การเมืองโลกยังตึงเครียด เข้าสู่ยุคตัวใครตัวมัน..การกีดกันการค้าจะดุเดือดเข้มข้น (Part 1)


รศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ แจกแจงโลกปี 60 ตึงเครียด ปั่นป่วน ขัดแย้งหนักทั้งการค้า-การเมืองระหว่างประเทศ เข้าสู่ยุค “ตัวใครตัวมัน” แหกกรอบ กฎ กติกาโลกที่มีมายาวนาน 70 ปี แต่เชื่อ...ไทยเอาตัวรอดได้ท่ามกลางความขัดแย้งรอบโลก เหตุเพราะมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศ

ปี 2016 ที่ผ่านมา การเมืองโลกวุ่นวายมาก จะส่งผลต่อปี 2017 อย่างไร

หลายๆ คนอาจจะมองว่าปี 2016 เป็นปีที่ไม่ดี การเมืองโลกไม่ดี ข่าวไม่ดีก็เยอะ ยกตัวอย่างบีบีซีสำรวจว่าปี 2016 เป็นปีที่คนมีชื่อเสียงในโลกเสียชีวิตมากกว่าปีอื่นๆ โดยเฉพาะใน 6 เดือนแรก ก็ทำให้เห็นว่ามีข่าวไม่ดีเยอะ

ส่วนในภาคเศรษฐกิจและการเมืองโลกตั้งแต่ Brexit คือ สหราชอาณาจักรลงประชามติที่จะออกจากยุโรป จนมาถึงช่วงปลายปีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับชัยชนะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็เป็นที่กังวลของหลายๆ ฝ่ายว่าจะทำให้เกิดภาวะตึงเครียด รวมไปถึงความตรึงเครียดในทะเลจีนใต้แถวบ้านเรา บทบาทของจีนในเศรษฐกิจการเมืองโลก เรื่องการค้าก็ไม่ดีเพราะ โดนัลด์ ทรัมป์ จะไม่สานต่อในเรื่อง TPP

เราจะเห็นว่าตอนนี้ในเวทีการค้าโลกดูน่าเป็นห่วงเพราะปริมาณการค้าไม่เพิ่มขึ้น หากปริมาณการค้าไม่เพิ่มขึ้นในที่สุดแล้วจะเกิดการกีดกันทางการค้า ก็อาจจะเป็นยุคตัวใครตัวมันมากขึ้น เรื่องการเงินก็ไม่ดีเหมือนกันเพราะที่ผ่านมาจะเห็นว่าการเงินโลกมีภาวะลุ่มๆ ดอนๆ ค่าเงินหลายประเทศไม่ค่อยนิ่ง ล่าสุดเวเนซุเอล่าที่มีปัญหาเรื่องค่าเงิน อินเดียพยายามปรับระบบการเงินก็ยังไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือออกก้อย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นการค้า การเงิน เศรษฐกิจการเมืองโลกโดยทั่วไป ในปี 2016 ที่ผ่านมามีข่าวไม่ดีเยอะ

แล้วคำถามว่าปีนี้จะเป็นอย่างไร จะดีขึ้นหรือไม่ ซึ่งเกรงว่าต้องพยายามตั้งสติและตั้งรับเพราะว่าปีนี้ยังมีแนวโน้มที่ไม่ดี เหมือนกับว่าโครงสร้างของการเมืองเศรษฐกิจโลกโดยรวมแล้วถึงจุดอิ่มตัวและถึงจุดหักเห ทำให้เราตรึงเครียดมากขึ้น ในที่สุดแล้วในหลายๆ ปีข้างหน้าอาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นได้

บทสรุปอย่างหนึ่ง คือ มีแนวโน้มมาหลายปีแล้วว่าระบบเศรษฐกิจการเมืองโลกที่ตั้งขึ้นมาหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ถึงจุดอิ่มตัวที่ต้องมาสังคายนาใหม่ ถ้าไม่มีการปฏิรูปหรือมาตั้งระบบกันใหม่โดยการเปลี่ยนกติกา ปรับท่าทีน้ำหนักในหมู่ประเทศต่างๆ อย่างที่เคยพูดไปก่อนหน้านี้ ก็จะทำให้เกิดภาวะไม่ลงตัวขยายตัวลงลึก ซึ่งในที่สุดก็จะนำไปสู่ความตรึงเครียดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและนำไปสู่ความขัดแย้งในที่สุด

