สัมพันธ์ 2 ชาติดีขึ้น..Trump มา = ไทยสบาย


ฟันธง! 4 ปี “ทรัมป์” สร้างความแตกแยกทั้งในบ้านและนอกบ้าน สื่อใหญ่ทั่วโลกรวมตัวแอนตี้ โจมตีแบบรายวัน แต่ “ทรัมป์” ซะอย่าง แรงมา ก็แรงกลับ แถมย้ำชัด เดินหน้าทำตามที่ลั่นปากช่วงหาเสียง เน้นนโยบายเพื่อผลประโยชน์เป็นหลัก อุดมการณ์ หลักสิทธิมนุษยชนเป็นรอง เชื่อ...ความสัมพันธ์กับไทยจะดีขึ้น ไม่ยึดติดกับเรื่องเดิมๆ

รศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ กล่าวในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ที่จัดโดยกองบรรณาธิการ “ดอกเบี้ยธุรกิจ” ถึงบรรยากาศพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีของ โดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีคนใหม่ สรุปได้ว่า...

1. โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่าจะพูดจริง ทำจริง ตามที่เคยหาเสียงไว้ทุกประการ ดังนั้น ทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งสังคมสหรัฐต้องเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ

2. สิ่งที่ตามมาคือสังคมสหรัฐจะเป็นสังคมแห่งความแตกแยกที่ร้าวลึก จากผลการเลือกตั้งและการขึ้นเป็นประธานาธิบดีของทรัมป์

“หลังพิธีสาบานตนมีการเดินขบวนประท้วงอย่างใหญ่ทั่วประเทศไม่ใช่เฉพาะที่วอชิงตัน ดี.ซี. การประท้วงครั้งนี้เป็นการเดินขบวนประท้วงของสุภาพสตรี แต่ก็มีเด็ก ผู้ชาย มาร่วมด้วย เรื่องของเรื่องคือ หลังจากวันเลือกตั้งมีผลออกมาว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะ แต่ไปแพ้คะแนนรวม ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ปลดเกษียณแล้วที่อยู่แถบฮาวาย เขียนข้อความลงเฟซบุ๊กว่าผู้หญิงด้วยกันควรไปเดินขบวนประท้วงในวอชิงตัน ดี.ซี. ทำให้เป็นกระแสที่จุดติดขึ้นมา ส่งผลให้หลายๆ คนมาร่วมด้วยเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ แต่การประท้วง โดนัลด์ ทรัมป์ ถือว่าไม่ดี เพราะเวลาที่ดู โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องแยกความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบส่วนตัว โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีตามการเลือกตั้งของประเทศสหรัฐ ถึงจะมีความบกพร่องอะไรก็ตาม แต่ก็ชนะการเลือกตั้ง ซึ่งการชนะการเลือกตั้งแบบนี้แล้วจะไปโค่นล้มหรือคิดจะไปถอดถอนตรงนี้ถือเป็นนิมิตรหมายที่ไม่ดีว่าสังคมสหรัฐมีความแตกแยก และ โดนัลด์ ทรัมป์ จะทำงานลำบาก และทุกอย่างที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ทำก็จะมีการต่อต้านตลอด

“การจะดึงคนที่ต่อต้านเข้ามาร่วมกับ โดนัลด์ ทรัมป์ คงไม่มีโอกาส และในอีก 4 ปีข้างหน้าความแตกแยกจะยิ่งลึกขึ้น สังคมอเมริกันจะไม่น่าอยู่ การเมืองสหรัฐจะไม่ดีขึ้นเลย แต่มีความหวังอย่างเดียวคือ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นคนแรง ถ้าใครแรงมาก็โดนตอกกลับทันที แต่ว่าการกระทำแบบนี้ถ้าโชคดีจะเป็นสัญญาณกระตุ้นทั้งในพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตที่จะประนีประนอมมากขึ้น และก็จะมีการล้างบางกันในพรรครีพับลิกัน มีการต่อสู้กันขึ้นและในที่สุด โดนัลด์ ทรัมป์ จะเป็นประธานาธิบดีเพียงวาระเดียว พูดง่ายๆ คือพรรครีพับลิกันมีจุดยืน ถ้าออกมาดีก็จะมีจุดยืนร่วมกันมากขึ้นทั้ง 2 พรรคและการเมืองโดยรวม ปรากฏการณ์ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้จะตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องหาจุดยืนร่วมกัน”

