Search

น้ำท่วมภาคใต้เสียหาย 2.7 หมื่นล้าน..แบงก์ช่วยพักหนี้-ยืดหนี้-ลดดอกเบี้ย


ประเมินน้ำท่วมภาคใต้ฉลองศกใหม่เสียหายกว่า 2.7 หมื่นล้านบาท รับผลกระทบทั้งยาง ปาล์ม ธุรกิจค้าปุ๋ยและเคมีเกษตร ฟาร์มเลี้ยงกุ้ง ประมง ยันท่องเที่ยว ด้านแบงก์ต่างๆ ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าเต็มพิกัด ไม่ว่าจะพักหนี้ ยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย ให้กู้เพิ่มเสริมสภาพคล่อง

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ประเมินผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้ ตั้งแต่ 2 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา กระทบกับพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ ประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมถึงธุรกิจท่องเที่ยวภาคใต้ ซึ่งน่าจะทำให้เม็ดเงินหายจากเศรษฐกิจภาคใต้ประมาณ 27,400 ล้านบาท โดยชาวสวนยางพาราได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะฝนที่ตกต่อเนื่อง น้ำท่วมและการขนส่งถูกตัดขาด ทำให้ผลผลิตยางทั้งระบบลดลง 281,000 ตัน หรือร้อยละ 6.3 ของปริมาณยางทั้งปีทั่วประเทศ คิดเป็นเม็ดเงิน 19,124 ล้านบาท ธุรกิจผลิตยางแผ่น/ยางแท่ง รมควันยาง น้ำยางข้น จำเป็นต้องหยุดผลิตชั่วคราว

ด้านปาล์มน้ำมัน คาดผลผลิตลดลงกว่า 5 แสนตัน หรือร้อยละ 4.8 ของปริมาณผลผลิตทั้งปีทั่วประเทศ มูลค่าประมาณ 2,939 ล้านบาท โดยจังหวัดกระบี่ สุราษฎร์ธานีและชุมพร เป็นพื้นที่ปลูกปาล์มสำคัญที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ส่งผลต่อธุรกิจลานปาล์ม โรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบอาจมีวัตถุดิบไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลผลิตที่ลดลงจะเกิดเพียงช่วงสั้นๆ เนื่องจากยางพาราและปาล์มจะกลับมาผลิตได้ตามปกติหลังน้ำลด แตกต่างจากธุรกิจค้าปุ๋ยและเคมีเกษตร ซึ่งขายสินค้าให้ชาวสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมัน แม้ว่าเกษตรกรจะกลับมาเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายได้ แต่ยอดขายปุ๋ยและเคมีภัณฑ์เดือนมกราคมจะลดลงประมาณ 282 ล้านบาท และรายได้ธุรกิจชะลอตัวไปอีกระยะหนึ่ง เพราะเกษตรกรมีรายจ่ายเพิ่มจากการฟื้นฟูซ่อมแซมที่พักและยานพาหนะหลังน้ำท่วม

ส่วนฟาร์มเลี้ยงกุ้ง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญตามแนวชายฝั่งทะเลภาคใต้ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม คาดว่าทำให้ผลผลิตกุ้งลดลงกว่า 4,500 ตัน มูลค่าประมาณ 838 ล้านบาท และต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือนเพื่อฟื้นฟูการเพาะเลี้ยงกุ้งให้เข้าสู่ภาวะปกติ สำหรับเรือประมง โดยเฉพาะเรือขนาดเล็กยังถูกห้ามออกจากฝั่งเพราะลมมรสุมรุนแรง จึงต้องหยุดทำประมงไปโดยปริยาย ทำให้สูญเสียโอกาสจากการขายปลาและสัตว์น้ำคิดเป็นมูลค่าประมาณ 751 ล้านบาท กระทบกับธุรกิจแปรรูปอาหารทะเล อาหารทะเลกระป๋อง ล้ง แพปลา

