อาถรรพ์ที่ดิน สปก.ยุค 2017 >> หุ้นโรงไฟฟ้ายังไม่พ้นวิบาก


บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง ลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นในตระกูลพลังงานทดแทน จะต้องเผชิญกับผลกระทบจากข่าวปัญหาตั้งโรงไฟฟ้าในที่ดิน สปก. ไปอีกอย่างน้อยเป็นเดือน แม้ว่าราคาหุ้นหลายตัวจะลงมารับรู้สะท้อนข่าวลบกันไปแล้วส่วนหนึ่ง หาก สปก.ยกเลิกสัญญาเช่าที่ดินกับผู้ประกอบการทุกรายตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ชี้กรณีเลวร้ายที่สุดจะส่งผลให้ โครงการที่จ่ายไฟฟ้าแล้วอาจจะต้องหยุดดำเนินการและออกจากพื้นที่ กระทบต่อ EGCO, RATCH และ DEMCO

จากกรณีที่ศาลปกครองกลาง ได้มีการนัดอ่านคำพิพากษาเบื้องต้นไปเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2560 และ ศาลปกครองสูงสุด ได้มีการนัดอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560 โดยได้มีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง ให้ยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่ สปก. ในการเข้ามาติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าของบริษัท เทพสถิต วินด์ฟาร์ม (ถือหุ้นใหญ่โดย EA : บริษัท พลังงานบริสุทธิ์) เหตุไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยก่อนหน้านี้เมื่อปี 2552 คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิ มีมติอนุญาตให้บริษัท เทพสถิต วินด์ฟาร์ม เช่าที่ดิน สปก.เพื่อติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าในพื้นที่หมู่ 2 ต.บ้านไร่ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ จนต่อมาชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่และสมาคมนักกฎหมายพิทักษ์สิ่งแวดล้อมได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ให้ยกเลิกการเช่าพื้นที่ สปก.ดังกล่าวที่มิชอบด้วยกฎหมายมาต่อเนื่องยาวนานกว่า 9 ปี

จนกระทั่งในปี 2559 ศาลปกครองกลางได้วินิจฉัยว่าการเช่าพื้นที่ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากการจัดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินให้บุคคลใดใช้เพื่อกิจการอื่นนั้น จะต้องสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับวัตถุประสงค์ของการปฏิรูปที่ดิน และเกษตรกรจะต้องได้ประโยชน์โดยตรงเท่านั้น แต่โครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้านั้น แม้จะเป็นบริการสาธารณะให้ประโยชน์ต่อส่วนรวม แต่เป็นการผลิตไฟฟ้าเพื่อขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อันเป็นกิจการที่มีวัตถุประสงค์แสวงหากำไร ไม่ใช่กิจการที่เป็นการบริการหรือเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของเกษตรกรในท้องที่โดยตรง เพราะไฟฟ้าที่ผลิตได้จะส่งไปที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์

และจากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า บริษัท เทพสถิต วินด์ฟาร์ม มีเงินทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท แต่ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังระบุว่า โครงการเทพสถิต วินด์ฟาร์ม เริ่มต้นจากการร่วมทุนระหว่างบริษัท โปรเวทุม อินเตอร์เนชั่นแนล และบริษัท จีอี เอนเนอร์ยี่ มีเป้าหมายผลิตไฟฟ้าด้วยกังหันลมใหญ่ที่สุดในอาเซียน ที่มุ่งเน้นการแสวงหากำไรและเป็นการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ตกไปอยู่กับบริษัทเอกชนที่เข้ามาลงทุนเป็นหลัก และมีการทุ่มลงทุนไปแล้วสูงกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท

จึงกลายเป็นว่ามีบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าพลังลมราว 20 ราย (ทั้งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ) ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ และนครราชสีมา จะมีความเสี่ยงจากการเช่าที่ดิน สปก.

โดยมี รายงานว่า สปก. จะใช้เวลาตรวจสัญญาเช่าที่ สปก. กับผู้ประกอบการทุกรายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ จากนั้น สปก. จะเรียกแต่ละรายมาให้ชี้แจงถึงกระบวนการได้สัญญา การดำเนินการต่างๆ ว่าสอดคล้องกับแนวนโยบายของ สปก. หรือไม่ จากนั้นจึงจะสรุปเป็นรายโครงการว่าจะยกเลิกสัญญาหรือไม่ ซึ่งจะมีผลต่อสัญญาขายไฟฟ้า (PPA) แต่ละรายว่า จะให้ดำเนินการต่อ หรือ ปรับปรุงแก้ไข หรือ ย้ายสถานที่อย่างไร

