EXIM ปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่..เป้า 10 ปีสร้าง GNI โต 150%


เอ็กซิมแบงก์ประกาศแผนแม่บท 10 ปี หวังเป็นแบงก์เฉพาะกิจชั้นนำระดับโลก ขับเคลื่อนการค้า-ลงทุนไทย สอดคล้องไทยแลนด์ 4.0 สอดรับแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีของประเทศ ดันสินเชื่อคงค้างจาก 8.3 หมื่นล้าน เป็น 8.5 หมื่นล้านในปี 61 และเป็น 3.84 แสนล้านในปี 70 พร้อมหนุนรายได้มวลรวมประชาชาติเพิ่มขึ้นจาก 1% เป็น 2.5% หรือโต 150% ชี้มุ่งผลักดันด้วยการพัฒนาบริการประกันส่งออก ขยายสินเชื่อเพื่อการลงทุนต่างประเทศ หวังช่วยผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ในโลกยุคใหม่

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า ธนาคารได้กำหนดบทบาทใหม่เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศว่า โดยในปี 2560 จะเริ่มต้นดำเนินงานตามแผนแม่บท 10 ปี (ปี 2560-2570) ซึ่งมีเป้าหมายจะเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (Specialized Financial Institution : SFI) ชั้นนำระดับโลกที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของไทย สอดคล้องกับ Thailand 4.0 แผนยุทธศาสตร์ 20 ปีของประเทศ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (ปี 2560-2564)

ทั้งนี้ ธนาคารได้กำหนด 6 ยุทธศาสตร์หลัก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายระยะยาวตามแผนแม่บท ประกอบด้วย 1. การส่งเสริมการค้าและการลงทุนด้วยการสร้างความต้องการสินค้าและบริการของไทยในประเทศตลาดหลัก และประเทศตลาดใหม่ มุ่งเน้นการสร้างโอกาสการค้าและการลงทุนของไทยในตลาดใหม่ (New Frontier Markets) รวมถึงการบุกเบิกโอกาสการค้าการลงทุนของไทยในตลาดประเทศเพื่อนบ้านที่มีความต้องการสินค้าและบริการของไทยจำนวนมาก

2. การเป็นที่ปรึกษาและสนับสนุนทางการเงินให้แก่โครงการลงทุนของรัฐและเอกชนไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยมีเป้าหมายเน้นไปที่ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักตาม 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล 3. การขยายตลาดรับประกันการส่งออกและลงทุน ด้วยนวัตกรรมบริการประกันและการรับประกันต่อ และการสร้างเครือข่ายพันธมิตร เพื่อสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุนของไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจโลก

4. การส่งเสริมการค้าและการทำธุรกรรมออนไลน์ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME เข้าสู่โลกการค้าดิจิทัล (e-Commerce) ได้อย่างประสบความสำเร็จและแข่งขันได้ 5.การสนับสนุนด้านความรู้และการเงินให้ SME ที่มีศักยภาพ นำไปพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตสินค้าและการบริการ เพื่อต่อยอดการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยและแข่งขันในเวทีการค้าระหว่างประเทศได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง 6.การเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลการดำเนินงาน โดยนำระบบไอทีเข้ามาใช้ ตลอดจนยึดหลักธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งการพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ที่ทำงานอย่างแข็งขันร่วมกับภาครัฐเป็นไทยแลนด์ทีม

นายพิศิษฐ์ กล่าวต่อไปว่า แผนแม่บท 10 ปีเป็นผลจากการทำงานของ EXIM BANK ร่วมกับภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อหาจุดยืนที่เหมาะสม โดยใช้จุดแข็งของธนาคารเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว จากปัจจุบัน EXIM BANK เป็น SFI ที่มีส่วนสนับสนุนรายได้มวลรวมประชาชาติ (Gross National Income : GNI) ของไทยประมาณ 1.0% ขณะที่ในอีก 10 ปีข้างหน้ามีเป้าหมายเพิ่มเป็น 2.5% ของ GNI หรือเติบโต 150% ซึ่งจะช่วยสนับสนุนผู้ส่งออกและการเติบโตของภาคการส่งออกของไทยได้เพิ่มมากขึ้น การส่งเสริมการลงทุนโดยตรงของไทยในต่างประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมการจ้างงาน การเสริมสร้างองค์ความรู้ทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการไทย ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมของผู้ประกอบการไทย การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน

สำหรับในปี 2560 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของการปรับบทบาทองค์กรครั้งใหญ่ ธนาคารจะดำเนินการผลักดันให้เกิดโครงการต้นแบบของการพัฒนารูปแบบการให้บริการประกันการส่งออกผ่านช่องทางใหม่ๆ อาทิ การให้บริการทางออนไลน์ เนื่องจาก EXIM BANK เป็นสถาบันการเงินของไทยรายแรกและรายเดียวที่ให้บริการนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีเครื่องมือลดความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้าส่งออก อันมีสาเหตุมาจากความเสี่ยงทางการค้าและการเมือง ควบคู่กับการส่งเสริมการค้าและการทำธุรกรรมออนไลน์ เพื่อช่วยลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ในการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดค้าปลีกและค้าส่งทั่วโลก

