อุตฯปีลิงสอบผ่านฉลุย...ปีไก่ยังเผชิญหลายปัจจัย โชคดีมีบุญเก่า


จากบทสัมภาษณ์ คุณเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย...ภาคอุตฯไทยปี 59 แข็งแกร่ง เอาตัวรอดผ่านช่วงผันผวนได้ค่อนข้างดี ปี 60 มีปัญหารอท่า ทั้งเรื่องนโยบาย America First และราคาน้ำมันที่เป็นขาขึ้น แต่ยังมีความหวังถ้ารัฐผลักดันจัดการเรื่องความสมดุลของภาคการเกษตรได้ จะช่วยฉุดภาคอุตฯให้ขยายตัวตาม รวมทั้งงบกระตุ้นเศรษฐกิจการลงทุนของภาครัฐจะมากและมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ซึ่งจะทำให้เอกชนกล้าที่จะขยายการลงทุน เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจจะกลับมาทำงานพร้อมๆ กันอีกครั้ง แจง..ไม่หวั่นเฟดขึ้นดอกเบี้ย ไม่ให้น้ำหนักฟันด์โฟลว์ที่ไหลออก เพราะเชื่อมั่นในทุนสำรองของไทยที่ยังมีเหลือเฟือ และสภาพคล่องในระบบยังมีอยู่อีกมาก

พึงพอใจกับสถานการณ์ภาคอุตสาหกรรมในปี 2559 หรือไม่

ปี 2559 เราเจอปัจจัยความผันผวนเยอะเหมือนกัน เรื่องของ Brexit เรื่องภัยแล้ง เรื่องน้ำในเขื่อน ถ้าเรามองย้อนกลับไป ถือว่าเราทำได้ดีพอสมควร ถือว่าในปี 2559 เรารับมือได้ ก็มีความเข้มแข็งพอประมาณเลยทีเดียว ด้วยลักษณะอย่างนี้ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 ถือว่าเราทำได้ดีในเรื่องการค้าขายต่างประเทศ แม้ว่าเดือนตุลาคมจะร่วงลงมาหน่อย แต่ทั้งปี 2559 ยังอยู่ในช่วงที่เราประเมินไว้คือไม่ต่ำกว่า -1 และอาจจะได้เท่ากับศูนย์เปอร์เซ็นต์ ยืนๆ เ ท่ากับปี 2558

ส่วนเรื่องจีดีพี ค่อนข้างชัดเจนว่าอยู่ในช่วง 3.2-3.3% จะว่าไปเทียบกับของไทยเราเมื่อก่อนถือว่าต่ำ แต่ถ้าเทียบกับหลายๆ ประเทศที่เริ่มมีการพัฒนาขึ้นมาอยู่ในระดับสูง คิดว่าเราก็ไม่ได้ต่ำ ในปี 2558 หลายๆ ประเทศอย่างสิงคโปร์ จะโตน้อยกว่าไทย ถ้าพิจารณาอย่างนี้ ถือว่าไทยผ่านพ้นความผันผวนต่างๆ มาได้ดีทีเดียว

ส่วนปี 2560 จะมีปัจจัยปัญหาอยู่หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายใหม่ของสหรัฐอเมริกา และจะมีรัฐบาลใหม่ของยุโรปอีก 2-3 ประเทศที่จะตามมา ดูแล้วรัฐบาลใหม่ของสหรัฐอเมริกามีลักษณะรักษาผลประโยชน์ คือต้องดูผลประโยชน์ของตัวเองไม่ไปทำในลักษณะที่ว่าเป็นการกุศลเท่าไหร่ ก็ต้องดูว่าประชาชนคนอเมริกันได้ประโยชน์แค่ไหนอย่างไร ตรงนี้เราอาจจะเห็นมาตรการการกีดกันทางการค้าเกิดขึ้นบ้างโดยใช้หลักผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา ที่ผ่านมาจะใช้หลักสิทธิมนุษยชน แต่ตรงนี้ชัดเจนว่า จะใช้หลักผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงตัวหนึ่ง