ดูจากกระแสค่อนข้างชัดนักการเมืองขวาจัดจะมาแรงในยุโรป และปีนี้จะมีการเลือกตั้งหลายๆ ประเทศ จะส่งผลอย่างไรไหม

ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เราคุยกันเรื่องระบบเศรษฐกิจโลกสั่นคลอน ยุโรปเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด จริงๆ แล้วสหภาพยุโรปคือเวทีการรวมบูรณาการเศรษฐกิจการเมืองโลกที่ประสบความสำเร็จที่เด่นชัดที่สุดหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 คิดกันว่าถ้ายุโรปเรียบร้อยมีสันติภาพ มีความมั่งคั่ง สร้างความร่วมมือร่วมกันก็จะทำให้โลกนี้เดินไปข้างหน้าโดยที่ไม่มีสงครามโลกอีกต่อไป เพราะสงครามโลกที่ผ่านมามักจะเกิดจากยุโรป พอมีสหภาพยุโรปแล้วก็จะระงับป้องกันไม่ให้เกิดการขัดแย้งระหว่างประเทศระดับโลกได้ ก็เป็นความเชื่อแบบนี้

แต่ตอนนี้มีข้อสรุปอย่างหนึ่งว่าไม่เป็นแบบนั้นแล้ว ตอนนี้สหภาพยุโรปมีแนวโน้มที่จะถอย แต่ไม่ได้หมายถึงล่มสลาย ดูจาก Brexit ที่สหราชอาณาจักรได้ตัดสินใจออกมาจากสหภาพยุโรป ประกอบกับการลงประชามติในอิตาลี การเลือกตั้งในปีนี้ของเนเธอร์แลนด์จะชัดสุด และจะมีฝรั่งเศสด้วย มีหลายๆ ประเทศที่มีนักการเมืองแนวประชานิยมฝ่ายขวา จะขวามากขวาน้อยหรือขวาจัด จะได้รับความนิยมมากขึ้น เป็นตัวสะท้อนเหมือน โดนัลด์ ทรัมป์ ว่ามีหมู่ผู้คนประชาชนในประเทศเหล่านี้ในยุโรปที่เขากังวล ไม่ต้องการที่จะบูรณาการไปมากกว่านี้ เขาต้องการจะถอยออกมา อาจไม่ได้หมายถึงลาออกมาจากสหภาพยุโรป แต่ต้องการคลายบูรณาการลงหน่อย จะมากหรือน้อยก็ต้องดูกันต่อ ของสหราชอาณาจักรก็ตัดสินว่าออกเลย แต่บางประเทศอาจไม่ออกก็ได้ สหภาพยุโรปอาจจะเปลี่ยนเป็น 2 ระบบคู่ขนาน คือ เส้นหนึ่งเป็นบูรณาการที่ไปแบบเข้มข้นในหมู่ประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง แต่ประเทศที่มีเศรษฐกิจอ่อนๆ หน่อย ไม่ว่าจะเป็น กรีซ สเปน โปรตุเกส ก็อาจจะอยู่อีกเส้นในสายหนึ่งที่มีการบูรณาการที่หลวมหน่อย ถ้าเกิดไม่ทำอย่างนั้นแล้วจะยืนยันบูรณาการแบบเต็มรูปแบบที่มีอยู่ มีเงินสกุลเดียวกัน คิดว่าคงไปไม่รอด

เพราะฉะนั้นการบูรณาการของสหภาพยุโรปมาถึงจุดสูงสุดแล้ว ตอนนี้มาถึงการถอยว่าถอยมากถอยน้อย จะถึงล่มสลายหรือไม่ก็ต้องตามดู แต่การบูรณาการความฝันว่าจะให้ความร่วมมือระหว่างประเทศในยุโรป มันสานฝันไปถึงการปราศจากสงครามโลกอีกต่อไปและไม่มีความขัดแย้งอีกต่อไป มีแต่ความร่วมมือ มีแต่การบูรณาการนั้น ในความฝันนี้คงใช้ไม่ได้แล้ว

ถึงตรงนี้โลกก็ดี ยุโรปก็ดี ยังมีตัวแปรอีกคนคือปูตินผู้นำของรัสเซีย ล่าสุดนิตยสารฟอร์บสยกย่องปูตินให้เป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ซึ่งปูตินมีนโยบายจะปราบไอเอสหรือกบฏ รู้สึกว่ายุโรปตะวันตกจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