ทั้งนี้ แม้ว่าน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก แต่ก็กระทบต่อพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตกซึ่งเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวเช่นกัน เนื่องจากนักท่องเที่ยว เกิดความไม่มั่นใจในสถานการณ์ บางส่วนอาจยกเลิก หรือ ชะลอการเดินทางเพื่อรอดูสถานการณ์ให้ชัดเจนขึ้น ทำให้ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านสนามบินต่างๆ และยอดเข้าพักแรมลดลง คิดเป็นการเสียโอกาสสร้างรายได้ประมาณ 3,533 ล้านบาท โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต แม้ไม่มีพื้นที่ถูกน้ำท่วม แต่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทาง ทำให้เสียโอกาสสร้างรายได้กว่า 1,200 ล้านบาท

หากเหตุการณ์น้ำท่วมคลี่คลายทั้งหมดก่อนเดือนกุมภาพันธ์ มูลค่าความเสียหายจะลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม หลังภาวะน้ำท่วมคาดว่าเศรษฐกิจภาคใต้จะฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็ว จากการเร่งใช้จ่ายเพื่อบูรณะฟื้นฟูของประชาชน การลงทุนปรับปรุงซ่อมแซมสาธารณูปโภคต่างๆ ของรัฐ รวมถึงราคายางพาราที่เพิ่มขึ้นก่อนหน้านี้ มีแนวโน้มราคาเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากภาวะผลผลิตที่ลดลงเนื่องจากน้ำท่วมครั้งนี้ เกษตรกรชาวสวนจึงมีรายได้สำหรับจับจ่ายใช้สอยออกสู่เศรษฐกิจภาคใต้มากขึ้น เป็นโอกาสสำหรับธุรกิจขายสินค้าอุปโภค-บริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง ธุรกิจผู้รับเหมาก่อสร้าง อู่ซ่อมรถ อีกทั้งยังมีโอกาสทยอยระบายสต็อกยางพาราของรัฐฯ ในช่วงที่ผลผลิตลดลงเพราะน้ำท่วม เพื่อไม่ให้สต็อกยางกดดันราคายางให้ลดลงในอนาคต เรียกว่า ฝันร้ายกำลังจะผ่านไป ข่าวดีก็ต่อคิวเข้ามาต่อเนื่องให้เศรษฐกิจภาคใต้ฟื้นตัวกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว

ด้านการให้ความช่วยเหลือลูกค้าผู้ประสบอุทกภัยของธนาคารต่างๆ ในส่วนของ ายสุวรรณ แทนสถิตย์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ออกมาตรการเพื่อให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่หลายจังหวัดภาคใต้ ซึ่งได้ดำเนินการใน 3 แนวทาง คือ การผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ย และการสนับสนุนสินเชื่อเพิ่มเติมเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของลูกค้า โดยกำหนดวงเงินให้ความช่วยเหลือ 10,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ได้แบ่งเป็นวงเงินให้สินเชื่อระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี จำนวน 5,000 ล้านบาท และวงเงินให้สินเชื่อระยะยาว ไม่เกิน 5 ปี จำนวน 5,000 ล้านบาท สำหรับลูกค้าผู้ประกอบการและลูกค้าบุคคลเดิมของธนาคาร ทั้งประเภทสินเชื่อหมุนเวียนเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กิจการ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อสินค้า ค่าแรง และค่าใช้จ่ายในการผลิตอื่นๆ การซื้อสินค้าทดแทน และซ่อมแซมปรับปรุงสถานประกอบการหรือที่พักอาศัย รวมทั้งพร้อมให้ความช่วยเหลือต่อเนื่องหลังน้ำลด โดยจะพิจารณาตามสภาพการณ์และความเดือดร้อนของลูกค้าเพื่อเสนอทางออกที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละราย ซึ่งลูกค้าสามารถติดต่อขอทราบรายละเอียดและขอใช้บริการดังกล่าวได้ที่สำนักธุรกิจและสาขา

นายลือชัย ชัยปริญญา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์รายย่อย ธนาคารกรุงไทย (KTB) กล่าวว่า จากเหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันใน 12 จังหวัดภาคใต้ สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อลูกค้าและประชาชน ธนาคารได้เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวภาคใต้ที่ไม่สามารถดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติ จึงได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบภัยในครั้งนี้ ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับลูกค้าสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยไม่คิดดอกเบี้ยและให้ชำระเพียงเงินต้นล้านละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน และปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ต่อปี ในเดือนที่ 4 -12 สำหรับลูกค้าสินเชื่อ Home for Cash ธนาคารปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% เป็นระยะเวลา 1 ปี

นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กล่าวว่า จากเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดภาคใต้ ธนาคารตระหนักถึงความยากลำบากของผู้ที่ประสบภัย โดยได้ออกมาตรการพิเศษเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของลูกค้า ได้แก่ ลูกค้าสินเชื่อรายย่อย เช่น สินเชื่อเคหะ สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต สินเชื่อธุรกิจรายย่อย (SSME) พิจารณามอบความช่วยเหลือ ได้แก่ 1. พักชำระหนี้เป็นเวลาสูงสุด 3 เดือน 2. ลดดอกเบี้ย 50-100% แล้วแต่ประเภทของสินเชื่อ 3. ขยายระยะเวลาการผ่อนชำระตั้งแต่ 2 เดือน ถึงสูงสุดไม่เกิน 5 ปี แล้วแต่ประเภทสินเชื่อ และลงทะเบียนภายในเดือนมิถุนายน 2560

ในส่วนของลูกค้าธุรกิจผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มอบความช่วยเหลือให้ทั้งผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทางตรง คือ ทรัพย์สินของกิจการได้รับความเสียหาย และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม คือ ทรัพย์สินของกิจการไม่ได้รับความเสียหาย แต่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ ผ่านความช่วยเหลือ 5 มาตรการหลัก ได้แก่

1. การพักชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุด 6 เดือน 2. การพักชำระเงินต้นพร้อมขยายระยะเวลาการผ่อนชำระสูงสุด 24 เดือน 3. ยกเว้นการเรียกเก็บดอกเบี้ยผิดนัดชำระ สำหรับลูกค้าที่ไม่สามารถชำระเงินได้ตามกำหนด สูงสุด 30 วัน 4. เพิ่มวงเงินหมุนเวียนชั่วคราวสำหรับเสริมสภาพคล่องในการทำธุรกิจ สูงสุด 20% ของวงเงินหมุนเวียนเดิม หรือสูงสุด 10 ล้านบาท 5.เพิ่มวงเงินกู้สำหรับปรับปรุง ซ่อมแซม หรือซื้อทดแทนทรัพย์สินของกิจการที่เสียหาย ระยะเวลาการผ่อนชำระสูงสุด 7 ปี ทั้งนี้ ลูกค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบและเข้าเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม 2560

ด้านลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารจะมีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สอบถามและให้ความช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ทันที ซึ่งพิจารณาตามความเหมาะสมทางธุรกิจแต่ละราย โดยอาจมีการพิจารณาเพิ่มวงเงินพิเศษเพื่อความจำเป็นเร่งด่วน หรือ การยืดระยะเวลาหรือปรับจำนวนเงินการชำระหนี้ในช่วงนี้ให้เหมาะสม

นายสุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ สร้างความเสียหายให้กับ 12 จังหวัด ประกอบด้วย พัทลุง นราธิวาส ยะลา สงขลา ปัตตานี ตรัง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร ระนอง กระบี่ และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวนอกจากสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อลูกค้าธุรกิจของธนาคารที่อยู่ในพื้นที่ โดยผู้ประกอบการ

เอสเอ็มอีได้รับความเสียหายทั้งสถานประกอบการ สินค้าและวัตถุดิบที่เก็บไว้ในสต็อก และไม่สามารถขายสินค้าได้ ธนาคารจึงออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าธุรกิจของธนาคารใน 12 จังหวัดเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระและเพิ่มสภาพคล่องให้กับลูกค้าในช่วงประสบอุทกภัย

สำหรับมาตรการการช่วยเหลือลูกค้าธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ประกอบด้วย การลดยอดผ่อนชำระหรือพักชำระเงินต้นนานสูงสุด 12 เดือน รวมถึงการขยายเทอมตั๋วสัญญาใช้เงินและวงเงินการค้าต่างประเทศ และหากสถานการณ์คลี่คลายแล้ว ลูกค้าที่ต้องการวงเงินเพื่อซ่อมแซมสถานประกอบการ เครื่องจักร รวมถึงชดเชยสต็อกสินค้าที่เสียหายจากอุทกภัย ธนาคารจะพิจารณาให้วงเงินกู้โดยพักชำระเงินต้นนานสูงสุด 6 เดือน และไม่ต้องประเมินราคาหลักประกันใหม่ โดยต้องขอวงเงินภายในวันที่ 31 มีนาคม 2560

