Search

KTBST จับตลาดมุสลิม


บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) ขยายฐานลูกค้า เปิดตลาดผู้ลงทุนชาวไทยมุสลิมให้ลงทุนตามหลักศาสนาอิสลาม พร้อมเปิดตัวบริการ “KTBSTSMART ALGO” ลงทุนอัตโนมัติสร้างผลตอบแทนตามกลยุทธ์ลงทุนที่เหมาะกับตนเอง

บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) หรือ KTBST เปิดตลาดลูกค้าใหม่ ขยายฐานสู่กลุ่มผู้ลงทุนชาวมุมลิมให้ลงทุนได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย ได้ขยายขอบเขตการให้บริการการเงินส่วนบุคคลที่ปรึกษาการเงิน หรือ Wealth Management ควบคู่ไปกับการให้บริการทางการเงินแบบครบวงจร ซึ่งจะเพิ่มฐานให้สินทรัพย์ภายใต้การดูแลของ Wealth Management มากขึ้น (จากสิ้นปี 2559 กว่า 30,000 ล้านบาท)

ทั้งนี้ ได้เปิดบริการ “KTBST-Islamic Wealth Management Service” ซึ่งยืนยันว่าเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ที่เป็นช่องทางรองรับนักลงทุนมุสลิมและสถาบันการเงินอิสลามที่ต้องการลงทุนให้ถูกหลักตามหลักชะรีอะฮ์

ปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการ ประกอบด้วย บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ตามหลักศาสนาอิสลาม (Islamic Equity Account) บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์อัตโนมัติ (Islamic Smart Algo) กองทุนส่วนบุคคลตามหลักศาสนาอิสลาม (Islamic Private Fund) การลงทุนในตราสารศุกูกในต่างประเทศ (Sukuk) และการแนะนำการลงทุนกองทุนรวมอิสลามิค LTF-RMF สำหรับลดหย่อนภาษีเงินได้

ที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2552 ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมมือกับ FTSE Russell ผู้นำด้านการให้บริการด้านดัชนีในต่างประเทศในการจัดทำดัชนี FTSE SET Shariah ซึ่งเป็นดัชนีราคาหุ้นที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาของกลุ่มหลักทรัพย์ที่สภาพคล่องสม่ำเสมอและสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ชะรีอะฮ์ซึ่งพิจารณาคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาอิสลามจาก Yasaar Limited บริษัทที่ปรึกษาทางการเงินที่เชี่ยวชาญเรื่องการลงทุนตามหลักศาสนาอิสลาม ดังนั้นนักลงทุนชาวมุสลิมจึงสามารถใช้ดัชนี FTSE SET Shariahเป็น Benchmark สำหรับการลงทุนในตลาดทุนไทย และสถาบันการเงินยังสามารถนำดัชนีไปใช้ในการออกผลิตภัณฑ์ทางการลงทุนอื่น เช่น กองทุนรวม กองทุน ETF และ Index Linked Products เป็นต้น เพื่อเสนอเป็นทางเลือกในการลงทุนให้กับลูกค้าของตน

ณ ธันวาคม 2559 ดัชนี FTSE SET Shariahมีหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบรวมทั้งสิ้น 111 หลักทรัพย์ มีมูลค่ารวมตามราคาตลาดประมาณ 5.2 ล้านล้านบาท ซึ่งชี้ให้เห็นว่าตลาดทุนไทยมีบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากที่ประกอบธุรกิจสอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลาม และกระจายอยู่ในกลุ่มธุรกิจต่างๆ ได้แก่ กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง กลุ่มบริการ กลุ่มเทคโนโลยี เป็นต้น

นายอรุณ บุญชม ประธานกรรมการ คณะกรรมการชะรีอะฮ์ กล่าวว่าคณะกรรมการชะรีอะฮ์ได้มีการพิจารณาคัดเลือกหุ้นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ตามหลักเกณฑ์ของประเทศมาเลเซียและตามหลักเกณฑ์ของประเทศตะวันออกกลาง พบว่ามีบริษัทจดทะเบียนที่สามารถลงทุนได้ตามหลักชะรีอะฮ์มากกว่า 500 บริษัท และหากพิจารณาตามเกณฑ์ของตะวันออกกลางจะมีบริษัทจดทะเบียนที่สามารถลงทุนได้ตามหลักชะรีอะฮ์ได้มากกว่า 100 บริษัท นับเป็นตัวเลือกในการพิจารณาคัดเลือก “หุ้นฮาลาล” สำหรับประชาชนมุสลิมและสถาบันการเงินอิสลามให้สามารถเข้าไปลงทุนในหุ้นได้มากขึ้น


For advertising please call: 02-2534691