Search

จับตานโยบาย America First - ไทยต้องพัฒนา Thailand 4.0


ราคาน้ำมันปี 60 เฉลี่ย 50-55 เหรียญ/บาร์เรล ซัปพลาย-ดีมานด์น้ำมันในตลาดโลกอยู่ในสภาวะสมดุล ส่วนราคาค่าไฟฟ้า ค่าแก๊สในไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น แต่ความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้ายังมีอยู่สูง แนะระวัง...นโยบาย America First กระทบส่งออกไทย ทางแก้ต้องมุ่งความเป็น Thailand 4.0 พัฒนานวัตกรรมการส่งออก ควบคู่พัฒนาความได้เปรียบด้านบริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า..คุณสุรงค์ บูลกุล ประธานกรรมการ บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) กล่าว

Dokbia Online: ประเมินสถานการณ์ที่โอเปกกับนันโอเปกจับมือกัน ลดโควตาการผลิตลงอย่างไร

คุณสุรงค์: เป็นความร่วมมือกันในระดับหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าจะยั่งยืนขนาดไหน ช่วงนี้ถือว่ามีประสิทธิภาพในระดับหนึ่ง แต่คงไม่สามารถทำให้ปริมาณซัปพลายของน้ำมันหายไปได้โดยทันที แต่เราควรระมัดระวัง และราคาก็คงมีข้อจำกัดที่จะขึ้นไปมากเกินศักยภาพของตัวซัปพลายดีมานด์โดยตรง คิดว่าเรื่องของการควบคุมกำลังการผลิตก็เป็นประโยชน์ แต่ในอดีตที่ผ่านมา ไม่มีประสิทธิภาพในระยะยาว

Dokbia Online: ราคาน้ำมันปี 2560 จะเป็นอย่างไร

คุณสุรงค์: หลักๆ จะเป็นเรื่องของปริมาณอุปทานที่จะสามารถขึ้นมาอยู่ในระดับมากน้อยขนาดไหน ถ้าควบคุมกันได้ ราคาก็จะอยู่ที่ประมาณ 50-55 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งจะทำให้เกิดความสมดุลเรื่องการใช้พลังงาน การบริโภคพลังงาน

Dokbia Online: ความมั่นใจเรื่องการสต็อกน้ำมันมีแค่ไหน

คุณสุรงค์: เรื่องระบบสต็อกน้ำมันคงไม่มีประเด็น จริงๆ แล้วลักษณะของธุรกิจที่จะได้ประโยชน์ที่สุดคือโรงกลั่น จะเห็นได้ชัดว่า ปี 2559 โรงกลั่นประเทศไทยมีรายได้ที่เรียกว่าเป็นเรคคอร์ด ไฮ หลักๆ คือราคาน้ำมันดิบยังต่ำอยู่ ราคาน้ำมันสำเร็จรูปสูงขึ้น เป็นที่ชัดเจนว่าเราไม่ได้ลงทุนทางด้านโรงกลั่นน้ำมันมาเป็นเวลากว่า 20 -30 ปี กำลังการผลิตของโลกก็เริ่มถดถอยลง ก็เลยทำให้ความต้องการน้ำมันสำเร็จรูปยังมีอยู่ค่อนข้างเยอะ สามารถดึงให้กำไรจากการกลั่นน้ำมันของโรงกลั่นดีขึ้น เป็นภาพที่ดีของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน

Dokbia Online: ล่าสุดรัฐบาลมีนโยบายเปิดเสรีนำเข้าน้ำมัน

คุณสุรงค์: เป็นเรื่องของนโยบาย แต่เรื่องปฏิบัติคงไม่ง่าย เพราะการนำเข้ามีกฎกติกาเยอะ เช่น จะต้องมีถังเก็บ มีการสำรองน้ำมัน มีการจำหน่ายคงจะเป็นโอกาสของนโยบายการค้าเสรี แต่การทำจริงจะมีข้อจำกัดค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นคิดว่าคงจะไม่มีผลกระทบมากต่อผลการดำเนินงานของบริษัทน้ำมันในไทย