ทั้งนี้ ธนาคารได้ให้การช่วยเหลือลูกค้าในทุกครั้งที่เกิดวิกฤติและได้รับผลกระทบ เพื่อให้ลูกค้าของธนาคารสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ในครั้งนี้ มีลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารจำนวน 14,395 รายที่อยู่ใน 12 จังหวัดดังกล่าว ซึ่งลูกค้าได้รับผลกระทบมากน้อยแตกต่างกันไป ธนาคารกำลังลงพื้นที่สำรวจและประเมินความเสียหายของลูกค้าที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด โดยหวังว่ามาตรการการช่วยเหลือในครั้งนี้จะช่วยบรรเทาภาระและให้ลูกค้ามีสภาพคล่องเพียงพอในการดำเนินธุรกิจต่อไป จนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะเข้าสู่ภาวะปกติ

นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี (TMB) หรือธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า ธนาคารได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับความเสียหายและได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในภาคใต้ เพื่อแบ่งเบาภาระและบรรเทาทุกข์ โดยลูกค้าเอสเอ็มอีขนาดเล็กและขนาดกลาง จะได้รับการพักชำระเงินต้นสูงสุดนาน 6 เดือน หรือพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย นานสูงสุด 3 เดือน และคิดดอกเบี้ยอัตราพิเศษสำหรับเงินทุนหมุนเวียน โดยลูกค้าที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่ม ซึ่งธนาคารจะรับพิจารณาเป็นรายๆ ไป

สำหรับในส่วนของลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามความเหมาะสมของลูกค้าแต่ละราย

ขณะที่ทางด้านกลุ่มลูกค้าบุคคล ธนาคารมีมาตรการผ่อนผันให้ลูกค้าสินเชื่อบ้าน, สินเชื่อสวัสดิการประเภทไม่มีหลักประกัน, สินเชื่อแคชทูโก, สินเชื่อเรดดี้แคช และบัตรเครดิต สามารถแจ้งความประสงค์ขอพักชำระหนี้ได้สูงสุด 3 เดือน และขยายระยะเวลาผ่อนชำระได้แล้วแต่ประเภทสินเชื่อ นอกจากนี้ ลูกค้าสินเชื่อบ้านยังสามารถขออนุมัติสินเชื่อเพิ่มเติมเพื่อสร้างหรือซ่อมแซมบ้านที่เสียหายจากน้ำท่วมได้ สูงสุด 20% ของมูลค่าหลักประกัน

นางศศิธร พงศธร (ฉัตรศิริวิชัยกุล) กรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Bank) กล่าวว่า ธนาคารมีความห่วงใยประชาชนและลูกค้าธนาคารที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมในหลายจังหวัดของภาคใต้ จึงการออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งจะพิจารณาความเหมาะสมทางธุรกิจของลูกค้าแต่ละราย เช่น การเพิ่มวงเงินสินเชื่อ การยืดระยะเวลาหรือการปรับลดจำนวนเงินผ่อนชำระ มาตรการช่วยเหลือของธนาคารในครั้งนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับลูกค้าได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งมาตรการอาจเปลี่ยนแปลงตามพัฒนาการของผล

กระทบที่เกิดขึ้น

สำหรับกลุ่มลูกค้ารายย่อย 1. พักชำระเงินต้นสูงสุดนาน 12 เดือน หรือ ขยายระยะเวลาการผ่อนชำระสูงสุด 12 เดือน และปรับลดอัตราการผ่อนชำระ 2. ให้วงเงินสินเชื่อ O/D ระยะเวลา 5 ปี และไม่ต้องชำระเงินต้นสูงสุด 6 เดือน โดยปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย MLR -1% ปีที่ 2-5 อัตราดอกเบี้ย MLR เพื่อนำไปปรับปรุง ฟื้นฟูที่อยู่อาศัย หรือสถานประกอบการ

