บ้านปู เพาเวอร์ฯ เดินตามแผนขยายการผลิต


บ้านปู เพาเวอร์ กำไรโต 4,138 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิ 2,075 ล้านบาท สะท้อนสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง พร้อมย้ำแผนการดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหลากหลายรูปแบบทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อขยายกำลังการผลิตให้ได้ถึง 4,300 เมกะวัตต์เทียบเท่า โดยมีพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ภายในปี 2568

นายวรวุฒิ ลีนานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ ชี้แจงผลประกอบการในปี 2559 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่องของบ้านปู เพาเวอร์ฯ โดยกำไรสุทธิในปีนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากมีส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากโรงไฟฟ้าหงสาใน สปป.ลาว ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ครบทั้ง 3 หน่วย ตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาสที่ 1

ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งในประเทศจีนและญี่ปุ่นก็มีการดำเนินงานตามแผน โดยโครงการในประเทศจีนเริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ไปทั้งหมด 3 โครงการ ในไตรมาสที่ 3 และเมื่อไตรมาสที่ 4 เราก็ประสบความสำเร็จในการนำหุ้น BPP เข้าซื้อขายเป็นครั้งแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนทุกกลุ่ม และสามารถระดมเงินทุนมาสร้างการเติบโตก้าวต่อไปให้ถึงเป้าหมายในแผนกลยุทธ์ที่วางไว้

บริษัท รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจำนวน 3,513 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนหน้าจำนวน 1,895 ล้านบาท ซึ่งประกอบไปด้วยส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าหงสาจำนวน 1,474 ล้านบาท ซึ่งพลิกผันจากส่วนแบ่งขาดทุนจำนวน 178 ล้านบาทในปี 2558 ในขณะที่โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี รายงานส่วนแบ่งกำไรที่มั่นคงและสม่ำเสมอ จำนวน 2,064 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อนหน้าจำนวน 2,095 ล้านบาท

ด้านยอดขายรวมทั้งสิ้นที่ 5,542 ล้านบาท ประกอบไปด้วยยอดขายที่เพิ่มเติมมาจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศจีนที่ 103 ล้านบาท ซึ่งลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่ 5,630 ล้านบาท เนื่องมาจากการปรับราคารับซื้อไฟฟ้าและไอน้ำจากปี 2558 ซึ่งสะท้อนตามราคาถ่านหินในประเทศจีนที่ลดลงในช่วงต้นปี 2559

ทั้งนี้ในไตรมาสที่ 4/2559 กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากความต้องการไฟฟ้าและไอน้ำในช่วงฤดูหนาว ส่งผลให้ยอดขายไฟฟ้าและไอน้ำของโรงไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานร่วมในประเทศจีนเพิ่มขึ้น สำหรับปีนี้ บ้านปู เพาเวอร์ มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) สำหรับปีนี้คิดเป็น 5,575 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จาก 4,251 ล้านบาทในปีก่อนหน้า

ในปี 2559 บ้านปู เพาเวอร์ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำตามสัดส่วนการถือหุ้น รวมทั้งสิ้น 1,934เมกะวัตต์เทียบเท่า ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 323 เมกะวัตต์ โดยมาจากโรงไฟฟ้าหงสา โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศจีน และประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้โครงการโรงไฟฟ้าที่เซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้วโดยอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ มีกำลังการผลิตทั้งหมด 651 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าซานซีลู่กวงในประเทศจีน ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้าในการก่อสร้างแล้วเสร็จอยู่ร้อยละ 35 และคาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2561

นอกจากนั้นยังมีโรงไฟฟ้าพลังงานร่วมหลวนหนานระยะที่ 2 และโรงไฟฟ้าพลังงานร่วมโจวผิงระยะที่ 4 ในประเทศจีน ซึ่งจะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2562 และ 2563 ตามลำดับ รวมถึงโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งคาดว่าจะทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2560-2561

สำหรับแผนการดำเนินงานปี 2560 บ้านปู เพาเวอร์ มุ่งพัฒนาประสิทธิภาพและเสถียรภาพของโรงไฟฟ้า หงสาให้เดินเครื่องจ่ายกระแสไฟฟ้าได้อย่างสมบูรณ์ และควบคุมการขยายโรงไฟฟ้าพลังงานร่วมหลวนหนานและโจวผิงให้เป็นไปตามแผน พร้อมกับนำเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (High Efficiency Low Emissions: HELE) มาใช้กับโรงไฟฟ้าถ่านหินโครงการใหม่ทุกแห่ง ขณะเดียวกันก็เน้นขยายการลงทุนใหม่ๆ ในกลุ่มประเทศ CLMV และมองหาโอกาสลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ และพลังงานชีวมวล ในประเทศที่บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจอยู่ ตามกลยุทธ์การกระจายการลงทุนทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยผสมผสานทั้งพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไปและพลังงานหมุนเวียนรูปแบบต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับแนวปฏิบัติตามข้อตกลงจากการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 22 หรือ COP22 อีกด้วย

จากผลการดำเนินงานที่น่าพอใจดังกล่าว บ้านปู เพาเวอร์ จึงประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังของปี 2559 ในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท คาดว่าจะจ่ายเงินปันผลในช่วงปลายเดือนเมษายน 2560 โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 7 เมษายน 2560

“บ้านปู เพาเวอร์ กำลังเดินหน้าสู่การขยายกำลังการผลิตให้ได้มากกว่า 4,300 เมกะวัตต์เทียบเท่า โดยแบ่งเป็นพลังงานหมุนเวียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ภายในปี 2568 เราจึงมุ่งบริหารจัดการดำเนินการของโรงไฟฟ้าทั้งหมดที่มีอยู่ในแต่ละประเทศให้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์อย่างมีประสิทธิภาพและเสถียรภาพ พร้อมกับรักษากระแสเงินสดให้มั่นคง และแสวงหาโอกาสการขยายการลงทุนในพลังงานรูปแบบต่างๆ ในกลุ่มประเทศเป้าหมาย โดยมีการประเมินอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการต่างๆ สามารถพัฒนาได้ตามแผน เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ และสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสีย” นายวรวุฒิกล่าว

Credit ภาพ: http://www.moneychannel.co.th

1 view0 comments