มั่นใจ Supply Chain เอื้อ! คำขู่ฟ่อๆ “ทรัมป์” ...อุตฯรถไทยบ่ยั่น


ภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยประเมินนโยบายอุตสาหกรรมรถยนต์มะกันยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่น่ากระทบไทยมาก ไทยมีการส่งออกไปอเมริกาแค่ 2.6% จากมูลค่าส่งออกร่วม 9 แสนล้านบาท ถือว่าจิ๊บๆ เชื่อมั่นอุตฯรถยนต์ต่างชาติ-ญี่ปุ่นยังใช้ไทยเป็นฐานการผลิต “ซัพพลายเชน” ป้อนตลาดทั่วโลก

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวผ่านรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ถึงอุตสาหกรรมรถยนต์ประเทศไทย จะได้รับผลกระทบจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาหรือไม่ว่าคงไม่ได้เล็งมาที่ไทย เพราะไทยส่งสินค้ารถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบต่างๆไปสหรัฐอเมริกาในปี 2558 เพียงแค่ 2.6% จากยอดที่ไทยส่งออกทั้งหมดอยู่ที่กว่า 8.63 แสนล้านบาท ถือว่ามีจำนวนไม่มาก และถ้าพิจารณาการส่งออกรถยนต์ของไทยไปสหรัฐอเมริกา ก็จะเป็นการส่งในรูปแบบรถยนต์ขนาดเล็ก ราคาถูก และปล่อยมลพิษต่ำ

“จะเป็นผลดีต่อคนสหรัฐอเมริกาด้วยซ้ำ สอดคล้องกับที่ทรัมป์หาเสียงไว้ด้วย ว่าจะให้คนสหรัฐอเมริกาอยู่ดีกินดี และชาติที่เขาเพ่งเล็ง น่าจะแถบอเมริกาเหนือ เม็กซิโก เนื่องจากเม็กซิโก มีการผลิตรถยนต์ถึง 3.5 ล้านคันในปี 2558 แต่ใช้ในประเทศแค่ 1.35 ล้านคันเท่านั้น ที่เหลือส่งไปไหน จะเห็นได้ว่า 6.9 แสนคัน ผลิตโดยค่ายรถจีเอ็มที่ว่าไปผลิตในเม็กซิโก ของฟอร์ดก็ประมาณ 4.3 แสนคันในเม็กซิโก และพวกนี้ส่งไปไหน ส่วนใหญ่ก็ส่งไปที่สหรัฐอเมริกา และสหรัฐอเมริกาปีหนึ่งขายรถยนต์ประมาณ 16-17 ล้านคัน แต่ว่ามีการผลิตรถยนต์ในประเทศแค่ 10 ล้านคัน ที่เหลือเป็นการนำเข้า”

ทั้งนี้ จีเอ็มผลิตรถยนต์ในสหรัฐอเมริกาประมาณกว่า 2 ล้านคัน แต่ผลิตทั่วโลกเกือบ 10 ล้านคัน ตรงนี้ก็อยากจะให้ทางผู้ผลิตในสหรัฐอเมริกา ถ้าจะไปผลิตรอบๆบ้านแล้วส่งเข้าไปขายที่สหรัฐอเมริกา คงจะไม่อยากส่งเสริมแบบนี้อีก และจะดึงกลับไปผลิตในสหรัฐอเมริกา เพื่อสร้างงานให้คนในประเทศ แม้คนในประเทศจะซื้อของแพงขึ้น แต่ก็จะได้รับผลในแง่เรื่องของภาษี โดยภาษีเงินได้ก็จะลดลงด้วยตามนโยบายทรัมป์