รศ.ดร.ฐิตินันท์ ประเมินต่อด้วยว่าจากสิ่งที่ปรากฏขึ้นดังกล่าวจะทำให้ช่วงเวลา 4 ปีข้างหน้าของสหรัฐเป็นช่วงเวลาของการเผชิญหน้าและมีความแตกแยกแบ่งขั้วอย่างฝังรากลึกแบบไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งจากนี้สหรัฐจะไม่สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำในการเรียกร้องให้ประเทศอื่นเคารพสิทธิมนุษยชนหรือเคารพในหลักการประชาธิปไตย

3. สุนทรพจน์ของ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นสุนทรพจน์การสาบานตนที่ไม่ธรรมดา ไม่เหมือนสุนทรพจน์ของอดีตประธานาธิบดีอย่าง โรนัลด์ เรแกน, บารัก โอบามา, บิล คลินตัน หรือ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ที่พูดในมุมกว้าง จะไม่ลงลึกไปในรายละเอียด เป็นไปตามขั้นตอนมาตรการต่างๆ พูดในเชิงความหวังหรือความฝันในภาพกว้างว่าสหรัฐควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรในโลกและสังคมสหรัฐจะเดินหน้าอย่างไร แต่สุนทรพจน์ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงรายละเอียดเป็นข้อๆ และเป็นสุนทรพจน์ เน้นและแสดงความเจ็บปวด ความน้อยเนื้อต่ำใจ และแค้นเล็กๆ โดยเฉพาะในประเด็นเศรษฐกิจ-สังคมของสหรัฐอเมริกาที่ย่ำแย่และถูกเอารัดเอาเปรียบจากประเทศทั่วโลก ซึ่งถึงเวลาที่จะต้องปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาและชาวอเมริกัน

4. สื่อมวลชนรายใหญ่ทุกแขนงในอเมริกา มีแนวคิดและทิศทางนำเสนอข่าวในเชิงโจมตีประธานาธิบดีทรัมป์ ทั้งเรื่องส่วนตัวและนโยบายการบริหารงานอย่างชัดเจน

“เราต้องระวังเวลาที่ติดตามสื่อมวลชนต่างๆ ต้องฟังหูไว้หูตลอด อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ ต้องระวังสื่อมวลชนต่างๆ จะมีการเอนเอียงเพราะไม่ชอบ โดนัลด์ ทรัมป์ อย่าง CNN , Washington Post , New York Times มีการลงข่าวถล่ม โดนัลด์ ทรัมป์ กันใหญ่ เพราะฉะนั้นสื่อมวลชนหลักของโลกจะเกิดการต่อต้าน โดนัลด์ ทรัมป์ เราอยู่ที่นี่ การเสพสื่อก็ต้องรับรู้ตรงนี้ไว้ด้วยว่าสื่อมวลชนแอนตี้ โดนัลด์ ทรัมป์ เวลาอ่านข่าวจะต้องหาข่าวอีกข้างบ้าง โดยส่วนตัวได้ติดตามคนที่เข้าร่วมในพิธีสาบานตนว่าได้มีการพูดอะไรกันบ้าง ชาวบ้านที่เลือก โดนัลด์ ทรัมป์ มีความคิดเห็นอย่างไร ซึ่งชาวบ้านก็คิดอย่างที่ โดนัลด์ ทรัมป์ พูดถึงประเด็นหลักในสุนทรพจน์ คือ ต้องการยึดประเทศสหรัฐคืนมา เอากลับไปให้ประชาชนหลังจากโดนยึดจากคนกลุ่มน้อย คือชนชั้นนำที่อยู่วอชิงตัน ดี.ซี. หรือนิวยอร์ก ซึ่งโดยส่วนตัวก็เคยสัมผัสและเห็นอยู่เวลาที่ไปทำงานบรรยายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น คือจะมีแต่พวกปัญญาชน คนกลุ่มนี้คือกลุ่มคนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหาว่ายึดสหรัฐไป เพราะฉะนั้นเวลาที่ดูสื่อมวลชนต้องฟังหูไว้หู ต้องรับรู้ว่าคนที่ชอบ โดนัลด์ ทรัมป์ มีประมาณครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งไม่ชอบ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งคนที่ไม่ชอบเสียงจะดังกว่าคนที่ไม่ชอบเพราะสื่อของสหรัฐมีความลำเอียง”

