Search

“สุทธิพล” โชว์ผลงาน..รับกระแสอินชัวร์เทค


แม้ผลงานในภาพรวมของคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในปีที่ผ่านมา จะไม่ถึงกับเปรี้ยงปร้างฮือฮามากนัก เพราะเนื้องานส่วนใหญ่มุ่งไปที่บทบาทในการกำกับและควบคุมพัฒนาระบบประกันภัยให้สามารถบริการประชาชนได้ตามกรอบกติกา ภายใต้ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในระบบประกันภัยด้วยกัน แต่กระแสเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆที่เข้ามาเป็นจุดเปลี่ยนและสร้างความท้าทายให้ธุรกิจภาพรวมมาตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กำลังเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ประกอบการที่จะอยู่รอดได้อย่างแข็งแกร่ง จะต้องปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที มิฉะนั้นจะตกเมกะเทรนด์และตกหล่มธุรกิจไปในที่สุด

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่าจากการที่ประเทศไทยก้าวสู่ยุค 4.0 เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เช่น ไม่ว่าจะเป็นนาโนเทคโนโลยี ไบโอเทคโนโลยี Internet of Thing และ AI ซึ่งจะทำให้ทุกกิจกรรมที่เคลื่อนไหวบนโลกใบนี้ถูกแปรเป็นข้อมูลดิจิทัล ซึ่งผู้ที่สามารถบริหารจัดการบิ๊กดาต้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นฝ่ายได้เปรียบในทุกมิติ

คปภ.ในฐานะหน่วยงานผู้กำกับดูแลธุรกิจประกันภัย ก็เลี่ยงกระแสการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศไม่ได้ เช่นเดียวกับธุรกิจประกันภัยและธุรกิจอื่นๆ จึงจำเป็นต้องก้าวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่เกิดขึ้น ตนจึงกำหนดทิศทางการทำงานของ คปภ. ในปี 2560 โดยให้เป็น “ปีแห่งการขับเคลื่อนการประกันภัยในยุคดิจิทัล” เพื่อเตรียมความพร้อมการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น “Digital Insurance Regulator” โดยจะคงไว้ซึ่งบทบาทของการเป็นผู้กำกับดูแล สนับสนุนส่งเสริมอุตสาหกรรมประกันภัย รวมทั้งให้ความสำคัญในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมดิจิทัลในอุตสาหกรรมประกันภัยและการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความเป็นธรรม

สำหรับแนวโน้มของอุตสาหกรรมประกันภัยในปี 2560 คาดว่าจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในฝั่งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย โดยคาดว่าอุตสาหกรรมประกันภัยทั้งระบบจะมีเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 8-9 แสนล้านบาท

เลขาธิการ คปภ.กล่าวเพิ่มว่า ช่วง 1 ปี ในตำแหน่ง ได้มุ่งมั่นทุ่มเทความรู้ ความสามารถ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมอุตสาหกรรมประกันภัยให้มีความแข็งแกร่งควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นต่ คปภ. และอุตสาหกรรมประกันภัยโดยรวม ซึ่งสอดคล้องกับ 4 ยุทธศาสตร์หลักๆตามแผนพัฒนาประกันภัยฉบับที่ 3 (ปี2559-2563) ที่เริ่มขับเคลื่อนไปแล้ว

ทั้งนี้ ผลงานที่โดดเด่นทางด้านยุทธศาสตร์การเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมประกันภัย ได้แก่ การออกแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับอัตราคิดลดกระแสเงินสดที่เกิดจากสัญญาประกันภัยให้เหมาะสมกับมูลค่าปัจจุบันและสอดคล้องกับมาตรฐานทางบัญชีที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมประกันภัยจากภาวะอัตราดอกเบี้ย แผนงานเชิงรุกภายใต้นโยบายของรัฐบาลในการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2559/60 มียอดรวมทั่วประเทศสูงถึง 27.9 ล้านไร่ เป็นครั้งแรก จากเดิมในปีก่อนๆที่มียอดทำประกันภัยข้าวนาปีเพียง 1.5 ล้านไร่ ทำให้มีเบี้ยประกันภัยข้าวนาปีการผลิต 2559/60 รวมถึง 2,700 ล้านบาท จากจำนวนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการกว่า 1.5 ล้านคน

นอกจากนี้ยังได้จัดทำหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลกิจกรรมของบริษัทประกันภัยที่จะทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบวงจร โดยออกประกาศ คปภ. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการออกกรมธรรม์ประกันภัย การเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัย การชดใช้เงินตามสัญญาประกันภัย/ชีวิต โดยใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคณะกรรมการ คปภ. เห็นชอบไปแล้ว เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2559

รวมทั้งการยกระดับการกำกับดูแลในเชิงรุก ด้วยการจัดประชุมผู้บริหารระดับสูงด้านประกันภัย ประจำปี 2559 (CEO Insurance Forum 2016) เต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก เพื่อแถลงทิศทางนโยบายในการพัฒนาระบบประกันภัยในระยะ 5 ปีข้างหน้า ภายใต้กรอบแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 3 และนำประเด็นร่วมสมัยที่น่าสนใจเกี่ยวกับการประกันภัยมาอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อพัฒนาระบบการกำกับดูแลและกฎ กติกาด้านประกันภัยให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การกำกับตัวแทนประกันภัยและนายหน้าประกันภัยเชิงรุก ด้วยการจัดทำมาตรฐานแนวทางการควบคุมคุณภาพการเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยของบริษัทประกันภัย บุคลากรที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ตัวแทน นายหน้าประกันภัยและกำหนดมาตรการหากพบว่ามีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามและที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมาก คือ การออกข้อแนะนำในการซื้อผลิตภัณฑ์ประกันภัยผ่านธนาคาร 12 ข้อ เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเอง รวมถึงความคุ้มครอง และข้อยกเว้นของกรมธรรม์ประกันภัยให้เข้าใจอย่างถี่ถ้วน ก่อนตัดสินใจซื้อประกัน

