ปัญหาตั๋ว B/E ไม่ลุกลาม!


นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวผ่านรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” จัดโดยทีมข่าวหนังสือพิมพ์ “ดอกเบี้ยธุรกิจ” ถึงตัวเลขการชำระหนี้ตั๋วแลกเงินระยะสั้น (บีอี) ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ต้องไถ่ถอนเป็นจำนวนกว่า 1 แสนล้านบาทว่า การออกตั๋วบีอีช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาได้รับความนิยมทั้งในฝั่งของคนออกตั๋วบีอีและผู้ลงทุน ดังนั้น แต่ละเดือน ยอดครบกำหนดจะเป็นจำนวนหลักแสนล้านบาท ถือเป็นธุรกรรมอย่างนี้มาตลอด ไม่ใช่แค่เดือนกุมภาพันธ์เท่านั้น เพราะหลายๆ แห่ง ใช้เครื่องมือตัวนี้ในเรื่องของการระดมทุน หรือการลงทุนอยู่แล้ว

“ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คนออกตั๋วบีอีมีหลากหลาย เพราะว่าบีอีเอง บางคนเองยังไม่เข้าใจว่าคืออะไร บีอีคือตั๋วแลกเงินประเภทหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตั๋วเงินจะมี 3 ประเภท 1.เช็ค 2.ตั๋วสัญญาใช้เงิน และ 3.ตั๋วแลกเงิน แต่ว่าตั๋วแลกเงินจะได้รับความนิยมมากหน่อย เนื่องจากทำค่อนข้างรวดเร็ว การเปลี่ยนมือก็แค่เซ็นชื่อสลักหลังโอนก็ได้แล้ว แล้วก็อาจจะระบุไว้ว่าให้มีสิทธิ์ไล่เบี้ย เพราะฉะนั้นถ้ามีปัญหาก็ไปฟ้องร้องเอากับทางผู้ออกตั๋ว” นางสาวอริยากล่าวและว่าที่ผ่านมามักใช้บีอีเป็นเครื่องมือการระดมเงินระยะสั้นๆ 3-6 เดือน หลายบริษัทก็เลือกที่จะใช้การออกตั๋วที่ทำได้เร็วในการบริหารสภาพคล่อง เป็นเงินหมุนเวียนระยะสั้นๆ ซึ่งจะมีทั้งบริษัทขนาดใหญ่ ธนาคาร และรวมไปถึงบริษัทขนาดกลางๆ แต่ว่าหลายๆ บริษัทจะเห็นว่าอยู่ในเป็นบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์

“ส่วนหนึ่งจะเป็นบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว ก็เลยมีความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่ง มาออกตั๋วบีอี ทำให้ซื้อง่ายขายคล่องเกิดขึ้น เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่าดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารไม่ค่อยลงเลย จะอยู่อย่างนั้น แต่ดอกเบี้ยเงินฝากลงอย่างต่อเนื่อง ตรงนี้ก็เลยเหมือนเป็นช่องทางที่เจอกัน ระหว่างคนที่ต้องการกู้กับคนที่ต้องการฝาก ซึ่งคนที่ต้องการกู้ก็จะประหยัดต้นทุนเลย เพราะว่าถ้าไปกู้ธนาคาร ดอกเบี้ยก็จะสูงอยู่อย่างนั้น ส่วนคนฝากดอกเบี้ยออมทรัพย์เหลือ 50 สตางค์ มาลงทุนในตั๋วบีอี ก็มีตั้งแต่ 3%-5% แล้วแต่ความน่าเชื่อถือของบริษัทที่ออก ก็เลยเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้เป็นทางเลือกของเขา” นางสาวอริยากล่าว

