ห่วงหนี้ “บุคคล-บัตรเครดิต”


เงินกู้นอกระบบ รากเหง้าปัญหาสังคมที่ฝังลึกของคนเอเชีย เฉพาะไทย...แก้ปัญหาแบบขาดช่วง ขาดตอน ไม่เป็นระบบ แต่วันนี้เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หลังภาครัฐจัดหนักไล่บี้เจ้าพ่อ-เจ้าแม่เงินกู้ พร้อมอัดฉีดมาตรการ นโยบาย จัดระเบียบขึ้นทะเบียนคนจน ให้บริการสินเชื่อรายย่อย แต่ยังน่าห่วงหนี้ส่วนบุคคลและหนี้บัตรเครดิตที่เพิ่มพรวดๆ

นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) กล่าวกับ “ดอกเบี้ยธุรกิจ” ถึงภาพรวมหนี้นอกระบบว่า จากการไปประชุมที่ประเทศสิงคโปร์ในช่วงที่ผ่านมา ทุกประเทศที่เข้าร่วมประชุม ไม่ว่าจะเป็นประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์ ต่างพูดตรงกันว่าปัญหาหนี้นอกระบบยังเป็นปัญหาที่ต่อเนื่องที่ทุกประเทศต้องแก้ไข

“จากที่คุยกัน พบว่าการเกิดหนี้นอกระบบ เกิดขึ้นมาจากที่มีความฉุกเฉินต้องการใช้เงินเร่งด่วน ลักษณะของคนในภูมิภาคเอเชีย คือ 1. ไม่มีเงินให้เก็บมากพอ พอเกิดอุบติเหตุหรือโรคภัยไข้เจ็บก็ต้องระดมเงินจากทุกแหล่งมาช่วย 2. คนที่เป็นหนี้ไม่สามารถจะเข้าสู่ระบบที่ขอกู้เงินจากปกติได้ ทำให้เขาต้องหาเงินทุนเพื่อไปทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ เช่นหาบเร่แผงลอย และ 3. ระบบกฎหมายที่แก้ปัญหาเอารัดเอาเปรียบในอดีตไม่เข้มแข็งพอ ดังนั้น แรงจูงใจที่ทำให้คนอยากทำธุรกิจนอกระบบเพราะจะได้รับผลตอบแทนที่สูงมาก อาทิตย์ละ 2-5% เหล่านี้ เขาก็มามองว่าหนี้นอกระบบเป็นปัญหาสังคม ไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาการเงิน คือเป็นปัญหาสังคมที่ทำอย่างไรทำให้คนพ้นจากปัญหานี้ได้”

สำหรับมาตรการที่ภาครัฐบาลออกมาเพื่อปราบปรามเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ และการสนับสนุนสินเชื่อรายย่อยนั้น นายสุรพลกล่าวว่าเป็นมาตรการที่ค่อนข้างครบเครื่อง รวมทั้งยังมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมคือการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย

“กล่าวคือเราจะมีการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยอีกรอบหนึ่ง ซึ่งการลงทะเบียนรอบที่แล้วมีคนลงทะเบียนประมาณ 8.3 ล้านราย 1 ล้านรายในจำนวนนี้แจ้งว่ามีหนี้นอกระบบ และตอนนี้มีการแก้ปัญหาไปแล้ว 1 แสนรายหรือประมาณ 10% ซึ่งการลงทะเบียนรอบหลัง เนื่องจากคนเริ่มรู้แล้วว่าได้รับเงินจริง ดังนั้นรอบนี้จะได้ข้อมูลใกล้เคียงสุดแล้ว…

“ส่วนความยากเรื่องหนี้นอกระบบอยู่ที่ว่าเราไม่รู้ว่าไปกู้หนี้ยืมสิน เพราะไม่มีหลักฐานอะไรเลย เจ้าหนี้ลูกหนี้ไปว่ากันเอง และรัฐบาลไปช่วยยากมาก ดังนั้น การลงทะเบียนรอบนี้ เราจะรู้แล้วว่าตัวตนนาย ก หรือนาย ข มีรายได้มีทรัพย์สินเท่าไหร่ เป็นหนี้นอกระบบเท่าไหร่ ขณะเดียวกันเรามีเจ้าภาพคือ 2 ธนาคารของรัฐบาล ซึ่งตั้งเป็นหน่วยงานเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ ถือเป็นครั้งแรก และเราเองก็จะมีนวัตกรรมการเงินตัวใหม่คือการให้กู้พิโคไฟแนนซ์ หลายๆ รัฐบาลใช้วิธีนี้ ลงทะเบียนรวมหนี้ และก็ปล่อยกู้ไป ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าเจ้าหนี้ลูกหนี้อุปโลกน์มาหรือไม่ ขณะเดียวกันก็ต้องบอกว่าการแก้ไขหนี้นอกระบบไม่ต่อเนื่อง เช่นที่เราบอกจะมีธนาคารไปรษณีย์ แต่ก็หายไป ซึ่งครั้งนี้ออกมาในรูปที่ชัดเจนว่าให้เอกชนที่อยากทำธุรกิจปล่อยกู้ 36% รายย่อย แต่จำกัดว่าต้องอยู่ในพื้นที่ ห้ามปล่อยกู้นอกพื้นที่ ลักษณะคล้ายๆ ธนาคารไปรษณีย์ แต่ครั้งนี้ครบเครื่องกว่า คือมีการลงทะเบียน รู้ตัวตน เอาธนาคารของรัฐบาลเข้าไปดูแลและมีเครื่องมือตัวใหม่...