อย่างจีเอ็มก็ไปผลิตที่จีน เขาก็คงไม่อยากกลับเข้าไปผลิตในสหรัฐอเมริกา เพราะถ้ากลับไป ก็จะส่งไปขายในจีนได้ไม่มาก ราคาจะสูง ดังนั้นจีเอ็มก็ผลิตที่จีนร่วมหุ้นกับทางคนจีน เป็นชื่อของกลุ่มของจีนประมาณกว่า 3.5 ล้านคัน ตรงนี้สามารถขายในจีนด้วย ไม่ได้ส่งไปขายที่อื่น ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์เป็นนักธุรกิจ มีความฉลาดว่าส่วนไหนควรจะดึงกลับ ส่วนไหนไม่ควรดึงกลับ ส่วนนี้ถือเป็นการส่งออกของจีเอ็มด้วยที่ว่าไปผลิตในจีน หรือว่าไปผลิตอยู่แถวยุโรปก็ขายในแอเรียนั้น ก็สู้กับผู้ผลิตในภูมิภาคได้ ด้วยต้นทุน ด้วยอุปกรณ์ต่างๆพอๆกัน หรือว่าผลิตในไทยหรือในเอเชียก็เหมือนกัน คือขายในแอเรียพวกนี้ คือจีเอ็มผลิตทั่วโลกกว่า 9 ล้านคัน แต่ว่าเขาขายก็ราวๆนี้ เรียกว่าเขาสู้กับผู้ผลิตในท้องถิ่นได้ นั่นเป็นการส่งออก ทำให้บริษัทสหรัฐอเมริกามีรายได้ดีขึ้น ก็จะได้เสียภาษีให้กับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้มากขึ้น ถือเป็นนโยบายของเขาที่มองเป็นจุดๆในฐานะนักธุรกิจว่าจะทำอย่างไรให้คนสหรัฐอเมริกาดีขึ้น”

นายสุรพงษ์กล่าวถึงอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย ควรจะหาประโยชน์จากนโยบาย “โดนัลด์ ทรัมป์” อย่างไรว่า คือสิ่งที่ทำในไทย พวกชิ้นส่วนต่างๆที่ไทยส่งออก ไทยมีรถยนต์เล็กที่ผลิตได้ในราคาถูก ถ้าผลิตในสหรัฐอเมริกาก็คงต้องผลิตในราคาสูง ตรงนี้จะได้ประโยชน์ ดังจะเห็นได้ว่าในปีที่ผ่านมาไทยส่งรถยนต์ไปแถวๆตลาดสหรัฐอเมริกามีสัดส่วนประมาณกว่า 9% แต่ส่งเข้าไปในสหรัฐอเมริกาเพียง 2.65% ตรงนี้ ต่อไปก็คงน่าเพิ่มขึ้นได้ ในแง่ที่ว่าสิ่งที่ไทยผลิต เป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมของสหรัฐอเมริกา

“มีการมองว่า หากส่งไปสหรัฐอเมริกาก็กลัวมีปัญหาเหมือนอย่างเฟียตโดนเล่นเรื่องโกงค่าไอเสีย ส่วนโฟล์กถูกฟ้องร้อง 4.3 พันล้านเหรียญ ขณะที่ของไทย ภาครัฐจะตรวจสอบคาร์บอนไดออกไซต์ก่อน พวกที่อยู่ในเรื่องของมาตรฐานอุตสาหกรรมต่างๆ มลพิษทางอากาศต่างๆ รัฐบาลเราจะตรวจก่อน ถึงจะอนุมัติให้ผลิต ส่วนของสหรัฐอเมริกาจะปล่อยให้ขายในท้องตลาดก่อน แล้วค่อยสุ่มตรวจ ส่วนของไทยตรวจก่อนเกิด ดังนั้น ความมั่นใจก็จะมีมากกว่า” นายสุรพงษ์กล่าว และว่าในเรื่องชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยคงไม่ได้รับผลกระทบ แต่ก็ต้องติดตามนโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะออกมา ว่าจะมีอะไรที่จะส่งผลกระทบหรือไม่ หากถ้าผู้ผลิตทุกรายถูกบีบให้ไปผลิตที่สหรัฐอเมริกา มองว่าไทยจะกระทบหรือไม่นั้น ตรงนี้สหรัฐอเมริกาคงไม่เอาทุกจุด คงจะเอาจุดที่ว่าผลิตในแถบนั้นแล้วส่งไปขายในสหรัฐอเมริกา แต่ถ้าไปผลิตในภูมิภาค และขายในภูมิภาคนั้นๆ ก็ถือว่าเป็นการสนับสนุนให้บริษัทของสหรัฐอเมริกาส่งออกได้มากขึ้น เพราะสามารถแข่งขันกับบริษัทในภูมิภาคนั้นๆ ซึ่งปีต่อปีจีเอ็มจะมียอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยปี 2559 จีนมียอดขาย 28 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจาก 24 ล้านคันของปี 2558 ก็เป็นผลดีจากที่บริษัทของสหรัฐอเมริกาไปตั้งอยู่ในภูมิภาคเพื่อแข่งขันกับบริษัทในภูมิภาค ซึ่งไม่ใช่รถยนต์อย่างเดียว ยังมีอีกหลายสินค้า เหมือนกับสนับสนุนส่งเสริมให้สหรัฐอเมริกาส่งออกเพื่อแข่งขันกับผู้ผลิตในภูมิภาคนั้นๆได้