“เพียงแต่ว่าที่ผ่านมา เราอาจจะเริ่มเห็นการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งตรงนี้ความจริงต้องบอกว่า มันเป็นปัญหาเฉพาะตัวของบริษัทเหมือนกัน บริษัทที่ออกตั๋วจะมีหลายร้อยบริษัทในช่วงที่ผ่านมา แต่ตอนนี้ที่มีปัญหามันเริ่มจากเช่น ปัญหาทางเทคนิคของบริษัทเขาเอง เช่น ไม่มีกรรมการผู้มีอำนาจมาเซ็นชื่อในเช็คที่จะจ่ายคืน หรือว่าเรื่องของความขัดแย้งที่ตอนนี้เป็นปัญหาอยู่ ความขัดแย้งที่ค่อนข้างรุนแรงของผู้บริหาร 2 ฝ่าย ก็เลยส่งผลกระทบไปในเรื่องของธุรกิจที่ยังตกลงไม่ได้ ตรงนี้ จึงต้องพิจารณาเป็นรายบริษัท ถ้าดูจริงๆ จะเป็นปัญหาเฉพาะตัวของบริษัทเหมือนกัน”

สำหรับตัวเลขบีอีที่ผิดชำระแล้วนั้น นางสาวอริยาเปิดเผยว่า ขณะนี้มีตั๋วบีอีรวมหุ้นกู้ที่ผิดชำระประมาณไม่เกิน 5 พันล้านบาท บางบริษัทจะมีการออกทั้งตั๋วบีอีและหุ้นกู้ บางครั้งถ้าผิดนัดตั๋วบีอี ก็จะมีข้อกำหนดในหุ้นกู้ ซึ่งเขียนไว้ว่าถ้าผิดนัดอะไรก็ตาม คือผิดนัดเงินกู้ธนาคารหรือตั๋วบีอีเกินกว่าเท่าไหร่ จะถือว่าผู้ถือหุ้นกู้มีสิทธิ์เรียกคืนให้คุณไถ่ถอนหุ้นกู้ เรียกคืนหนี้ของหุ้นกู้ก่อนกำหนดได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าดูเป็นสัดส่วนคิดเป็น 0.17% ของมูลค่าตราสารหนี้เอกชนทั้งหมด ถือว่าน้อยมาก

“ถ้าจะมองยอดรวมที่เคยผิดชำระสูงที่สุด เราไม่เคยมีการผิดนัดมานานมากแล้ว คนที่ลงทุนเองก็คงจะลืมไปแล้วว่าการลงทุนมันก็มีความเสี่ยงได้ เพราะนับตั้งแต่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งที่หลายบริษัทประสบปัญหา หลังจากนั้นมาคนก็จะชินกับการที่บ้านเราเองการออกตราสารหนี้จะไม่ค่อยจะเจอกับการผิดนัดมาก่อน แต่คราวนี้ที่เริ่มมี มันก็จะเป็นเรื่องปัญหาเฉพาะตัวของบริษัท ว่าหลายบริษัทพอเริ่มมีปัญหาเฉพาะตัว พอเริ่มมีความกังวล ที่คนกังวลตอนนี้คือกลัวว่าบริษัทที่เดิมเขาไม่ได้เป็นปัญหา แต่ว่าด้วยความที่พึ่งพิงกับการออกตั๋วมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว จะถูกกว่าการกู้ธนาคาร หากเขาไปหาวงเงินสำรองไม่ทัน แล้วเมื่อถึงเวลาเพราะตั๋วมันมีระยะสั้น ถึงเวลา 3-6 เดือนก็ต้องครบ ถ้าเกิดไม่ทันก็กลัวจะหาเงินมาชำระคืนกรณีที่ผู้ลงทุนต้องการที่จะไถ่ถอนตั๋วไม่ได้ ตรงนี้ก็เป็นปัญหาสำหรับโลว์โอเวอร์ แต่ปัญหานี้จริงๆ เท่าที่เกิดขึ้นมาช่วง 1-2 เดือนนี้ พบว่าหลายบริษัทเริ่มกลับไปสำรองสภาพคล่อง กลับไปหาธนาคารเพื่อเตรียมวงเงินแบล็กอัพไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นเริ่มตั้งแต่บริษัทแรกที่มีปัญหาจนถึงตอนนี้ บริษัทอื่นๆ ที่เขาได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว ก็ยังไม่ได้พบปัญหาที่เกิดขึ้นเพิ่มเติม”

