KBANK ตั้งเป้าศูนย์ชำระเงินภูมิภาค...โอนทุกสกุลเงิน AEC+3 แบงก์แรก


กสิกรไทยขอเป็นศูนย์กลางการชำระเงินระหว่างแบงก์ในภูมิภาค เปิดบริการโอนเงินทุกสกุลในกลุ่ม AEC+3 ผ่านทุกสาขาเป็นแบงก์แรกของไทย หวังรองรับการค้าระหว่างประเทศด้วยสกุลเงินท้องถิ่นที่เติบโตต่อเนื่อง คาดปีนี้มีเงินผ่านแบงก์ 2.8 แสนล้าน โต 11% ชี้ช่วยลดต้นทุนธุรกรรมลูกค้าในปี 59 ได้ 8 พันล้านบาท ปีนี้เพิ่มเป็น 1.2 หมื่นล้านบาท

นายศีลวัต สันติวิสัฎฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เปิดเผยว่า ธนาคารตั้งเป้าหมายเป็นศูนย์กลางการชำระเงินระหว่างธนาคารในภูมิภาค (Regional Settlement Bank) เพื่อรองรับการค้าระหว่างประเทศของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและกลุ่มประเทศ+3 คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่มีปริมาณสูงถึง 66 ล้านล้านบาทต่อปี และการค้าภายในเฉพาะภูมิภาคอาเซียน มีมูลค่าถึง 20 ล้านล้านบาท ส่งผลให้มีอัตราการเติบโตของอย่างก้าวกระโดด ทำให้ภูมิภาคนี้มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอีกภูมิภาคหนึ่งของโลก

ทั้งนี้ จากความต้องการของลูกค้าในประเทศไทย ประกอบกับธนาคารมีสาขาและพันธมิตรในทุกประเทศอาเซียน+3 จึงพัฒนาการให้บริการโอนเงินและรับเงินโอนชำระค่าสินค้าและบริการด้วยทุกสกุลเงินในภูมิภาคอาเซียน+3 ได้เป็นธนาคารแรกในประเทศไทย ผ่านศูนย์บริการธุรกิจระหว่างประเทศและสาขาของธนาคารกสิกรไทย เพื่อรองรับและอำนวยความสะดวกให้กับธุรกิจในกลุ่มอาเซียน+3 มากขึ้น เพิ่มความรวดเร็วในการทำธุรกรรมเนื่องจากอยู่ในเขตเวลาเดียวกัน อีกทั้งยังไม่ต้องแลกเปลี่ยนเงินผ่านหลายสกุลเหมือนที่ผ่านมา ทำให้ลดต้นทุนในการทำธุรกรรมและเพิ่มทางเลือกในการหาคู่ค้าในท้องถิ่นได้มากขึ้น เนื่องจากคู่ค้าในประเทศอาเซียน+3 หลายรายจะทำการซื้อขายด้วยสกุลเงินท้องถิ่นของประเทศตนเองเท่านั้น โดยธนาคารคาดว่าจะมีปริมาณธุรกรรมการโอนเงินระหว่างประเทศด้วยสกุลเงินอาเซียน+3 ผ่านธนาคาร 280,000 ล้านบาทต่อปี และเติบโต 11% ในปี 2560

สำหรับในช่วงที่ผ่านมาประเทศเพื่อนบ้านที่ค้าขายกับไทยสูงสุด 4 ประเทศ คือ มาเลเซีย 49% สปป.ลาว 20% เมียนมา 19% และกัมพูชา 12% ขณะที่ในปี 2559 การชำระเงินผ่านธนาคารกสิกรไทยแบ่งเป็นเงินสกุลหยวนเติบโต 96% หรือ 16,000 ล้านบาท มาเลเซียริงกิตเติบโต 130% หรือ 330 ล้านบาท อินโดนีเซียรูเปียห์เติบโต 124% หรือ 138 ล้านบาท และเปโซฟิลิปปินส์เติบโต 112% หรือ 12 ล้านบาท

ด้าน นายภัทรพงศ์ กัณหสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ในปัจจุบันการค้าระหว่างประเทศภายในภูมิภาคส่วนใหญ่ยังคงใช้สกุลเงินหลักของโลก เช่น ดอลลาร์สหรัฐ ปอนด์สเตอลิง และยูโร เป็นตัวกลางในการชำระเงิน อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมา ภาครัฐในกลุ่มประเทศอาเซียนมีนโยบายในการสนับสนุนให้ค้าขายด้วยเงินสกุลท้องถิ่นมากขึ้น ส่งผลให้การใช้เงินสกุลท้องถิ่นในการค้าระหว่างไทยกับประเทศอาเซียนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา จากสัดส่วน 16% ของมูลค่าการค้าในปี 2555 เป็น 22% ในปี 2559 ขณะเดียวกันทำให้ประหยัดต้นทุนได้ 8 พันล้านบาท โดยในปี 2560 คาดว่าสัดส่วนการใช้เงินสกุลท้องถิ่นในอาเซียนจะเพิ่มเป็น 23% มีส่วนช่วยประหยัดต้นทุนของผู้ประกอบการได้ 1.2 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายเป็นธนาคารศูนย์กลางการชำระเงินระหว่างธนาคารในภูมิภาค โดยพัฒนาขีดความสามารถในการชำระเงินระหว่างธนาคารในภูมิภาคผ่านการวางโครงสร้างสำหรับการชำระเงินในภูมิภาคอาเซียน+3 พร้อมทั้งการจับมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนในต่างประเทศกว่า 70 ราย โดยมีแผนใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีในการสร้างช่องทางการชำระเงินระหว่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ลูกค้าได้รับบริการที่ถูกต้อง สะดวกรวดเร็ว ปลอดภัย เช่น การเพิ่มช่องทางการโอนเงินระหว่างประเทศผ่านแอปพลิเคชั่น K-Mobile Banking PLUS เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สะดวกรวดเร็วให้กับลูกค้าของธนาคาร เช่น ลูกค้าสามารถโอนเงินเข้าบัญชีของวิง (Wing) ที่ประเทศกัมพูชาได้ นอกจากความสะดวกในการทำธุรกรรมได้ทุกที่ ทุกเวลาแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน และการเข้าถึงลูกค้าครอบคลุมมากกว่าเดิมจากพันธมิตรของธนาคาร

ขอบคุณภาพประกอบ: Money Channel

1 view0 comments