Dokbia Online: เรื่องการลดค่าไฟ จะมีผลกระทบอะไรไหม

คุณสุรงค์: ส่วนหลักๆ จะขึ้นอยู่กับต้นทุนเชื้อเพลิง ซึ่งองค์ประกอบหลักๆ มาจากแก๊สธรรมชาติ และราคาแก๊สธรรมชาติจะเป็นราคาที่จะสะท้อนถึงราคาน้ำมันเมื่อ 6 เดือนก่อน เพราะฉะนั้นแนวโน้มราคาค่าไฟ ค่าแก๊ส อาจจะมีสูงขึ้น และจะสะท้อนราคาค่าไฟเล็กน้อย แต่เรื่องของความมั่นคงพลังงานไฟฟ้าประเทศไทยยังมีค่อนข้างสูง ดังนั้น เรื่องความเป็นห่วงด้านพลังงานไฟฟ้าก็จะไม่มี ส่วนเรื่องข้อจำกัด เรื่องการเติบโต คือเรื่องของโครงการต่างๆ ภายในประเทศนั้น ไม่มีแล้ว หมดไปแล้ว ส่วนโครงการที่เหลือหลักๆ คือโครงการไฟฟ้า คนแข่งขันกันเยอะ บริษัทไฟฟ้าก็ต้องหันไปดูแลเรื่องการลงทุนในต่างประเทศและลงทุนในลักษณะอื่น ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการผลิตไฟฟ้าเป็นสำคัญ

Dokbia Online: การลดกำลังการผลิต น้ำมันจะมีผลต่อภาคธุรกิจพลังงานทดแทนอื่นๆ อย่างไร

คุณสุรงค์: คงจะไม่มีมาก เนื่องจากว่าพลังงานทดแทนมีข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดเรื่องการผลิต ข้อจำกัดเรื่องสายส่งต่างๆ เพราะฉะนั้นคงจะไม่มีผลกระทบโดยตรง คิดว่าการควบคุมราคาน้ำมัน ควบคุมเรื่องของซัปพลายน้ำมันในปัจจุบัน คงจะเป็นระยะๆ ต้องดูว่าเป็นระยะสามารถผลักดันได้นานหรือไม่ แต่ส่วนตัวมองว่าก็จะเป็นการปรับในช่วงสั้น คงจะต้องดูว่าข้อตกลงต่างๆ และต้องเข้าใจว่าน้ำมันที่รอขายมีอีกจำนวนมาก และรอที่จะขุดก็มีอีกมาก ตัวซัปพลายก็ตั้งท่ารออยู่แล้ว ถ้าขึ้นไปสูงเกินระดับหนึ่ง เขาก็ผลิตออกมามากก็จะทำให้ราคาตกลงมาใหม่

Dokbia Online: เคยฮิตกัน หันมาทำพลังงานทดแทนกันมาก

คุณสุรงค์: มันเลยจุดนั้นไปแล้ว คือต้องไปหาธุรกิจเสริมอื่นๆ ที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพและเรื่องของการจัดจำหน่ายควบคู่ไปด้วย

Dokbia Online: ราคาถ่านหินเป็นอย่างไร

คุณสุรงค์: ตขึ้นมาเยอะ พอพ้นน้ำ เพราะที่ผ่านมา 3-4 เดือน จีนมีนโยบายหยุดการผลิตถ่านหินในประเทศ ทำให้ราคาถ่านหินพุ่งขึ้นมาจากกว่า 80 เหรียญต่อตันมาเกือบถึง 100 เหรียญต่อตัน ทำให้พลิกสถานการณ์จากที่เคยย่ำแย่มา 2-3 ปี ก็เริ่มหายใจกันได้ แต่ตอนนี้จีนก็กลับมาเริ่มให้นโยบายสนับสนุนการผลิตถ่านหินในประเทศอีกแล้ว ทำให้ราคาถ่านหินตกไปอยู่ประมาณกว่า 80 เหรียญ ซึ่งยังดีอยู่ และโครงการหลายโครงการมันถูกยุบไปแล้ว การที่จะมาเปิดเหมืองใหม่ ก็จะมีข้อจำกัด เพราะฉะนั้นราคาถ่านหินก็น่าจะยืนอยู่ที่ประมาณ 80 เหรียญ ซึ่งจะทำให้ถ่านหินเป็นต้นทุนพลังงานที่ค่อนข้างต่ำ อย่างเช่นถ่านหินในประเทศอินโดนีเซียก็จะสามารถแข่งขันได้ดีอยู่ ส่วนถ่านหินของประเทศออสเตรเลียก็จะมีข้อจำกัด แต่ก็ต้องไปดูนโยบายของสหรัฐอเมริกา นโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสนับสนุนเรื่องถ่านหิน เพราะจะต้องเอาใจรัฐเวอร์จิเนียและฟิลาเดเฟีย ก็อาจจะทำให้การใช้พลังงานของสหรัฐอเมริกามีการเพิ่มสัดส่วนของถ่านหินขึ้นไปอีก ก็คงต้องดูในระยะนี้

