Search

PACE ดึงเครือ Appllo เสริมทัพ...ถือหุ้น 49% มูลค่า 8.4 พันล้าน


"เพซ ดีเวลลอปเมนท์" ดึง 2 กองทุนใหญ่ถือหุ้น 49% มูลค่ารวม 8,400 ล้านบาท โครงการมหานคร เพื่อนำเงินลดหนี้สินต่อทุนจาก 8 เท่า เหลือ 3 เท่า

นายสรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PACE เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมมือทางธุรกิจ กับ บริษัท อพอลโล โกลบอล แมเนจเมนท์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ “Apollo” หนึ่งในสถาบันจัดการการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของโลก เพื่อลงทุน 8,400 ล้านบาท ในโครงการมหานคร ผ่านการซื้อหุ้นเพิ่มทุนในบริษัท เพซ โปรเจ็ค วัน จำกัด (PP1) และบริษัท เพซ โปรเจ็ค ทรี จำกัด (PP3) การลงทุนครั้งนี้ ประกอบด้วยสัดส่วนการลงทุนของอพอลโล 5,900 ล้านบาท และโกลด์แมน แซ็คส์ 2,500 ล้านบาท ซึ่งร่วมสัดส่วนลงทุน 49% โดยแบ่งเป็น 3 ส่วนหลักของโครงการมหานคร ได้แก่ โรงแรมบางกอก เอดิชั่น ส่วนรีเทล มหานคร คิวบ์ รวมถึงจุดชมวิว ออบเซอร์เวชั่นเด็ค และรูฟท็อปบาร์ที่สูงที่สุดในไทย

สำหรับการร่วมทุนครั้งนี้ คาดเสร็จสมบูรณ์ในปลายเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งช่วยให้โครงสร้างการเงินของบริษัทเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยจะนำเงินกว่า 2,000 ล้านบาท คืนหนี้เงินกู้ ช่วยให้หนี้สินต่อทุนของบริษัทลดลงจาก 8 เท่า มาอยู่ที่ 3 เท่า และเงินส่วนที่เหลือใช้พัฒนาโครงการใหม่ และใช้ขยายธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ภายใต้แบรนด์ ดีน แอนด์ เดลูก้า ทั้งในไทย และสหรัฐ

สำหรับโครงสร้างรายได้ของเพซ ดีเวลลอปเมนท์ ในปี 2560 ส่วนใหญ่จะมาจากการโอนโครงการมหานคร ปัจจุบันขายไปแล้ว 10,000 ล้านบาท เริ่มรับรู้เมื่อปี 2559 ประมาณ 1,000 ล้านบาท และจะรับรู้ในปีนี้อีก 9,000 ล้านบาท และยังไม่รวมส่วนที่ยังเหลือขายอีกราว 5,000 ล้านบาท เชื่อว่าจะขายได้ทั้งหมดในปีนี้ และในช่วงปลายปีนี้ คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้บางส่วนจากโครงการมหาสมุทรประมาณ1,000-2,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้อีกส่วนหนึ่งจะมาจากธุรกิจเครื่องดื่มและอาหาร ภายใต้แบรนด์ ดีน แอนด์ เดลูก้า ซึ่งปีก่อนมีรายได้ราว 100 ล้านดอลลาร์ คาดว่าปีนี้จะเติบโต 15-20% จากการขยายสาขาทั้งในและต่างประเทศ และในอีก 2-4 ปีข้างหน้า บริษัทก็มีแผนที่จะนำบริษัทย่อยนี้แยกเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

“ในอนาคตรายได้จากอสังหาฯ เพื่อขาย จะค่อนข้างทรงตัวปีละประมาณ 10,000 ล้านบาท จากการเปิดโครงการใหม่ปีละ 2-3 แห่ง ขณะเดียวกันบริษัทจะเน้นรายได้จากธุรกิจอสังหาฯ ที่สร้างรายได้แน่นอน และอีกส่วนหนึ่งจะมาจากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจที่สร้างรายได้ค่อนข้างมั่นคง และไม่ผันผวนมากตามภาวะเศรษฐกิจ”

นายสรพจน์ กล่าวอีกว่า โครงการใหม่ที่จะเปิดตัวในปีนี้มีอย่างน้อย 2 โครงการ คือ คอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ มูลค่า 3,000 ล้านบาท และโครงการสกี รีสอร์ต ที่ประเทศญี่ปุ่น มูลค่า 4,000 ล้านบาท นอกจากนี้ มีแผนที่จะซื้อที่ดินเพิ่มในกรุงเทพฯ เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการต่อไป ส่วนโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ คือ โครงการมหาสมุทร มูลค่า 7,000 ล้านบาท จะรับรู้รายได้ในปี 2561 โครงการคอนโดมิเนียม นิมิตหลังสวน จะรับรู้รายได้ในปี 2562 และโครงการใหม่ในปีนี้จะรับรู้รายได้ในปี 2563

Credit ภาพ: http://www.mahanakhon.com


For advertising please call: 02-2534691