ระบบตะวันตกโดยรวมตอนนี้แวดวงวิชาการได้ตั้งคำถามถึง การล่มสลายของตะวันตกนิยม คือแนวคิดเสรีนิยมแบบตะวันตกตอนนี้โดนท้าทายทุกที่ในทุกภูมิภาค แม้กระทั่งหมู่นักวิชาการ ผู้นำ ในหมู่ตะวันตกที่ยึดแนวคิดนิยมประชาธิปไตยทั้งหลายเขารู้สึกไม่มั่นใจ ตอนนี้มีบทวิชาการในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ 6 เดือนที่ผ่านมาได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่าถึงจุดจบของตะวันตกนิยมหรือไม่ ถึงจุดจบของแนวเสรีนิยมประชาธิปไตยแบบเสตะวันตกหรือไม่ ที่เรามองคือปูตินเป็นโจทย์อันหนึ่งที่ทำไมยุโรปตะวันตกและแนวคิดเสรีแบบตะวันตกนิยม ถึงไม่สามารถจัดการกับหลายๆ ปัญหาได้ ปัญหาหนึ่งก็คือยุโรปตะวันออกที่ติดกับรัสเซีย ได้ขยายอิทธิพลและกำลังชนะ กำลังท้าทายฝั่งยุโรปตะวันตก ท้าทายสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา ไม่มีคำตอบที่จัดการปูตินได้ ปูตินไม่ถึงกับชนะแต่เขามีอิทธิพลเพิ่มขึ้น เช่น ประเทศยูเครน หากดูเป็นประเทศๆ บอลติก อย่าง ลิทัวเนีย ลัตเวีย เอสโตเนีย รวมถึงฟินแลนด์ด้วย เขาเริ่มหวั่นไหวแล้วว่าสหภาพยุโรปถดถอยขนาดนี้จะต้านปูตินไม่ได้แล้ว นาโต้ก็ไม่สามารถมาช่วยได้เต็มกำลัง ปูตินดูเหมือนมีความได้เปรียบมีอิทธิพลทำให้กลุ่มบอลติกเกรงกลัวมากขึ้น อย่างยูเครนคงไม่เป็นสมาชิกในสหภาพยุโรปแล้ว คือที่ผ่านมาอิงกับตะวันตกคงยากแล้วเพราะรัสเซียคงไม่ยอม คนที่ไปตั้งรกรากในยูเครน รัสเซียคงไม่ยอม ฝั่งตะวันออกที่ติดกับรัสเซียก็พึ่งพารัสเซียเต็มที่อยู่แล้ว แต่ขณะเดียวกันทางสหภาพยุโรปมีปัญหาแบบนี้ทางยูเครนก็คงต้องคิดใหม่ว่าจะเข้าไปจริงหรือไม่ ก็ทำให้เห็นว่านอกจากปูตินจะมีอิทธิพลเพิ่มขึ้นในยุโรป ปูตินยังมีอิทธิพลเพิ่มในเอเชียด้วย โดยรวมแล้วน้ำหนักของรัสเซียในเศรษฐกิจการเมืองโลกเพิ่มขึ้น ทำให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องจับมือเจรจากับปูติน เขาก็คงมโนว่าถ้าเผชิญหน้าหรือมีความขัดแย้งกับรัสเซียคงไม่คุ้ม