ขณะเดียวกัน ด้วยโมเดลการค้าการลงทุนที่เปลี่ยนไป การส่งออกไม่ใช่ฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ขณะที่การลงทุนในต่างประเทศเป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงตลาดและก้าวข้ามมาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษีศุลกากร ในปี 2560 EXIM BANK จะเร่งส่งเสริมการลงทุนของไทยในต่างประเทศ โดยจะทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ สนับสนุนข้อมูลในเชิงลึกและเงินทุนสำหรับโครงการลงทุนให้แก่นักลงทุนไทยที่พร้อมและมีศักยภาพจะขยายการลงทุนไปต่างประเทศ ทั้งการสร้างโรงงานผลิตและการประกอบกิจการการค้าในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะใน CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ซึ่งธนาคารกำลังทยอยเข้าไปเปิดสำนักงานตัวแทน เพื่อทำงานร่วมกับไทยแลนด์ทีมในการสนับสนุนการขยายการค้าการลงทุนของไทยในตลาดดังกล่าว โดยคาดว่าภายใน 1-2 เดือนนี้จะสามารถเปิดสำนักงานตัวแทนในประเทศเมียนมา และมีเป้าหมายเปิดใน สปป.ลาว และกัมพูชา ให้ได้ภายในปีนี้

กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2559 ธนาคารมีกำไรสุทธิ 1,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2558 ขณะที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME แข่งขันได้มากขึ้น ทั้งด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดย ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2559 มีเงินให้สินเชื่อคงค้างจำนวน 83,169 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก ณ สิ้นปี 2558 จำนวน 9,630 ล้านบาท หรือเติบโต 13% และเติบโตกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 78,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นสินเชื่อใหม่ที่เบิกจ่ายเพิ่มขึ้นในระหว่างปีจำนวน 25,327 ล้านบาท และมีการชำระคืนของสินเชื่อเดิมบางส่วน ทำให้เกิดปริมาณธุรกิจ (Business Turnover) 133,993 ล้านบาท โดยเป็นปริมาณธุรกิจของ SME เท่ากับ 86,497 ล้านบาท และมีเงินให้สินเชื่อคงค้างแก่ SME จำนวน 35,031 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,848 ล้านบาท หรือ 20.04% เมื่อเทียบกับปีก่อน สำหรับในปี 2560 ธนาคารตั้งเป้าหมายสินเชื่อคงค้างเพิ่มขึ้นเป็น 85,000 ล้านบาท ในปี 2561 เพิ่มขึ้นเป็น 100,000 ล้านบาท และตามแผน 10 ปีในปี 2570 จะมีสินเชื่อคงค้างเพิ่มเป็น 384,000 ล้านบาท

ด้านการรับประกันการส่งออกและการลงทุน ในปี 2559 ธนาคารมีปริมาณธุรกิจส่งออกและลงทุนรวมด้านรับประกัน เท่ากับ 56,486 ล้านบาท โดย 11,255 ล้านบาท เป็นธุรกิจส่งออกของ SME หรือ 19.92% ของปริมาณธุรกิจสะสมรวม ส่วนด้านการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยขยายฐานการค้าและการลงทุนไปยังตลาดใหม่ ปัจจุบัน EXIM BANK มีวงเงินให้การสนับสนุนแก่สินเชื่อโครงการระหว่างประเทศรวมทั้งสิ้น 56,382 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าหมายเติบโต 15% จากปีที่ผ่านๆ มามีอัตราเติบโตเพียง 5-6%

ขณะที่อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs Ratio) ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2559 อยู่ที่ 3.57% โดยมีสินเชื่อด้อยคุณภาพ จำนวน 2,970 ล้านบาท ลดลง 1,023 ล้านบาท จากปีก่อน และในปีนี้ตั้งเป้าหมายอัตราส่วน NPL อยู่ในระดับประมาณ 3% เศษ อย่างไรก็ดี ธนาคารมีเงินสำรองหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 6,842 ล้านบาท โดยเป็นสำรองหนี้พึงกันตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย จำนวน 2,675 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินสำรองที่กันไว้แล้วต่อสำรองพึงกัน 255.81% ทำให้ธนาคารยังคงดำรงฐานะการเงินที่มั่นคง

“EXIM BANK วันนี้กำลังปรับบทบาทใหม่ไปสู่การทำหน้าที่บนจุดแข็งของธนาคาร ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมี SFI อย่าง EXIM BANK เป็นที่ปรึกษาและเครื่องมือทางการเงินในการประกอบธุรกิจการค้าและการลงทุนในโลกยุคใหม่ได้อย่างประสบความสำเร็จ แข่งขันได้ และช่วยลดความเสี่ยงจากผลกระทบของความไม่แน่นอนของการเมืองและเศรษฐกิจโลก” นายพิศิษฐ์ กล่าว

0 views0 comments