ขณะเดียวกัน คปภ.ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคได้ลงพื้นที่ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อตรวจการขายประกันภัยผ่านธนาคารพาณิชย์ พร้อมให้ข้อแนะนำต่อผู้ปฎิบัติส่งผลให้เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการบังคับซื้อประกันภัยร่วมกับธุรกรรมทางการเงิน (cross sell) ลดลง 77% รวมทั้งได้ยกระดับการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาฐานะการเงินและการดำเนินงานของบริษัทประกันภัยอย่างเป็นระบบยิ่งขึ้น ปรับเพิ่มจำนวนเงินความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ปี 2535 เป็นครั้งแรก โดยกรณีบาดเจ็บ จากเดิมจะได้ค่ารักษาพยาบาล 5 หมื่นบาท/คน เพิ่มเป็น 8 หมื่นบาท/คน ค่าสินไหมกรณีเสียชีวิต/ทุพพลภาพถาวร จากเดิม 2 แสนบาท/คน เพิ่มเป็น 3 แสนบาท/คน และกรณีสูญเสียอวัยวะจากเดิม 2 แสนบาท/บาท ปรับเพิ่มเป็นระหว่าง 2-3 แสนบาท/คน

ผลงานในปี 2559 ในด้านยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความรู้และการเข้าถึงการประกันภัย ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัย โดยออกแบบกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุเพื่อคนพิการสำหรับรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เพื่อให้คนพิการมีโอกาสเข้าถึงระบบประกันภัยและใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อบริหารความเสี่ยงในชีวิตและครอบครัวของตนเองได้อย่างเหมาะสม สนับสนุนช่องทางการเข้าถึงการประกันภัยรายย่อย โดยจัดทำประกาศ คปภ. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการเสนอขาย และการปฏิบัติหน้าที่ของตัวแทนประกันชีวิต นายหน้าประกันชีวิตหรือพนักงานของบริษัท ในการเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัย 200 สำหรับรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์) (ฉบับที่ 2) ปี 2559 และประกาศ คปภ. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีเสนอขาย และการปฏิบัติหน้าที่ของตัวแทนประกันวินาศภัย นายหน้าประกันวินาศภัย หรือพนักงานของบริษัทในการเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัย 200 สำหรับรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์) และกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัย จากรถ (ฉบับที่ 2) ปี 2559 โดยปรับปรุงนิยามคำว่า “กรมธรรม์ประกันภัย 200 สำหรับรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์)” ให้ครอบคลุมถึง กรมธรรม์ประกันภัยสำหรับรายย่อยอื่นๆที่นายทะเบียนให้ความเห็นชอบ

นอกจากนี้ ยังเพิ่มช่องทางการเข้าถึงการประกันภัยและการให้ความรู้แก่ประชาชนโดยการบูรณาการและสร้างเครือข่ายประกันภัยอย่างครบวงจรด้วยการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับหน่วยงานต่างๆ รวม 7 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) รวมทั้งเดินหน้าสู่การปฏิรูปการประกันภัยพืชผล โดยร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จัดโครงการอบรมความรู้ประกันภัยทั่วทุกภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการประกันภัยพืชผล เริ่มจากการประกันภัยข้าวนาปีเป็นโครงการนำร่อง

รวมทั้งการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ประกันภัยประกันสุขภาพ เพื่อรองรับการจัดทำแบบผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มอื่นๆ โดยศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาระบบประกันสุขภาพ ร่วมกับสำนักงานวิจัยเพื่อพัฒนาหลักประกันสุขภาพ สร้างการมีส่วนร่วมด้านการประกันภัย ด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและการมีส่วนร่วมด้านประกันภัย เพื่อร่วมกันกำหนดแนวนโยบายและมาตรการในการคุ้มครองผู้บริโภคด้านประกันภัยและกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนด้านประกันภัย

ผลงานด้านยุทธศาสตร์การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแข่งขัน ได้แก่ การกำหนดแนวทางพัฒนาระบบการกำกับผลิตภัณฑ์ประกันภัย อัตราเบี้ยประกันภัยและค่าบำเหน็จสำหรับการประกันวินาศภัย พัฒนากระบวนการอนุมัติ/อนุญาตผลิตภัณฑ์ประกันภัยทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์แล้วเสร็จ พร้อมกับสร้างความร่วมมือและพัฒนาการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยกับหน่วยงานกำกับดูแลของ สปป.ลาว จนมีการลงนามในเอ็มโอยูไปเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ ยังเจรจาเพื่อจัดทำความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยอีก 2 ประเทศจนเป็นผลสำเร็จ คือ กัมพูชาและบรูไน ซึ่งอยู่ระหว่างการรอลงนามในบันทึกข้อตกลงสำหรับความร่วมมือในการพัฒนาการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยกับนานาประเทศ โดยในปีที่ผ่านมารับเป็นเจ้าภาพจัดอบรม/สัมมนาร่วมกับ The National Association of Insurance Commissioners (NAIC) และ ASEAN Insurance Training and Research Institute (AITRI) จนสำเร็จลุล่วง

รวมทั้ง ยังตรียมความพร้อมเข้าร่วมโครงการประเมินภาคการเงิน (Financial Assessment Program หรือ FSAP) โดยร่วมกับธนาคารโลกร่วมพัฒนาแนวทางกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยสู่มาตรฐานสากล เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับเกณฑ์ประเมินการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยตามมาตรฐานสากล โดยมีธนาคารโลกเป็นที่ปรึกษา


For advertising please call: 02-2534691