ส่วนกลุ่มลูกค้าธุรกิจ 1. พักชำระหนี้เงินต้นนานสูงสุด 12 เดือน หรือ ขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้สูงสูด 12 เดือน และปรับลดอัตราการผ่อนชำระ 2. เพิ่มวงเงินสินเชื่อ O/D 20% ของวงเงินเดิมไม่เกิน 10 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ 3.ให้วงเงินสินเชื่อเพื่อปรับปรุง ฟื้นฟูธุรกิจ ระยะเวลา 3 ปี ดอกเบี้ยปีแรก 5% ปีที่ 2-3 MLR -1% และไม่ต้องชำระเงินต้นสูงสุด 6 เดือน

ดร.สมชาย หาญหิรัญ ประธานกรรมการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME Development Bank กล่าวว่า ธนาคารได้ออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีลูกค้าธนาคาร 2 มาตรการ คือ 1.มาตรการพักชำระหนี้เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยลูกค้าสามารถแจ้งเจตจำนงได้ที่สาขาธนาคารใกล้บ้าน 2.มาตรการการให้วงเงินสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูกิจการ วงเงินต่อรายสูงสุดไม่เกิน 5 แสนบาท ระยะเวลากู้สูงสุดไม่เกิน 5 ปี ปลอดชำระคืนเงินต้น (Grace period) ไม่เกิน 1 ปี อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน MLR ตลอดอายุสัญญา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยฟื้นฟูผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหาย หรือได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติดังกล่าว ลูกค้าสามารถนำวงเงินสินเชื่อฉุกเฉินนี้เป็นเงินทุนเพื่อการปรับปรุง ฟื้นฟู ซ่อมแซม และเป็นเงินหมุนเวียนในกิจการ ให้กิจการมีศักยภาพและมีแนวโน้มที่จะดำเนินการต่อไปได้

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) กล่าวว่า ธนาคารออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในภาคใต้ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทางตรงครอบคลุมถึงผู้ที่อยู่ในพื้นที่ตามประกาศพื้นที่ประสบอุทกภัย น้ำท่วมโรงงานหรือบริษัท จะได้รับความช่วยเหลือด้านสินเชื่อ ทั้งขยายระยะเวลา ลดอัตราดอกเบี้ย และพักชำระหนี้ กล่าวคือ ขยายระยะเวลาให้ต่ออายุตั๋วสัญญาใช้เงินได้สูงสุดถึง 360 วัน ลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อหมุนเวียนและเงินกู้เป็นเวลา 6 เดือน หลังจากนั้นให้เป็นอัตราปกติ -0.5% และส่วนเงินกู้ระยะสั้น-ยาว สามารถพักชำระหนี้เงินต้นได้สูงสุด 1 ปี ส่วนลูกค้าสินเชื่อหมุนเวียนก่อนและหลังการส่งออกที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากอุทกภัยในภาคใต้ครั้งนี้ เนื่องจากน้ำท่วมโรงงานผู้ผลิตหรือซัปพลายเออร์ ทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ตามระยะเวลา จะได้รับการขยายระยะเวลาให้ต่ออายุตั๋วสัญญาใช้เงินเกินเทอมที่ธนาคารอนุมัติได้สูงสุดถึง 360 วัน

นางสาววีณา เตชาชัยนิรันดร์ กรรมการและรักษาการผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) กล่าวว่า จากเหตุการณ์อุทกภัยรุนแรงในหลายพื้นที่ทางภาคใต้ ทำให้พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนในวงกว้าง ไอแบงก์ในฐานะสถาบันการเงินของรัฐ สังกัดกระทรวงการคลัง และได้ตระหนักมาโดยตลอดถึงการให้ความสำคัญในการเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน ด้วยการพักชำระหนี้เงินต้น โดยชำระเฉพาะกำไร ระยะเวลาไม่เกิน 24 เดือน หลังจากนั้นให้ชำระเงินต้นและกำไร ตามสัญญาเดิม สำหรับลูกค้าธนาคารที่อยู่ในประกาศเขตพื้นที่ประสบอุทกภัย 14 จังหวัดภาคใต้ รวมถึง จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560


For advertising please call: 02-2534691