ถ้าหากมาดูฝั่งตะวันออก ปูตินมีอิทธิพลเพิ่มขึ้นเหมือนกัน ตอนนี้รัสเซียชนะอาเลตโต้ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่ง มีประชากรถึง 3 ล้านคน ตอนนี้เขาสู้กันอยู่ 2 ข้าง ฝ่ายกบฏกับฝ่ายรัฐบาล แต่รัฐบาลอัสซาดนั้นรัสเซียกับอิหร่านถือหางอยู่ ตอนแรกนึกว่าอัสซาดจะไปไม่รอด แต่ไปๆ มาๆ เอาตัวรอด แต่ก็ได้รัสเซียกับอิหร่านช่วยเต็มที่ ฝ่ายกบฏที่เป็นทหารอิสระที่ตะวันตกถือหางอยู่นำโดยสหรัฐอเมริกาก็แพ้ในอาเลตโต้แล้ว ถ้าพูดถึงเรื่องแล้วก็ต้องพูดถึงข่าวนิดหนึ่ง ปัจจุบันสื่อต่างประเทศหรือสื่อทั้งหลายแข่งกันมากจนเล่นกันแบบฉูดฉาด คือ ข่าวที่ดีจะไม่ลงกัน หรือข่าวอีกข้างหนึ่งก็ไม่ลง เพราะขายไม่ออกหรือแข่งสู้กันไม่ได้ เช่น อาเลตโต้ตอนนี้เหมือนเป็นการล้างเผ่าพันธุ์หรือเป็นการฆาตกรรม ซึ่งจริงๆ มีคนตายมากแต่มีทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายรัฐบาลเป็นฝ่ายโหดร้ายฝ่ายเดียว ทั้ง 2 ฝ่ายโหดร้ายทั้งคู่ การเล่นข่าวจึงเล่นกับฝ่ายแพ้ว่าโดนฆ่าไปเท่าไหร่ อพยพเท่าไหร่ สหรัฐอเมริกาไม่ช่วย เหมือนกับว่าไม่มีน้ำใจโหดร้าย ก็เป็นกระแสข่าวโลกในตอนนี้ แต่ตอนนี้ถ้าดูข่าวก็จะมีสื่ออันหนึ่งหากรับทราบอะไรมาก็จะบอกเลยว่าไม่เชื่อ นอกจากจะมีน้ำหนักขึ้นมาตามข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริง อย่างอาเลตโต้ก็จะพยายามหาข่าวอีกข้างหนึ่งตลอด วิธีการหาข่าวอีกข้างหนึ่งคือรัสเซียมีทีวีในช่อง RT ดูเยอะเพื่อว่าเขาเล่นกระแสอะไรอยู่ เพราะของเราได้รับข่าวจากฝั่งตะวันตกเยอะอยู่แล้ว และต้องฟังจากอื่นๆ ด้วย เช่น เมียนมา ก็ประโคมข่าวเรื่องไม่ดี แต่ข่าวดีๆ ในเมียนมามีเยอะถึง 90% แต่ 10% ไม่ดีกลายเป็นข่าว 100%

เพราะฉะนั้นกระแสข่าวในสื่อโลกก็ต้องระวังด้วย ในตะวันออกกลางจะเกิดการระส่ำระส่ายอย่างต่อเนื่อง ไอเอสกำลังจะพ่ายแพ้ถอยร่น แต่จะส่งผลกระทบทางอ้อมคือแพ้จากทางนั้น เขาจะขยายการก่อการร้ายไปมุมอื่นทั่วโลก ก็ต้องระวังแถวบ้านเราด้วยโดยเฉพาะอินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ รวมถึง สิงคโปร์ มาเลเซีย พอเขาตั้งเป็นประเทศไม่ได้ก็เป็นเงา อาจไปตามประเทศต่างๆ ไปทำการก่อการร้ายกันเองอย่างที่เห็นในตอนนี้บางประเทศ อย่าง ออสเตรเลีย แคนาดา หรือ สหรัฐอเมริกา แต่ตะวันออกกลางต้องเรียกว่าไม่มีเสถียรภาพต่อเนื่อง คือยุ่งไปเรื่อยๆ และจะมีความรุนแรงขัดแย้งถึงขนาดบางประเทศตอนนี้มาตั้งคำถามว่าจริงๆ แล้วน่าจะให้ซัดดัม ฮุสเซน อยู่ ในตอนนั้นจะว่าไปแล้วแม้จะโหดร้าย ทารุณ เผด็จการ แต่ก็เอาอยู่

เรื่องที่ต้องจับตาดู คือเรื่องการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะฝั่งยุโรปและเอเชีย

เทศกาลคริสต์มาสปี 2559 มีการฉลองกันอย่างกว้างขวาง แต่บ้านเราก็ฉลองแบบว่าเป็นแบบ 1 วัน ไม่ใช่เรื่องใหญ่มาก และช่วงปลายปีเป็นสัปดาห์ที่เราทำงานเต็มเวลา ทำจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม เพื่อนผมทั้งนักวิชาการต่างประเทศและเพื่อนหลายคนเขาหยุดกันเพราะเป็นเทศกาลคริสต์มาส เขานึกว่าเราหยุดเหมือนเขา แต่เรายังต้องทำงาน ก็เลยเป็นปีที่หลายๆ อย่างไม่ดี มีเหตุการณ์ที่ตึงเครียด และมาถึงปีนี้ก็อาจจะแย่ลง เราต้องทำใจ