สำคัญที่สุดคือมีการแก้กฎหมายเอาจริงเอาจัง มีบทลงโทษที่น่าสนใจคือ คนที่ยังปล่อยกู้นอกระบบจะเจอกับกฎหมายหนักและอาจถึงขั้นถูกยึดทรัพย์ ตรงนี้ถือว่าครบเครื่องที่สุดแล้วในเวลานี้ เพราะความยากอยู่ตรงที่เดินมาบอกเราว่ามีหนี้กับเจ้าพ่อเงินกู้ แล้วจะพิสูจน์ทราบกันตรงไหน มันปราศจากหลักฐาน ฉะนั้นจึงมีการลงทะเบียน รับรอง หาข้อมูล เป็นกระบวนการพิสูจน์ คือการวิเคราะห์ลูกค้า ถ้าเราทำกระบวนการพวกนี้ออกมาได้ ก็จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ประเด็นที่มันยากคือตัวลูกหนี้สามารถเคลื่อนที่เคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงที่อยู่ได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคนปล่อยกู้จะตามกันอย่างไร ก็มีต้นทุนในการติดตามหนี้อีก จึงเป็นความยากในการแก้ไขหนี้นอกระบบ คือมันไม่ได้มีปัญหาแค่เรื่องปล่อยกู้ แต่เป็นปัญหาสังคม”

สำหรับผู้ที่สนใจจะมาเป็นผู้ให้กู้ในรูปแบบพิโก ไฟแนนซ์ นั้น นายสุรพลแนะนำว่า ต้องจัดตั้งขึ้นมาเป็นบริษัท โดยเอกชนผู้ที่มาเป็นผู้ประกอบการเป็นคนในพื้นที่ ย่อมรู้จักคนในพื้นที่ด้วยกันดี

“ถ้าเอกชนที่เคยปล่อยกู้นอกระบบ กลับใจมาเป็นผู้ให้บริการพิโก ไฟแนนซ์ก็ยิ่งดี หรือเขามีธุรกิจที่เกี่ยวข้องเกี่ยวเนื่องอยู่แล้ว เช่นทำธุรกิจรับขายฝาก แล้วคนที่เป็นลูกหนี้อยากได้หนี้เพิ่มที่ไม่มีหลักประกัน ตรงนี้ก็ต่อยอดได้ โดยที่อาจจะทำทุกอย่างให้ถูกกฎหมาย มีที่มาที่ไป ตรวจสอบกันได้ แล้วก็จะอยู่กันแบบสันติสุข และเป็นระบบกันมากขึ้น โดยที่จากนี้จะมีการโอนเงินกันทางพร้อมเพย์ในจำนวนวงเงินกู้ไม่มาก ก็จะทำให้การติดตามลูกหนี้ทำได้ง่ายขึ้น คนที่ปล่อยกู้จะให้มีประสิทธิภาพ ควรจะต้องให้บริการผ่านระบบเช่นมือถือ หรือผ่านระบบการสื่อสารที่ทันสมัย จะได้ติดตามกันง่ายๆ”

ทั้งนี้ นายสุรพลยังกล่าวถึงตัวเลขข้อมูลหนี้ครัวเรือนของไทยในปัจจุบันว่า อยู่ที่ประมาณ 11 ล้านล้านบาท ขณะที่ตัวเลขจีดีพีโต 14 ล้านล้านบาท

“กล่าวคือ ครอบครัวหนึ่งมีรายได้ต่อปี 14 ล้านบาท ยังไม่หักค่าใช้จ่าย และครอบครัวนี้มีหนี้ 11 ล้านบาท ซึ่งครอบครัวนี้ต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละประมาณ 3% หรือจ่ายประมาณ 3 ล้านบาท เพราะฉะนั้นทำให้ตึงมือเกินไป ดังนั้น สิ่งที่อยากจะจับจ่ายใช้สอย จะไปซื้ออะไรที่เป็นวัตถุใหญ่ๆ ก็น้อยลง อย่างไรก็ตาม วันนี้คนไทยยังออมน้อยอยู่มาก บัญชีที่เกิน 1 ล้านบาทยังมีจำนวนน้อยอยู่มาก...

สิ่งที่กลัวคือสินเชื่อส่วนบุคคล เพราะกู้ไปใช้อเนกประสงค์ คือกู้ไปทำอะไรก็ได้ การกู้เป็นก้อน ผ่อนเป็นงวด โดยเฉพาะ 0% ที่ไม่เสียอะไรเลย ตรงนี้น่ากลัวสุดๆ เรายังโชคดีที่ซัมซุงโน้ต 7 ไม่ออกมาจำหน่าย ถ้าออกมาคิดดูว่า 0% จะเยอะขนาดไหน สมมุติว่า 1 ล้านเครื่อง เครื่องละ 2 หมื่นบาท ขณะเดียวกันที่เรากังวลอีกคือเรื่องการใช้บัตรเครดิต ซึ่งการผ่อนขั้นต่ำไปเรื่อยๆ กว่าเราจะจ่ายหมดกว่า 40งวดถึงจะหมด ในอัตราดอกเบี้ย 20% ส่วนเรื่องรถยนต์วันนี้มันถึงจุดพีคไปแล้ว ซึ่งจากที่คุยกับคนที่อยู่ในวงการรถยนต์บอกว่า สมัยก่อนยึดมา 3 คันขายออก 1 คัน แต่สมัยนี้ยึดมา 1 คันขายออก 1 คัน ถือว่าพอดีแล้ว เราได้ว่าผ่านจุดโหดมาแล้ว ส่วนบ้านต้องผ่อนยาวๆ ทำให้คนที่ผ่อนไม่ค่อยมีปัญหา แต่จะไปมีปัญหาผ่อนสินค้าอื่นๆ สรุปแล้วสิ่งที่น่ากังวลคือสินเชื่อส่วนบุคคลอันดับหนึ่ง และบัตรเครดิตอันดับที่สอง”

0 views0 comments