ทั้งนี้ รศ.ดร.ฐิตินันท์ ยังกล่าวถึงสุนทรพจน์ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยว่า มีประโยคหนึ่งที่ชัดเจนคือ สหรัฐจะไม่บังคับให้ประเทศไหนมาดำเนินชีวิตแบบเขา แต่สหรัฐจะทำตัวเองให้เป็นตัวอย่าง ซึ่งประเด็นนี้แสดงให้เห็นว่านโยบายการต่างประเทศของ โดนัลด์ ทรัมป์ จะแตกต่างจาก บารัก โอบามา โดยจะดำเนินนโยบายที่เน้นประโยชน์ของประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ส่วนค่านิยม อุดมการณ์ หลักสิทธิมนุษยชนจะไม่ได้เป็นตัวหลักในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ

“ส่วนความสัมพันธ์ของสหรัฐในเอเชียนั้น ล่าสุดได้ไปโตเกียวเพื่อไปบรรยายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนญี่ปุ่นและเกาหลี พบว่าทุกคนและทุกฝ่ายกำลังพยายามทำใจ ตั้งตัวว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะมาไม้ไหนและต้องรับมืออย่างไร ต่อไปต้องจะเป็นอย่างไร ซึ่งญี่ปุ่นก็พะวงมาก พร้อมทั้งมีการวางแผนอยู่แล้วว่าสหรัฐจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และยังกังวลหนักว่าสหรัฐจะยังเป็นพันธมิตรหลักหรือไม่ และจะมีบทบาทขนาดไหน ขณะที่เกาหลีใต้กลัวเรื่องนิวเคลียร์เกาหลีเหนือเป็นหลัก และปัญหาภายในประเทศที่จะมีการเลือกตั้งอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ทำให้เกาหลีใต้จะต้องจัดการปัญหาภายในและรับมือกับปัญหาเรื่องนิวเคลียร์ให้ได้...

จากการได้ฟังแล้วทุกคนเป็นห่วงกันหมดว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะมาไม้ไหน ซึ่งคาดคะเนลำบาก แต่โดยรวมแล้วจากการสังเกตคำสุนทรพจน์ว่าความสัมพันธ์กับประเทศในเอเชียจะยึดเรื่องผลประโยชน์เป็นหลัก เรื่องสิทธิมนุษยชนหรือประชาธิปไตยทั้งหลายแม้จะไม่ทิ้ง แต่จะไม่เป็นตัวหลักในการกำหนดนโยบาย ส่วนนัยยะความสัมพันธ์สหรัฐกับไทยจะมีโอกาสที่จะไปอีกทางหรือขับเคลื่อนไปในคนละทิศทางกับที่ผ่านมา ซึ่งสมัย บารัก โอบามา ไปทางเรียกร้องสิทธิมนุษยชนหรือเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ คงมาดูอีกทีว่าจะทำอะไรกันร่วมกันได้หรือไม่ คงไม่ทิ้งเรื่องของการเลือกตั้งของไทย แต่คงไม่มาเรียกร้องฉับพลันหรือชั่วข้ามคืน อันนี้ก็เป็นนัยยะของโครงการต่างประเทศ”

