Search

TISCO ยันสินเชื่อปีนี้ทรงตัว..กลยุทธ์ปี 60 ลุยลูกค้าทุกกลุ่ม


กลุ่มทิสโก้วางแผนธุรกิจปี 60 ลุยลูกค้าทุกกลุ่ม เชื่อสินเชื่อที่ยังไม่รวมพอร์ตของสแตนด์ชาร์ตเติบโตทรงตัว ไม่ติดลบ 5.6% เหมือนปีก่อน ส่วนของที่ซื้อมาจะทำให้มีผลิตภัณฑ์ครบวงจรช่วยหนุนการเติบโตในระยะต่อไป ด้านหนี้เสียคาดทรงตัวที่ 2.54% อวดผลงานปี 59 กำไรสุทธิทะลุ 5 พันล้านบาทครั้งแรก

นายสุทัศน์ เรืองมานะมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) หรือกลุ่มทิสโก้ เปิดเผยว่า กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในปี 2560 ผ่านธนาคารทิสโก้ และบริษัทย่อยในเครือ จะยังคงเป็นการเดินหน้าขยายฐานลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มลูกค้ารายย่อย ลูกค้าธนบดีธนกิจ และลูกค้าบรรษัท ด้วยการนำเสนอบริการด้านการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายและสร้างมูลค่าให้กับลูกค้า

ทั้งนี้ ในส่วนของสินเชื่อรายย่อยจะมุ่งขยายธุรกิจสินเชื่อครอบคลุมทั่วประเทศผ่านการขยายสาขาธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถภายใต้แบรนด์ “สมหวัง เงินสั่งได้” ที่ดำเนินการโดยบริษัท ไฮเวย์ จำกัด ซึ่งในปีนี้มีเป้าหมายเพิ่มเป็น 200 สาขา รวมกับการเพิ่มฐานลูกค้าผ่านสาขาธนาคารทิสโก้ในปัจจุบัน 57 สาขา และสาขาของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ที่จะแปลงมาเป็นสาขาของธนาคารทิสโก้อีก 6 สาขา

ขณะเดียวกันจะรักษาจุดยืนการเป็น “Top Advisory House” กลุ่มลูกค้ารายย่อยด้านธุรกิจธนบดีธนกิจและจัดการกองทุน (Wealth Management) พร้อมเสาะหาพันธมิตรทางธุรกิจและร่วมมือระหว่างสายธุรกิจเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้า นอกจากนี้ยังมุ่งสู่การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการทางการเงินแก่ลูกค้าในยุคดิจิทัล ซึ่งภายในไตรมาส 1 หรือ 2 ของปีนี้ธนาคารทิสโก้จะเปิดให้บริการโมบาย แบงกิ้ง

นายสุทัศน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อในปี 2560 ไม่รวมพอร์ตลูกค้ารายย่อยที่กลุ่มทิสโก้เพิ่งรับซื้อจากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ช่วงปลายปี 2559 คาดว่าจะอยู่ในระดับทรงตัว หรือมีอัตราเติบโตไม่ติดลบเหมือนปี 2559 ที่เติบโตติดลบ 5.6% ซึ่งเกิดจากการที่ธนาคารทิสโก้มีสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ในสัดส่วนมากที่สุด ทำให้ได้รับผลกระทบจากยอดขายรถยนต์ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา และธนาคารเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันการเพิ่มขึ้นของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ตามภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งทำให้ NPL ลดลงจาก 3.23% ในปี 2558 มาอยู่ที่ 2.54% ในปี 2559 ส่วนในปีนี้ที่คาดว่า NPL จะทรงตัว ด้านยอดขายรถยนต์ในปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 8 แสนคัน จากปี 2559 จำนวน 7.69 แสนคัน มีส่วนช่วยให้สินเชื่อของธนาคารทิสโก้เติบโตขึ้นได้

ขณะที่ทางด้านพอร์ตลูกค้าที่รับซื้อมาจะช่วยเพิ่มขนาดฐานลูกค้าของธนาคารทิสโก้ทั้งในส่วนของลูกค้าเงินฝากที่มีเข้ามาใหม่ประมาณ 1 แสนราย มีฐานลูกค้าเงินฝากกระแสรายวัน (Current Account) และเงินฝากออมทรัพย์ (Saving Account) หรือที่เรียกว่า CASA ที่เป็นเงินฝากต้นทุนต่ำถึง 70% รวมทั้งยังมีลูกค้าเงินฝากเกิน 1 ล้านบาทถึง 10 ล้านบาท หรือลูกค้ากลุ่ม Wealth อีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้เป็นลูกค้าสินเชื่ออีกประมาณ 3 แสนราย ทั้งลูกค้าบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล และสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งจะทำให้ธนาคารทิสโก้มีผลิตภัณฑ์การเงินเพิ่มขึ้นอย่างครบวงจร ช่วยสร้างความเติบโตให้กลุ่มทิสโก้มากขึ้น โดยคาดว่ากระบวนการโอนมาเป็นลูกค้าของทิสโก้จะแล้วเสร็จภายในปีนี้

ด้าน นายชาตรี จันทร์งาม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายควบคุมการเงินและบริหารความเสี่ยง กลุ่มทิสโก้ กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มทิสโก้ในปี 2559 มีกำไรสุทธิจำนวน 5,005.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.8% เมื่อเทียบกับปี 2558 ซึ่งทำสถิติกำไรสุทธิทะลุ 5 พันล้านบาทเป็นครั้งแรก สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจากธุรกิจหลัก ประกอบกับค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญที่ลดลงจากปีก่อนหน้า โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 7.8% ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจากธุรกิจหลักปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.6% จากการเติบโตของรายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์ตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจธนาคารพาณิชย์เติบโตตามการขยายตัวของธุรกิจนายหน้าประกันภัย อีกทั้ง กลุ่มทิสโก้รับรู้รายได้จากธุรกิจวาณิชธนกิจ จากการเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหลักทรัพย์ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ การตั้งสำรองหนี้สูญในปีนี้ลดลง 24.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น

ส่วนเงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มทิสโก้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 มีจำนวน 224,934.00 ล้านบาท ลดลง 5.6% จากสิ้นปีก่อนหน้า โดยได้รับผลกระทบจากการอ่อนตัวของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ในภาวะการบริโภคภาคครัวเรือนที่ซบเซาและยอดขายรถยนต์ภายในประเทศที่ยังชะลอตัว อย่างไรก็ดี สินเชื่ออเนกประสงค์สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งที่ 13.9% ตามแผนการขยายธุรกิจของกลุ่มทิสโก้ ในส่วนของ NPL ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อและสินเชื่อธุรกิจ ตามนโยบายการควบคุมคุณภาพสินเชื่อที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ NPL ลดลง 25.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และอัตราส่วน NPL ณ สิ้นปี 2559 ลดลงจาก 3.23% ในปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 2.54% ในขณะเดียวกัน สัดส่วนเงินสำรองหนี้สูญต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 140%

ทั้งนี้ กลุ่มทิสโก้ยังคงสามารถควบคุมต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวมอยู่ในระดับต่ำที่ 39.0% นอกจากนี้ ธนาคารทิสโก้ยังคงรักษาระดับฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่งมาโดยตลอดทั้งปี โดยมีประมาณการอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์ (BIS Ratio) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 19.8% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำ 9.125% ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีอัตราเงินกองทุนชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 14.9% และ 4.9% ตามลำดับ


For advertising please call: 02-2534691