ทั้งนี้ รมว.เกษตร ได้ให้แนวทางปฏิบัติต่อผู้ประกอบการที่เข้าไปพัฒนาโครงการลมในพื้นที่ดิน สปก. ว่าจะให้ถือตามศาลปกครองสูงสุดตัดสินในกรณีของ บจ.เทพสถิตย์ วินด์ฟาร์ม และจะให้ ส.ป.ก. ยกเลิกสัญญาเช่าที่ดินกับผู้ประกอบการทุกรายตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง โดยให้เวลาแก้ไขภาย 90 วัน คือ ภายใน 26 เมษายน 2560 แต่จะไม่ใช้ ม.44 เข้าแก้ปัญหา

ประเด็นนี้ถือเป็นความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของแนวนโยบายรัฐ

จากกรณีนี้ ทำให้หุ้นหลายบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้รับผลกระทบโดยตรง โดย ทีมงานวิจัย บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง มีความเห็นว่าให้นักลงทุน ลดน้ำหนักการลงทุนเป็น Neutral เนื่องจากปัญหาเช่าที่ดิน สปก. มีแนวโน้มว่าจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ และเรื่องนี้จะเป็นประเด็นอยู่อีกอย่างน้อย 1 เดือน จึงจะได้ข้อสรุป แต่ระหว่างนี้ โครงการของ EGCO, WEH (RATCH, DEMCO) ยังคงสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้ PEA และ EGAT ได้ตามปกติ

ขณะที่ราคาหุ้น มองว่าเริ่มสะท้อนผลลัพธ์ในกรณี worst case ไปพอสมควรแล้ว คงเหลือแต่ sentiment เชิงลบที่จะยังค้างอยู่อีกระยะ ซึ่งถ้าหากต้องการจะเก็งกำไรการฟื้นตัวในอนาคต EA ดูน่าสนใจกว่า เนื่องจาก impact ของเงินที่ลงไปไม่มาก 20-30 ลบ. ขณะที่บริษัทมีรายการนอกประมาณของ consensus อีก 1-2 รายการ (การลงทุนแบตเตอรี่ในไต้หวัน และ โครงการ Green Biodiesel) ซึ่งอาจเข้ามาชดเชยโครงการหนุมานได้บ้าง โดยการปรับตัวลงมา เป็นประเด็นของ valuation risk ที่ราคาหุ้นนั้นมารอความสำเร็จของโครงการหนุมานไว้ล่วงหน้า 2 ปี ขณะที่ฐานกำไรปกติยังคงเข้มแข็ง 5 พันล้านในปี 2560 (จาก โซล่าฟาร์ม 278MW และ พลังงานลมหาดกังหัน 126MW ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นที่ดิน สปก.)

“หากสุดท้ายภาครัฐเห็นไปตามแนวทางข้างต้น กรณีเลวร้ายที่สุดจะส่งผลให้ 1) โครงการที่จ่ายไฟฟ้าแล้วอาจจะต้องหยุดดำเนินการและออกจากพื้นที่ จะกระทบต่อ EGCO, RATCH และ DEMCO ซึ่งมองว่า 2 รายแรกจะได้รับผลกระทบไม่มาก เพราะมีฐานกำไรขนาดใหญ่อยู่แล้ว 2) โครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนา เช่น โครงการหนุมาน 260MW ของ EA อาจจะต้องย้ายไปหาพื้นที่ใหม่ แต่ก็จะเผชิญประเด็นเสี่ยงใหม่ในเรื่องของสายส่งไฟฟ้าไม่เพียงพอ และต้นทุนที่ดินที่อาจจะเพิ่มสูงขึ้นอีก

จากผลกระทบกรณีเลวร้ายที่สุด ซึ่งมีผลต่อราคาเหมาะสมอย่างมีนัยสำคัญต่อ EA (-6.4 บาท/ หุ้น-กรณีพัฒนาโครงการหนุมานต่อไม่ได้) และ DEMCO (-2.5 บาท/ หุ้น– กรณีหยุดขายไฟฟ้าของ WEH) จากราคาเหมาะสม ซึ่งสะท้อนว่า downside ยังเปิดอยู่ ขณะที่ยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ ดังนั้นจึงลดคำแนะนำหุ้นทั้ง 2 เป็น Under review ไปก่อน ขณะที่หุ้นอื่นๆ ในกลุ่มฯ ยังคงคำแนะนำตามเดิม BWG (T-BUY 2.46), TSE (BUY 7.55), SPCG (BUY 27.25), TPCH (BUY 21.60)

ขณะที่ EGCO และ RATCH นั้นได้รับผลกระทบไม่มาก ประมาณ 5 บาท/หุ้น สำหรับ EGCO และ -1 บาท/ หุ้น สำหรับ RATCH เราจึงยังคงแนะนำ ซื้อ EGCO ราคาเป้าหมาย 220.00 บาท/หุ้น และ ถือ RATCH ราคาเป้าหมาย 56.00 บาท/หุ้น”

0 views0 comments