เดินหน้า “ปรองดอง” ดีกว่าถูก “ดองเค็ม”


ถนนทุกสายมุ่งหน้าสู่การ “ปรองดอง” ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นแม่งานสำคัญ

โดยมีคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง เรียกโดยย่อว่า ป.ย.ป. ที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วนมาร่วมเป็นกรรมการ เป็นเครื่องมือ “สลายความขัดแย้ง”

ส่วนจะ “สำเร็จ” หรือไม่ ยังเป็นคำถามที่บรรดาคนที่ติดตามการเมืองยังเฝ้ามองดูด้วยความเป็นห่วง

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจสำหรับการปรองดองครั้งนี้คือ การลงมาเล่นของบรรดาคนสำคัญของ คสช.ตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ลงมาจนถึงบรรดาแม่ทัพนายกอง รวมทั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งทำให้บรรดาพรรคการเมือง ดูจะเชื่อมั่นว่าการปรองดองครั้งนี้น่าจะประสบความสำเร็จ เพราะมีโรด-แมปการเลือกตั้งรออยู่แล้ว ซึ่งแน่นอนว่าหลังพระราชพิธีสำคัญผ่านพ้นไป บรรยากาศการเลือกตั้งจะเริ่มขึ้นอย่างจริงจัง

ถามว่าทำไมบรรดาพรรคการเมืองจึงเชื่อว่าการปรองดองครั้งนี้น่าจะจริงเป็นจัง คำตอบคือท่าทีของ สุเทพ เทือกสุวรรณ แกนนำ กปปส.ที่เปลี่ยนไป คือ หลังจากที่รัฐบาลตั้ง ป.ย.ป. สุเทพเป็นนักการเมืองคนแรกที่ไม่เอาด้วยกับแนวทางของรัฐบาลและ คสช. โดยไม่ขอร่วมลง เอ็มโอยู ปรองดอง แต่ต่อมาไม่นาน ท่าทีของสุเทพเปลี่ยนใหม่ ไม่รู้ว่าเพราะไปได้ข้อมูลใหม่มาหรือไม่อย่างไร สุเทพกลับออกมาให้สัมภาษณ์ใหม่ว่าพร้อมสนับสนุนรัฐบาลในการสร้างความปรองดองเพราะเห็นถึงความจริงใจของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เป็นการพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือสำหรับสุเทพ

สัญญาณที่ออกมาจาก สุเทพ คงไม่ธรรมดา เพราะคนอย่าง สุเทพเคยถือดีว่าเป็นแกนนำ กปปส. แต่ถึงเวลานี้ดูจะไม่มีสิทธิต่อรองอะไรกับใครได้ โดยเฉพาะกับ คสช.ที่ว่ากันว่า เป็นพวกเดียวกันเอง เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงนักการเมืองรายอื่นๆ ที่พร้อมจะเข้าสู่กระบวนการปรองดอง ดีกว่ามองไม่เห็นอนาคตว่าจะได้กลับสู่สนามเลือกตั้งเมื่อไหร่

เพราะหากไม่เอาด้วยกับรัฐบาล อาจจะต้องเจอรายการ “ดอง” จริงๆ และแช่แข็งยาวนาน ในเมื่อผลการสำรวจของโพลต่างๆ ระบุตรงกันว่าอยากเห็นบ้านเมืองถูกปกครองด้วยกองทัพมากกว่านักการเมือง

หากบรรดานักการเมืองขืนทำมึนๆ ไม่รู้ว่าประชาชนและสังคมต้องการอะไร อาจตกขบวนประวัติศาสตร์

แต่อย่างไรก็ตาม การปรองดอง คงต้องหาสูตรให้ลงตัว เพราะเท่าที่เห็นมีการเสนอออกมา โดยเฉพาะการหยิบ “เปรมโมเดล” นำมาตรการแบบ 66/2523 มานำเสนอนั้น ไม่ตอบโจทย์ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน

66/2523 คือยุทธศาสตร์การต่อสู้เพื่อเอาชนะพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นความขัดแย้งระหว่างอำนาจรัฐกับพรรคคอมมิวนิสต์ แต่สถานการณ์ขัดแย้งปัจจุบันคือคนในชาติแบ่งสีแล้วทะเลาะกันเอง แถมร้าวลึกหนักกว่า เพราะเกี่ยวกับเรื่องของความยุติธรรม เรื่องของระบบสองมาตรฐาน แน่นอนว่าถ้าแก้ไม่ได้ ก็แก้ความขัดแย้งกันไม่ได้

อย่างไรก็ตาม จุดโฟกัสที่น่าสนใจที่สุดขณะนี้ นอกจากเปรมโมเดลแล้ว หนีไม่พ้นคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่นำโดย พล.อ.ประวิตร ซึ่งล่าสุดผุด “โมเดลปรองดอง” โดยการเรียกพรรคการเมือง กลุ่มมวลชนทางการเมือง มาร่วมพูดคุยและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสร้างความปรองดอง เพื่อทำให้เกิดการตกลงร่วมกันที่ทุกฝ่ายยอมรับ โดยมีกรอบเอ็มโอยูเพื่อยุติความขัดแย้ง โดยมีการ “ขีดเส้นใต้” ว่าจะไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ไม่มีการพูดถึงนิรโทษกรรมและการอภัยโทษโดยมีการกำหนดกรอบงานในส่วนนี้ไว้ที่เวลา 3 เดือน ที่คาดว่าจะเห็นหน้าเห็นหลังของการดำเนินการ

จริงอยู่แม้โมเดลดังกล่าวจะมีแรงต้านจากกลุ่ม กปปส.ที่ไม่เห็นด้วย แต่ต่อมาก็มีการกลับคำพูดใหม่พร้อมเสียงตอบรับการปรองดองกลับดังกระหึ่มเมืองโดยได้รับแรงหนุนจากบรรดานักการเมืองทั้งฝั่งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ที่ต่างออกมาขานรับเป็นเสียงเดียวกัน รวมไปถึงบรรดาคนเสื้อแดง แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ออกมาเชียร์สุดลิ่มทิ่มประตู อย่าง จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็ออกมาเด้งรับว่า ต้องเปิดประตูให้ทุกฝ่าย รัฐบาลต้องทำจริง ยิ่งช้ายิ่งขัดแย้ง และย้ำว่า นปช.ไม่เป็นอุปสรรค พร้อมโยนเงื่อนไขสุดซี้ด ส่อเพิ่มแรงเสียดทานบนถนนปรองดอง

เพราะสถานการณ์ขณะนี้ การจะทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลองปรองดอง คงไม่ได้แล้ว ในเมื่อไม่รู้ว่า คสช.กับรัฐบาล จะมีมาตรการอะไรออกมาอีก สู้เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ดีกว่าถูก “ดองเค็ม” หรือ “แช่แข็ง” ไม่ดีกว่าหรือ

ประเทศไทย กำลังจะเปลี่ยนใหม่ ทุกกติกา ทุกสังคม ขืนทำตัวขวางโลก ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องเจอของแข็งอะไรอีกบ้าง.

0 views0 comments