 ขาดทุนลดลงเหลือ 3.4 พันล้าน หากปีนี้โดนเป้าสินเชื่อค่อนข้างหนักต้องปล่อยไม่น้อยกว่า 3 หมื่นล้าน พร้อมต้องเห็นผลกำไร

นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานกรรมการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ibank) เปิดเผยว่า หลังจากเมื่อปลายปี 2559 ที่กระทรวงการคลังจัดตั้ง บริษัทบริหารสินทรัพย์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (IAM) เพื่อรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจำนวนราว 48,000 ล้านบาทที่ไม่ใช่ลูกค้ามุสลิม ซึ่งในวันที่ 30 มีนาคม 2560 ธนาคารจะจัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น เพื่อขออนุมัติโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ รวมถึงการลดทุนและเพิ่มทุนเพื่อให้เงินกองทุนไม่ติดลบ ตามมติของคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด

สำหรับด้านการหาพันธมิตร คนร.ได้กำหนดให้ธนาคารดำเนินการควบคู่ไปกับการฟื้นฟูกิจการ โดยการหาพันธมิตรร่วมทุนไม่จำเป็นต้องเป็นการเปิดประมูลเหมือนกับความพยายามแก้ปัญหาในครั้งก่อน เนื่องจากผู้ร่วมทุนที่มีเงินอาจไม่มีเครือข่าย ผลิตภัณฑ์ และความสามารถที่จะทำให้ธนาคารเติบโตต่อไปในอนาคตได้ โดยซูเปอร์บอร์ดมีเป้าหมายต้องการให้มีความชัดเจนภายในกลางปีนี้ ทั้งนี้ ปัจจุบันธนาคารได้รับการติดต่อขอข้อมูลจากผู้สนใจทั้งในและต่างประเทศแล้ว 35 ราย แบ่งเป็นกองทุน 5 ราย และสถาบันการเงิน 30 ราย ซึ่งผู้สนใจจะต้องทำรายละเอียดพร้อมข้อเสนอไปยังกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาต่อไป

ส่วนการดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูกิจการ ที่ผ่านมามีความคืบหน้าเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการเข้าสู่บริบทของการให้บริการทางการเงินแก่ชาวมุสลิม ซึ่งธนาคารได้สนับสนุนสินเชื่อผ่านโครงการต่างๆ อาทิ โครงการสินเชื่อธุรกิจอพาร์ตเมนต์มุสลิม โครงการสินเชื่อธุรกิจสหกรณ์อิสลาม เป็นต้น ซึ่งหลายโครงการได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะสินเชื่ออพาร์ตเมนต์มุสลิม ได้มีการอนุมัติไปแล้วกว่า 200 ล้านบาท และโครงการสินเชื่อธุรกิจสหกรณ์อิสลาม 250 ล้านบาท

ขณะเดียวกันด้านผลิตภัณฑ์ตะกาฟุล (ประกันชีวิต) ธนาคารทำยอดเงินสมทบในปี 2559 ได้เป็นจำนวนกว่า 360 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นยอดสูงสุดตั้งแต่ธนาคารมีการเริ่มให้บริการแนะนำตะกาฟุล และมีพนักงานที่ได้รับใบอนุญาตตัวแทนแนะนำตะกาฟุลแล้วมากกว่า 1,000 คน เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนพนักงานทั้งหมด

จากการดำเนินงานดังกล่าวข้างต้น ส่งผลให้ผลประกอบการของธนาคารมีแนวโน้มดีขึ้นเป็นลำดับจากปี 2557 ที่มีผลขาดทุนสุทธิ 9,545 ล้านบาท ลดลงเหลือ 4,595 ล้านบาท ในปี 2558 และในปี 2559 มีผลขาดทุนสุทธิ ลดลงเหลือประมาณ 3,416 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดเป็นผลขาดทุนจากการกันสำรองสินเชื่อด้อยคุณภาพ ขณะที่ในปี 2560 นี้ ซูเปอร์บอร์ดมีคำสั่งให้ผลการดำเนินงานของธนาคารต้องมีกำไร ส่วนผลการดำเนินงานด้านอื่นในปี 2559 ธนาคารมียอดเงินฝาก 95,698 ล้านบาท สินเชื่อ 93,534 ล้านบาท โดยธนาคารสามารถลดต้นทุนการเงินจากที่มีอัตราผลตอบแทนเงินฝากสูงกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไป 1.40% ในปี 2557 ลดลงเหลือ 0.87% ในปี 2559

ทั้งนี้ ในปีนี้ธนาคารกำหนดเป้าหมายขยายสินเชื่อไม่น้อยกว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังได้อนุมัติให้ธนาคารสามารถอำนวยสินเชื่อให้กับลูกค้าต่อกลุ่มต่อราย เกินกว่า 200 ล้านบาทแล้ว เหลือเพียงความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เข้ามากำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ โดยการปล่อยสินเชื่อระดับ 200 ล้านบาทถือว่าเป็นลูกค้ารายใหญ่ ธนาคารจะต้องมีความระมัดระวัง มีขั้นตอนการพิจารณาและอนุมัติสินเชื่ออย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กลายเป็นหนี้เสียเหมือนการปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้ารายใหญ่ในอดีตที่ผ่านมา

“กำหนดปล่อยสินเชื่อ 30,000 ล้านบาทถือว่าเป็นจำนวนที่มาก ทำให้หนักใจเหมือนกัน ขณะที่ปล่อยรายใหญ่ได้เกิน 200 ล้านบาทก็เพิ่งได้รับอนุมัติจากกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา จึงยังไม่ได้วางแผนอะไรมาก ในเบื้องต้นจึงอาจเป็นการปล่อยสินเชื่อให้รัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่มีแผนการลงทุน ซึ่งเชื่อว่าธนาคารจะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ตามเป้าหมาย เพราะถ้าปล่อยสินเชื่อได้ ธนาคารจะมีรายได้ดีเข้ามา ส่งผลให้มีกำไรตามที่ซูเปอร์บอร์ดต้องการ” นายชัยวัฒน์ กล่าวและเผยต่อไปว่า

ทางด้านบริษัท อะมานะฮ์ ลิสซิ่ง ธุรกิจเช่าซื้อตามหลักศาสนาอิสลาม ที่ธนาคารเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 49% และเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หลังจากธนาคารส่งคนเข้าไปกำหนดนโยบายและทิศทางการดำเนินงานใหม่ ทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทดีขึ้น โดยในปี 2559 มีกำไร 31 ล้านบาท จากที่มีผลดำเนินงานขาดทุน 226 ล้านบาทในปี 2557 และขาดทุน 136 ล้านบาทในปี 2558 ขณะเดียวกันราคาหุ้นของบริษัทในตลาดดีขึ้น ส่งผลให้มูลค่าการลงทุนของธนาคารในบริษัทอะมานะฮ์ ลิสซิ่ง ดีขึ้นด้วย

นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า เนื่องจากปัจจุบันธนาคารมีตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงว่างอยู่หลายตำแหน่ง และเพื่อเสริมทีมงานให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ธนาคารจึงได้มีการสรรหา ผู้บริหารระดับรองกรรมการผู้จัดการ และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ทั้งจากภายในและภายนอกเข้ามาเสริมทีม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอ ธปท.ให้ความเห็นชอบ

0 views0 comments

For advertising please call: 02-2534691