ตอนนี้สถานการณ์ถ่านหินถือว่าคอพ้นน้ำ ไม่ได้เลวร้าย แต่ก็ยังมีความไม่มั่นใจสูง เรื่องโลกร้อน จะดูนโยบายของสหรัฐอเมริกาในเรื่องกรีนเอิร์ธ โลกสีเขียวว่า จะพลิกนโยบายมากน้อยขนาดไหน จะต้องดูเรื่องนโยบายสหรัฐอเมริกาเป็นสำคัญด้วยในกรณีของถ่านหิน

Dokbia Online: หลังเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย กระแสฟันด์โฟลว์จะเป็นอย่างไร

คุณสุรงค์: ก็คงต้องดูนโยบายรัฐบาลใหม่ของสหรัฐอเมริกาที่เน้นอเมริกัน เฟิร์สต์ คำว่าอเมริกัน เฟิร์สต์ คือเรื่องการลงทุนต่างๆ ต้องกลับไปสหรัฐอเมริกา แน่นอนว่าสหรัฐอเมริกาน่าจะดึงดูดการลงทุนได้อีกรอบหนึ่ง ซึ่งการลงทุนก็เป็นการพลิกฟื้นเรื่องของแมนูแฟคเจอริ่งของสหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่ได้ทำมา 30 ปีแล้ว ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีประสิทธิภาพหรือแข่งขันได้แค่ไหน แต่อย่างน้อยคงใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาก่อน

เพราะฉะนั้นเอง เรื่องของการส่งออกของไทยก็ต้องมีข้อจำกัด คงต้องมาศึกษาเรื่องของ TPP ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะยกเลิก ก็เลยต้องหันมาดูเรื่องของการเอ็กซ์ปอร์ตในด้านเซอร์วิสมากกว่าเอ็กซ์ปอร์ตในเรื่องของโปรดักต์ เราคงต้องมาเน้นเรื่องของไทยแลนด์ 4.0 เรื่องของนวัตกรรม เรื่องของการส่งออกในภาคสวัสดิการมากกว่าการส่งออกในภาคสินค้า

ส่วนเรื่องเงินทุนต่างๆ ก็คงจะมีการเงินทุนไหลออกเป็นระยะขึ้นอยู่กับการปรับตัวของดอกเบี้ย สถานการณ์ของเงินบาทไทยก็มีการสะท้อนถึงความสมดุลระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนในเรื่องของดอลลาร์เป็นสำคัญ แต่เราจะดูดอลลาร์อย่างเดียวไม่ได้ เราต้องดูอัตราแลกเปลี่ยนประเทศข้างเคียงหรือประเทศคู่แข่งส่งออกสินค้าของเราว่าจะมากน้อยขนาดไหน ซึ่งตอนนี้อยู่ในระดับที่ไม่มีกระแสความน่าเป็นห่วงแต่อย่างใด

Dokbia Online: คิดว่ากระแสเงิน จะถูกดึงออกจากประเทศไทยมากหรือไม่

คุณสุรงค์: คิดว่ามันดึงออกไปหมดแล้ว จะเห็นว่าราคาหุ้นต่างๆ ตอนนี้ไทยทำ ไทยซื้อ ไทยเจริญ ซึ่งต่างชาติก็คงจะไม่ค่อยสนใจเราเท่าไหร่

Dokbia Online: คนไทยยังสามารถออกไปเทคโอเวอร์กิจการต่างประเทศได้อีกหรือไม่

คุณสุรงค์: คิดว่าจำเป็น หลักๆ แล้ว ประเทศ CLMV ยังมีความสำคัญ เนื่องจากมีการเชื่อมโยง มีความใกล้ชิด เขาก็ใช้สื่อของประเทศไทย ดูทีวีไทย เพราะฉะนั้นน่าจะเป็นโอกาสทางภาคบริการ น่าจะมีความสำคัญมากที่จะต้องปรับปรุงบริการของเราให้มีประสิทธิภาพเป็นไปตามความต้องการของตลาดโลก เราต้องมาดูแล้วว่าไทยแลนด์ 4.0 เราต้องปรับหน้าร้านของเราอย่างไร หน้าร้านของเราอาจจะไม่ได้เป็นการขายสินค้าหรือการไปเปิดห้างสรรพสินค้าแล้ว แต่ต้องบุกอี-มาร์เก็ต ตามความต้องการของลูกค้า อนาคตโลกจะเป็นโลกที่ขึ้นกับความต้องการของลูกค้าว่าต้องการเมื่อไหร่ เท่าใด เพราะฉะนั้นต้องใช้เรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาประกอบการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทย


For advertising please call: 02-2534691