ทำไมถึงมองว่าแย่ลง

การแย่ลงในสถานการณ์โลกไม่ได้หมายความว่าเราจะแย่ไปด้วย ตามหลักแล้วนักลงทุนคิดว่าเวลาที่แย่ๆ นั่นคือโอกาสเลย

สำหรับสถานการณ์โลกผมคิดว่าเรามองไปตรงไหนมีแต่ปัญหา ถ้าดูจากที่ผ่านมาที่เราสนทนาหลายเรื่องผมมีข้อเสนอประเด็นหลักคือ โครงสร้างของเศรษฐกิจการเมืองโลกมันสั่นคลอน เอาไม่อยู่ หลายๆ ปัญหาไม่สามารถจับเข้ามาใส่กรอบกติกากฎระเบียบที่เรามีกัน 70 ปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นมาดูแถวบ้านเราจะมีความตึงเครียดเรื่องทะเลจีนใต้ ทะเลจีนตะวันออก คาบสมุทรเกาหลี ความขัดแย้งระหว่าง จีน-ญี่ปุ่น จีน-สหรัฐ จีนกับอาเซียนบางส่วน ในเอเชียยังมีความตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นจะออกมาในรูปแบบไหนต้องวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง ถ้าเราดูในยุโรป ปูติน สหภาพยุโรป ยูเครน ก็มีปัญหามาโดยตลอดและก็แย่ลง การเผชิญหน้ากับสหภาพยุโรปมีจุดอ่อนมากขึ้นหลังจากที่เราได้เห็นสหราชอาณาจักรตัดสินใจออกจากสหภาพยุโรป ทำให้มีความไม่แน่นอนรู้สึกเสียขวัญ เสียกำลังใจ อิตาลีก็ลงประชามติไม่ผ่านหมายความว่าอิตาลีไม่สามารถจัดการปัญหาตัวเองได้ หากดูที่ประเทศในสหภาพยุโรปฝั่งที่เป็นขวาจัด ไม่ว่าจะเป็น ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ก็มีปัญหาเพราะฉะนั้นการบูรณาการของสหภาพยุโรปไม่มีมา 70 ปี จะถึงจุดอิ่มตัวเขาแล้ว จะเกิดภาวะต้องถอยลง จะถอยมากขนาดไหนเรายังไม่ทราบ ถ้าถอยสุดๆ เลย คือยกเลิกไปเลย ไม่มีสหภาพยุโรป แต่เชื่อว่าคงไม่ถึงตรงนั้น

ถ้าไปดูสหรัฐอเมริกาที่มีการเลือก โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นมา ก็เป็นสัญญาณแล้วว่าชาวอเมริกันไม่ชอบที่ต้องมาแบกภาระของระเบียบโลกที่ผ่านมา เขาต้องการให้คนที่มีคำตอบ คนที่มีความเป็นผู้นำที่จะมาเป็นยิ่งใหญ่ คือ โดนัลด์ ทรัมป์ ถ้าเรามาดูสหรัฐ ยุโรป เอเชีย ตะวันออกกลาง ก็มีลักษณะเอาไม่อยู่ คือไปที่ไหนก็เอาไม่อยู่ ทำให้ผมเห็นว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้าจะเกิดปรากฎการณ์หลายๆ อย่าง เกิดการต่อรอง การเผชิญหน้า ความท้าทายและเกิดกฎระเบียบใหม่ขึ้นมา หรือไม่มีกฎระเบียบเลย คือ ตัวใครตัวมันเต็มที่

