การพักตัวลงช่วงสั้น - เป็นโอกาสในระยะกลาง


ถอยเพื่อไปต่อ!

ตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มมีการพักฐานให้เห็นบ้างแล้วนะครับ ในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นสหรัฐ, ยุโรป และญี่ปุ่นที่ล่าสุดได้เกิดสัญญาณ Sell Signal ระยะสั้นในทางเทคนิคแล้ว แต่ “นายหมูบิน” ยังคงมองว่าการปรับตัวลงในระยะสั้นของ SET ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติมากๆในเชิง Tactical ครับ และจำเป็นด้วยในกรณีที่ SET ต้องการที่จะไปต่อเหนือ 1,610 จุดอีกครั้ง หลังจากที่ในช่วงต้นสัปดาห์เมื่อพิจารณาจากเครื่องมือที่ใช้กำหนด Momentum ในทางเทคนิค พบว่าระดับของ RSI, Modified Stochastic, AD_Line และ Bollinger Band Spread เริ่มสะท้อนถึงความเปราะบางของ SET ในการไปต่อแล้ว (และสุดท้าย SET ก็ถอยตัวลงจริงๆ)

ส่วนประเด็นการขายของนักลงทุนต่างชาติก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติในเชิง Tactical เช่นกัน เพราะแม้ว่าโอกาสที่นักลงทุนต่างชาติจะขายต่อเพื่อปรับพอร์ตในระยะสั้นยังคงมีอยู่ แต่ก็คงเป็นแค่การปรับพอร์ตเท่านั้น และการที่นักลงทุนต่างชาติจะทิ้งตลาดหุ้นไทยไปเลยในระยะสั้นยังคงเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะจากทิศทางของค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง ดังนั้นแม้ว่าการพักตัวลงของตลาดหุ้นสหรัฐยังคงเป็นปัจจัยกดดันหลัก โดยเฉพาะเมื่อล่าสุดดัชนี VIX Index ของสหรัฐกลับมายืนเหนือค่าเฉลี่ย EMA 25 วันอย่างต่อเนื่องอีกครั้ง

ในมุมมองของ “นายหมูบิน” ยังคงมองว่าการปรับตัวลงระยะสั้นของ SET ในรายสัปดาห์ยังไม่มีอะไรที่น่ากังวลในเชิงของแนวโน้มใหญ่ เพราะตราบใดที่ SET ในราย Weekly ยังคงไม่ถอยตัวลงมาปิดต่ำกว่ากรอบ 1,560-1,550 จุดอีกครั้ง จนส่งผลให้ค่าเฉลี่ย EMA 10 วันตัด EMA 25 วันลงไป หรือเกิด Dead Cross ขั้นที่ 3 (สำหรับ “นายหมูบิน” Dead Cross ขั้นที่ 1 และ 2 เป็นเพียงแค่ Noise เท่านั้น)

“นายหมูบิน” มองว่าการพักตัวสั้นๆของ SET จะเป็นการพักเพื่อไปต่อเหนือ 1,610 จุดอีกครั้งได้

ต่างชาติจะเป็นผู้กำหนด Downside Risk ! : ทิศทางของกระแสเงินทุนในตลาดการเงินโลกค่อนข้างสนับสนุนการปรับตัวลงเพื่อลดความร้อนแรงของตลาดหุ้นโลกได้เป็นอย่างดี จากการที่ในสัปดาห์ก่อนหน้า (20-26 ม.ค.2560) ทิศทางของกระแสเงินในตลาดการเงินโลกสะท้อนว่านักลงทุนเริ่มกลัวความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น เห็นได้ชัดเจนจากการที่แม้ว่าจะยังคงมีกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นโลกอยู่อีกราว 4.5 พันล้านดอลลาร์ แต่กับมีเงินทุนที่ใหญ่กว่าคือราว 8.0 พันล้านดอลลาร์ไหลเข้าตลาดพันธบัตรโลก เช่นเดียวกับโลหะมีค่าอย่างทองคำมีเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่องอีก 28 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ดีประเด็นที่ “นายหมูบิน” กังวลคงเป็นการไหลออกของเงินทุนจากตลาดหุ้นสหรัฐ และน้ำมันราว 2.5 พันล้านดอลลาร์ และ 81 ล้านดอลลาร์มากกว่า เพราะเป็นปัจจัยที่สะท้อนความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่ลดลงชัดเจน สอดคล้องกับผลสำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนในสหรัฐจาก AAII ที่ระบุว่าในช่วงเวลาเดียวกัน สัดส่วนนักลงทุนที่มองว่าตลาดหุ้นสหรัฐยังคงเป็นขาขึ้น หรือ Bullish ในระยะ 6 เดือนข้างหน้าลดลง 5.4% มาอยู่ที่ 31.6% สวนทางกับสัดส่วนนักลงทุนที่มองว่าตลาดหุ้นสหรัฐยังคงเป็นขาลง หรือ Bearish ในระยะ 6 เดือนข้างหน้าที่เพิ่มขึ้น 0.8% มาอยู่ที่ 33.5% ส่งผลให้ระดับ Bull vs Bear Spread ลดลงมาติดลบครั้งแรกในรอบ 12 สัปดาห์