เรื่อง TPP ที่ล่าสุดมานี้อาจฟื้นคืนชีพนั้น ผมมองว่าแม้จะไม่มีเรื่อง TPP ก็ยังมีการกระจายความเสี่ยงไปลงทุน ตรงนี้หมายถึงว่าบริษัทที่ผลิตรถยนต์ในไทย ต้องกระจาย และดูโอกาสในการที่จะทำธุรกิจ ก็มีการไปผลิตอยู่ในอินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ยกตัวอย่าง โตโยต้ามีการผลิตรถยนต์ปีละ 10 ล้านคัน แต่มีการผลิตในญี่ปุ่น 3-4 ล้านคัน นอกจากนี้ก็กระจายผลิตไปทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 15 ประเทศ ตรงนี้ก็เป็นการให้เห็นว่า การค้าจะดูโอกาสในการทำธุรกิจมากกว่า อย่างเวียดนามมีประชากร 90 ล้านคน ส่วนไทยเรากว่า 65 ล้านคน อินโดนีเซีย 250 ล้านคน ฟิลิปปินส์ 100 ล้านคน เพราะฉะนั้นโอกาสที่เขาจะทำธุรกิจในภายภาคหน้า ก็มีการลงทุนในอินโดนีเซีย เวียดนามมาก ฟิลิปปินส์ก็ไม่น้อย ต่อไปก็จะเป็นพม่าซึ่งมีประชากรน้อยกว่าไทยเล็กน้อย สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เขาจะมองในอนาคต”

นายสุรพงษ์กล่าวว่าประเทศไทยเป็นสาขาแรกที่โตโยต้าตั้งนอกญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2500 เพราะมองโอกาสไทยจะมีการเติบโต ไม่กี่ปีก็ผลิตรถได้ 4-5 แสนคันในไทย อย่างปีที่แล้ว สรุปมีการผลิตในไทยตั้งแต่แรกจนปัจจุบันรวมทั้งสิ้นถึง 5-6 แสนล้านคัน ตรงนี้คือโอกาสในการมองว่า จะเพิ่มการผลิตการขายของเขาได้แค่ไหน ไทยเป็นโรงงานแห่งที่ 2 รองจากบราซิลที่โตโยต้าตั้งนอกประเทศญี่ปุ่น ซึ่งขณะนั้นปี 2500 จีดีพีของไทยยังเล็กอยู่น่าจะ 100-200 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ตอนนี้อยู่ที่ 6 พันเหรียญสหรัฐ คือรายได้ต่อคนต่อปี จีดีพีของไทยก็น่าจะ 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ตรงนี้คือการมองภายหน้าในการทำธุรกิจ จีดีพีเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ว่าจะเพิ่มปริมาณการส่งออก แต่ถึงไม่มีพวกนี้ แต่ไทยก็เติบโตก่อนเพื่อนบ้าน แต่ตอนนี้ก็มีการเปิดประเทศแล้ว และเจอการแข่งขันที่ค่อนข้างรุนแรงเหมือนกัน ซึ่งคนของไทยไม่เพียงพอ และยังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และมีอีกหลายปัจจัยที่สหรัฐอเมริกาต้องเอามาคิด “ภาคการเมืองไทยก็ยังไม่นิ่ง ภัยธรรมชาติก็ยังแก้อะไรไม่ได้มากที่เป็นรูปธรรมชัดเจนนัก”

0 views0 comments

For advertising please call: 02-2534691