นางสาวอริยาย้ำว่าปัญหาบีอีที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากสภาพเศรษฐกิจแต่เป็นปัญหาเฉพาะตัว ที่สำคัญส่วนใหญ่ที่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้น จะเป็นตั๋วบีอีซึ่งเขาขายในวงจำกัด คือขายให้พวกนักลงทุนที่เราเรียกว่าไฮเน็ตเวิร์ค คือรายใหญ่ที่มีเงินลงทุนสูง ต้องมีคุณสมบัติตามที่ก.ล.ต.กำหนด อย่างไรก็ตาม การขายตั๋วบีอี จะมีที่เรียกว่าจัดอันดับความน่าเชื่อถือกับไม่จัดอันดับ ซึ่งเจตนาเดิมเนื่องจากว่า ทางการเองก็เห็นว่าการออกพวกตราสารหนี้ระยะสั้น จะช่วยเรื่องการบริหารสภาพคล่องขององค์กรธุรกิจได้ และหลายองค์กรที่คิดว่าตัวเองเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว มีงบการเงินที่ต้องเปิดเผยตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ทุกรอบ 3 เดือน นักลงทุนเองรู้จักบริษัทดี บางทีก็จะมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเห็นชัดเจนว่า เขาทำธุรกิจอะไร ก็เลยเป็นทางเลือกหนึ่งที่ก.ล.ต.เปิดให้ถ้าขายให้กับกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ ซึ่งสามารถวิเคราะห์การลงทุนได้หรือรับความเสี่ยงได้สูง แล้วข้อมูลก็หาได้ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว เลยไม่ต้องจัดอันดับก็ได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าคนที่ไม่จัดอันดับ จะเป็นบริษัทที่น่ากังวลทั้งหมด คือบริษัทที่เขามั่นใจ ถึงไม่จัดอันดับแต่ว่าก็ขายได้ เพราะบริษัทมีฐานะที่ทุกคนสามารถเข้าไปดูงบการเงินที่เปิดเผยได้อยู่แล้ว ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง เพราะการจัดอันดับต้องมีต้นทุนค่าใช้จ่าย

“กรณีบีอีมีปัญหาจะเกิดเป็นวิกฤตตราสารทางการเงินแบบซับไพรม์ในอเมริกาหรือไม่นั้น ตรงนี้เป็นเรื่องหนึ่งคงจะต้องมาดูกันว่าจากเดิม เนื่องจากว่าคนที่ออกมีตั้งแต่ความน่าเชื่อถือสูงๆ ไปจนถึงกลางๆ ก็อาจมีบางบริษัทซึ่งความน่าเชื่อถือยังเป็นเครื่องหมายคำถามอยู่ เช่นอาจจะเป็นรายใหม่เข้ามา หรือไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บางทีงบการเงินไม่ได้อัพเดทบ่อยๆ เหมือนตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ เป็นสิ่งที่คนกังวลกัน ซึ่งปัญหาที่เราพบเห็นส่วนใหญ่แล้ว เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ โดยเกิดขึ้นจากปัญหาเฉพาะตัว แต่เป็นสัญญาณเตือนให้เรารู้เหมือนกันว่า ตอนนี้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์เอง เท่าที่ดูคุณสมบัติดี และยังมีช่องทางในการที่จะแก้ไขอยู่ เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วสินทรัพย์ของเขาก็ยังมากกว่าหนี้สินอยู่ แต่ว่าเพื่อจะป้องกันในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็เป็นไปได้ที่ว่า ในอนาคตต่อไป ถ้าเกิดว่าบริษัทที่ไม่เป็นที่รู้จัก นักลงทุนเองก็ต้องเลือกลงทุนเหมือนกันว่า ถ้าไม่มีอันดับความน่าเชื่อถือมาเป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจแล้ว เราจะเลือกลงทุนได้อย่างไร ในอนาคตก็เป็นไปได้ว่า บริษัทเหล่านั้น ต้องเข้ามาสู่กระบวนการการจัดอันดับความน่าเชื่อถือมากขึ้น” นางสาวอริยากล่าว