เพราะฉะนั้นใน 5 ปี หรืออาจจะถึงก่อน 5 ปี จะเป็นช่วงที่ตัดสินว่าอีก 20-30 ปีถัดไปจะเป็นอย่างไร เช่น เราเห็นชัดๆ ว่าเรามีสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 พอสงครามโลกครั้งที่ 2 จบ ช่วงที่เขาตั้งระเบียบโลกขึ้นมา ใช้มาได้ 70 ปี แต่ระเบียบโลกนี้หมดสภาพแล้วก็ต้องตั้งระเบียบใหม่ขึ้นมา แต่ระเบียบใหม่ที่ตั้งระเบียบโลกถ้าไม่มีสงครามโลกจะตั้งระเบียบโลกยาก เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องการมีสงครามโลก ก็ต้องพยายามคุยกัน พูดต่อรอง เพื่อที่จะจัดหาการปฏิรูประเบียบใหม่ขึ้นมา ไม่อย่างนั้นแล้วจะเกิดลักษณะตัวใครตัวมัน จะไม่มีการเกื้อหนุนอย่างต่อเนื่อง

ดูอย่างระบบการค้าโลกตอนนี้ไม่โต ระบบการค้าโลกเคยขยายตัวต่อเนื่อง แต่ตอนนี้ไม่ขยายแล้ว และระบบการค้าโลกที่เป็นระบบภาคีจบแล้ว ตอนนี้เป็นแค่ระบบภูมิภาค ภูมิภาคี หรือระบบตัวต่อตัวเป็นทวิภาคี ระบบการเงินโลกมีวิกฤตอย่างต่อเนื่อง 2-3 ปีนี้มีวิกฤตเรื่อยๆ เราจะเห็นว่าประเทศที่ใช้วิธีระบบเงินโลกนิ่งยิ่งไม่สมดุล ตอนนี้ก็พยายามถอนโดยการขึ้นดอกเบี้ยแล้วมันก็ทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้นมา

ผมเป็นห่วงอย่างหนึ่ง ประเทศจีนในปี 2560 หนี้เขาเยอะมาก เป็นการสร้างหนี้ที่ไม่เคยมีแบบนี้มาก่อน แต่จีนก็เป็นเศรษฐกิจใหญ่ที่รัฐบาลสามารถตัดสินได้เลยโดยที่ไม่ต้องเจรจากับใคร ก็เป็นไปได้ว่าเขาซื้อเวลาได้ แต่ต้องทำใจว่าจีนจะมีอัตราการเติบโตที่ลดลง อาจไม่ถึง 6% ด้วยซ้ำ และหนี้ที่เขาพอกไว้เยอะอาจทำให้เขาเกิดวิกฤตได้

ประเทศที่ผมคิดว่าน่ามองคือญี่ปุ่น ตอนนี้ญี่ปุ่นจะเป็นตัวสำคัญในเอเชีย ญี่ปุ่นจะคึกคักหน่อย ก็จะมีการเปลี่ยนกฎหมายปฏิรูปขึ้นมา คือ เขาต้องการที่จะเป็นประเทศที่ปกติมีกองทัพที่สร้างได้เข้มแข็ง คือเราต้องการให้เอเชียมีดุลยภาพแบบใหม่ขึ้นมา แต่สหรัฐอเมริกาจะถอยไปหน่อย โดยทรัมป์จะมี 2 แบบ ถ้าเขาบ้าๆ ขึ้นมาก็อาจจะเข้ามามากขึ้น แต่ถ้าเอาตามที่เขาพูดก็อาจจะถอยไปหน่อยหนึ่ง ก็ต้องมาดูญี่ปุ่นว่าไม่มีใครต้องพึ่งจีนอย่างเดียว แต่ก็ไม่มีใครอยากเผชิญหน้ากับจีนเหมือนกัน

ในกลุ่มอาเซียนของเราปีนี้จะเป็นปีที่ครบรอบ 50 ปีอาเซียน เราคงมีการสนทนาเรื่องอาเซียนหลายรอบ อาเซียนปีนี้เป็นปีที่น่าคิดที่ว่ามีปัญหาหลายอย่าง มีความอิ่มตัวเหมือนกันในอาเซียน คือตั้งขึ้นมาแล้ว 50 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ มาถึงจุดนี้แล้วแม้จะมีความแตกแยก แต่ก็ยังมีความกลมเกลียวกันในระดับหนึ่ง มีทั้งกลมเกลียวและแตกแยกไปด้วยกัน แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เผชิญหน้ากันอยู่ในอาเซียนไม่หายไปไหนแต่ว่าอาจไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะรับมือกับปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

หากเราดูไม่ว่าจะเป็นการเงิน การค้า ระบบต่างประเทศทั้งหลาย กฎระเบียบกติกาโครงสร้างที่มีมา 70 ปีมันอิ่มเต็มที

5 views0 comments