ส่วนสุนทรพจน์ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เป็นประเด็นเศรษฐกิจนั้น รศ.ดร.ฐิตินันท์ กล่าวว่า ชัดเจนว่าพุ่งเป้าไปที่การต่อต้านจีน ขณะเดียวกันคือต้องการให้บริษัทสหรัฐกลับมาลงทุนในบ้าน แต่คงไม่สำเร็จ 100% ตามที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการ บริษัทต่างๆ จะทำตามบ้างแบบแบ่งรับแบ่งสู้

“อีกประการคือไม่ได้มีการพูดถึงรัสเซียเลย คือการต่างประเทศมีการพูดน้อย ท่าทีของโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อรัสเซียจะค่อนข้างไปในแบบที่อ่อนน้อม เพราะฉะนั้นก็คงอาจจะใช้หมากรัสเซียไปกดดันจีนหรือไม่ ต้องติดตาม เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วก็จะมีผลต่อสหรัฐกับเอเชีย แต่โดยรวมแล้วเป็นสุนทรพจน์ที่ตอกย้ำความแตกแยกในสังคมสหรัฐ และการต่อต้าน โดนัลด์ ทรัมป์ จะมีทั่วโลกคิดว่าในระบบเศรษฐกิจสังคมการเมืองโลกภายใต้ยุคของ โดนัลด์ ทรัมป์ น่าจะมีความตึงเครียดมากขึ้น แต่ความสัมพันธ์ไทยและสหรัฐอาจจะดีขึ้นเพราะจะไม่มายึดติดกับวาระเดิมๆ อาจจะมาดูว่ามีอะไรทำร่วมกันได้และเดินไปข้างหน้าโดยที่ไม่ทิ้งเรื่องของโรดแมป แต่ดูเรื่องของผลประโยชน์ที่ร่วมกันได้เป็นหลัก

นอกจากนี้ รศ.ดร.ฐิตินันท์ยังทิ้งท้ายถึงอีกหนึ่งประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจการเงินโลกคือ Brexit ด้วยว่าประเด็นหลักของ Brexit มีอยู่ 3 เรื่อง คือ 1. ไม่มีการย้อนกลับ Brexit เกิดขึ้นแน่ และก็กำลังจะเกิดขึ้น 2. อังกฤษจะเป็น Hard Brexit หรือไม่ จะกระแทกแรงหรือไม่ หรือจะประนีประนอมเป็น Brexit ที่ออกจากสหภาพยุโรป แต่ยังอยู่ใน Single Market หรือยังมีความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปอย่างลึกซึ้งหรือไม่ ซึ่งแนวโน้มขณะนี้คาดว่าจะเป็น Hard Brexit และ 3. ผลกระทบที่ตามมา หลังอังกฤษออกมาจากสหภาพยุโรปอย่างชัดเจนเต็มตัว

“ถ้าเป็นแบบนี้แล้วผลกระทบจะเป็นอย่างไรนั้น คิดว่าอังกฤษมีแรงฮึดสูงเพราะต้องมาต่อสู้ด้วยตัวเอง จะไปพึ่งพาสหภาพยุโรปคงไม่ได้แล้ว ก็จะมีผลกระทบต่อหลายประเทศ อย่างไทยอาจมีอานิสงส์ที่ดีเพราะอาจมีการลงทุนเพิ่มแถวนี้โดยเฉพาะอาเซียน หรืออังกฤษอาจจะมาสนใจในเอเชียมากขึ้น เพราะไม่ต้องไปผูกติดกับสหภาพยุโรปอีกแล้ว ก็เป็นโอกาสของไทยที่จะเดินหน้าสร้างสัมพันธไมตรีกับอังกฤษและยูเครนโดยที่ไม่ต้องผ่านสหภาพยุโรป ซึ่งอย่างยูเครนมีความคล่องตัวสูง และอังกฤษฝีมือก็ไม่เบา คิดว่าสามารถเอาตัวรอดได้ แต่ในช่วง 2-3 ปีแรกอาจขรุขระบ้าง”

0 views0 comments