“ปัจจุบันทางการเองก็เข้ามากำชับมากขึ้นอยู่แล้ว ทั้งในแง่ของคนที่ทำหน้าที่ไปคัดเลือกตั๋วมาขายให้กับนักลงทุน ก็คือตัวกลางทั้งหลาย จากเดิมที่เขาคัดเลือกจากสถานะ ดูงบการเงิน แต่ก.ล.ต.ก็กำชับเพิ่มเติมว่า ต้องดูปัจจัยเชิงคุณภาพ เชิงปริมาณด้วย คือไม่ใช่ดูแค่งบ อาจจะดูเลยไปถึงความน่าเชื่อถือของผู้บริหาร ดังนั้น ตอนนี้การคัดเลือกผู้ที่ออกตั๋วบีอีขายต้องเข้มข้นมากขึ้น มีการติดตามมากขึ้น หรือบรรดาบลจ.ที่จะออกกองทุนขาย ก็ต้องมีการกระจายความเสี่ยงมากขึ้น คือนักลงทุนเอง จริงๆ แล้วอาจจะไม่ต้องกังวลมากเกินไป ที่ผ่านมาจะเห็นว่า ปัญหายังอยู่ในวงที่ค่อนข้างจำกัด และคนที่เกี่ยวข้องเอง ก็พยายามที่จะดูแล เป็นตัวกลางที่จะเจรจากับบริษัทผู้ออก ซึ่งบางแห่งก็บอกให้ผู้ออกตั๋วบีอีเอาสินทรัพย์มาค้ำประกันเพิ่มแล้ว และเพื่อที่จะมาบังคับชำระหนี้อะไรก็แล้วแต่”

อย่างไรก็ตาม นางสาวอริยาเปิดเผยว่า “ขณะนี้ยังมีบริษัทใหม่ๆ ออกตั๋วบีอีเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งที่ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาได้เกิดปัญหา โดยยังมีบริษัทที่ฐานะยังไม่มีปัญหา และถ้าวิเคราะห์การลงทุนแล้ว ทางนักลงทุนก็ยังมีความเชื่อมั่นในตัวบริษัทอยู่ เพราะฉะนั้นก็ไม่อยากเสียโอกาสในการลงทุนเหมือนกัน เพราะว่าพอมีข่าว ก็หยุดการลงทุนหมดเลย ก็เสียโอกาสในการลงทุนกับบริษัทที่ดีๆ อยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังคงเห็นอยู่ว่า โดยเฉพาะที่เป็นสถาบันการเงินก็ยังออกตั๋วบีอีอยู่ สำหรับนักลงทุน ขณะนี้เป็นเหมือนสัญญาณเตือนกระตุกให้นักลงทุนต้องหันกลับมาดูเหมือนกันว่าที่ได้ซื้อไป เดิม หลายคนไม่รู้จักเลยว่าบริษัททำอะไร บางคนดูผลตอบแทนเป็นหลักว่าจ่าย 5% หรือ 6% ตอนนี้จริงๆ ก็ต้องรู้แล้วว่าอย่างน้อยต้องเข้าใจว่าบริษัททำธุรกิจอะไร ยังเป็นธุรกิจที่เป็นขาขึ้นหรือไม่ รับผลกระทบอะไรหรือไม่ เพราะในความเป็นจริงการลงทุนตั๋วบีอีจะมีระยะเวลาที่สั้น 3-6 เดือน

ฉะนั้นภาพจะมองเห็น คงจะต้องติดตามบริษัทที่ซื้อด้วย ซึ่งจะดูแค่งบไม่ได้ หรืออาจจะดูข่าวที่อาจจะมีการฟ้องร้องผู้บริหาร ในเรื่องธรรมาภิบาลของผู้บริหารด้วยหรือไม่ และสิ่งสำคัญที่ต้องดู คือตัวกลางทางการเงินคือบรรดาบริษัทหลักทรัพย์ หรือทางกองทุนก็ตามที่นำตั๋วบีอีมาขาย ก็ต้องมั่นใจว่าถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น บริษัทเหล่านั้น จะต้องดูแลรับผิดชอบด้วย”

0 views0 comments

For advertising please call: 02-2534691