อย่างไรก็ดีข้อดีคือ ตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดในภูมิภาคที่ยังคงมีกระแสเงินทุนไหลเข้าอีกราว 121 ล้านดอลลาร์ สวนทางกับตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียที่มีเงินทุนไหลออกราว 25 และ 2 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ ส่งผลให้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นกลุ่ม TIP ยังคงมีเงินทุนไหลเข้า 94 ล้านดอลลาร์ ดังนั้น “นายหมูบิน” ยังคงมองว่าการเคลื่อนไหวของนักลงทุนต่างชาติน่าจะยังคงเป็นปัจจัยที่จำกัด Downside Risk ของตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นๆได้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง

กรอบการถอยตัวยังคงจำกัด! : สาเหตุที่ “นายหมูบิน” มองว่าตลาดหุ้นไทยอาจได้รับผลกระทบจากปรับตัวลงของตลาดหุ้นสหรัฐ และแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติจำกัด นอกจากประเด็นเรื่องของทิศทางของค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง ตรงกันข้ามกับดอลลาร์สหรัฐที่ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า จากความไม่มั่นใจต่อนโยบายของผู้นำคนใหม่ของสหรัฐ ในแง่ของผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ Potential Upside Gain ที่นักลงทุนในตลาดการเงินโลกมองก็ถือว่าเป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ เพราะถ้าพิจารณาจากมูลค่าเหมาะสมในปีนี้ของสินทรัพย์เสี่ยงของโลกที่ Bloomberg Consensus ประเมินไว้จะพบว่าตลาดหุ้นโลกยังมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่สูงที่สุดในปีนี้ โดยมีตลาดหุ้นเอเชียเป็นผู้นำบนระดับ Potential Upside Gain ราว 12% ขณะที่ในกลุ่ม Commodities แทบไม่เหลือ Potential Upside Gain แล้ว โดยเฉพาะน้ำมันดิบโลก และทองคำมี Potential Upside Gain เหลือเพียง 3% และ 6% ตามลำดับเท่านั้น ซึ่งตลาดหุ้นไทยก็จะมีระดับ Potential Upside Gain ใกล้เคียงกันกับค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ราว 12% บนระดับมูลค่าเหมาะสมของ SET ที่ 1,779 จุดที่ Bloomberg Consensus ประเมินไว้ แม้ว่าโดยส่วนตัวผมจะมองว่าสูงเกินไปก็ตาม แต่ตลาดน่าจะให้น้ำหนัก และคาดหวังกับประมาณการจาก Bloomberg Consensus มากกว่าในช่วงต้นปีแบบนี้

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น : (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) กรณีที่ SET ยังคงปิดเหนือ 1,550 (+/-5) จุดได้ แนะนำ “อ่อนตัวซื้อเก็งกำไร” ในหุ้น PTT, PTTGC, TOP, BDMS, ROBINS, MINT, CPN, AAV, AOT, CK, SCB และ KBANK ขณะที่กรณีตรงข้ามที่ SET กลับมาปิดต่ำกว่า 1,550 (+/-5) จุดอีกครั้ง เพื่อลดความเสี่ยง ควรกลับมา “ถือเงินสด” หรือ “Wait and See” ไปก่อน สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “คงสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไว้ที่ระดับ 50% ของพอร์ต”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.con/moobin.stockmania และ e-mail ที่ moobin.stockmania@gmail.com แล้ว แฟนๆยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ทาง FM 101 ทุกวันอาทิตย์ในรายการ ”เซียนเศรษฐกิจ” เวลา 10.00-12.00 น.เช่นเดิมครับ

ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: Wealth Hunters Club

0 views0 comments