อีกเรื่องที่มีคนกังวล คือเรื่องราคาน้ำมัน เพราะช่วงท้ายปีราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นพอสมควรทีเดียว แต่ว่าประเด็นนี้มองว่าอย่างไรก็ตามจะมีแคปของมันอยู่คือมีเพดานของมันอยู่ ก็ไม่น่าจะเกิน 60-65 เหรียญต่อบาร์เรล เราคงจะไม่เห็นตัวเลขแบบ 80-100 เหรียญต่อบาร์เรลเหมือนเมื่อก่อนนี้ เพราะยังมีตัวซัปพลายทางด้านน้ำมันจากหินน้ำมัน และแก๊สจากหินน้ำมันที่สามารถปั๊มออกมาได้ และถ้าเป็นแบบนี้ จะส่งผลกระทบในเชิงบวกด้วยซ้ำไปกับพวกสินค้าทางการเกษตร ที่ผ่านมาเราพอจะเห็นแล้วว่าพอน้ำมันขยับขึ้นมา ยางพาราเราก็ดีขึ้นเยอะ และถ้าขณะนี้รัฐบาลประสบความสำเร็จในเรื่องของการลดสต็อกไม่ว่าจะเป็นข้าว ยาง ถ้าแก้ปัญหาตรงนี้ได้สำเร็จ ก็จะปลดภาระของประเทศได้เยอะ

ขณะเดียวกัน เราก็มองไปข้างหน้า เช่นถ้ามีการจัดระเบียบเรื่องของที่ดินเสียใหม่ ช่วยชาวไร่ ชาวสวน ชาวนา ให้น้ำหนักในเรื่องของการดูประโยชน์ของพืชแต่ละชนิดว่าให้มีความสมดุล ตรงนี้คิดว่าน่าจะนำมาสู่เรื่องของราคาหรือรายได้ของเกษตรกรที่ดีขึ้น ที่ผ่านมาเราก็เริ่มเห็น คือพอราคาพืชผล ราคาข้าวดีขึ้น ยอดขายไม่ว่าจะเป็น รถกระบะ รถบรรทุก รถจักรยานยนต์ ขยับตัวดีขึ้นด้วย ตรงนี้เห็นชัดว่าเศรษฐกิจของเรายังผูกกับภาคเกษตรอยู่ค่อนข้างมาก ถึงแม้ผลผลิตทางภาคเกษตรจะคิดเป็นสัดส่วนของจีดีพีไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ถ้าพูดถึงการบริโภคภายในประเทศตรงนี้ยังมีสัดส่วนที่มีอิทธิพลค่อนข้างสูงอยู่ ถ้ามองไปข้างหน้า ภาคเกษตรของเราไปได้ดี อุตสาหกรรมก็คงจะดีตาม

นอกจากนั้น เราก็มองไปที่ภาครัฐด้วยว่าจะมีเรื่องของการลงทุน ทั้งในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อย่างไร เช่น เรื่องของการบริหารจัดการน้ำ และยังมีโครงการอีอีซีที่ภาครัฐพยายามผลักดันให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ผลักดันอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง และยังมีโครงการสร้างความเข้มแข็งของในกลุ่มจังหวัด ถ้าเรามองจากทั้งหมด ก็จะมีเงินเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2560 ค่อนข้างเยอะทีเดียว ถ้าเรามองอย่างนี้ เราก็มองว่าเรื่องของการพึ่งพิงการส่งออกซึ่งปี 2560 เรายังมองโพสิทีฟอยู่ และยังมองว่าดีกว่าปี 2559

ตรงนี้เมื่อมาประกอบกับการใช้จ่ายในประเทศที่จะเพิ่มขึ้น เราก็มองว่าด้วยขนาดความต้องการของตลาดขนาดนี้ ก็น่าจะกระตุ้นให้ภาคเอกชนเริ่มลงทุน พอภาคเอกชนเริ่มลงทุน คิดว่าเครื่องยนต์ที่เราบอกว่ามันดับไป 3-4 เครื่อง ตอนนี้ก็น่าจะกลับมาเดินเครื่องได้ และถ้าเดินเครื่องได้พร้อมๆ กัน คิดว่าเศรษฐกิจน่าจะไปได้ดี

เรื่องของเฟดที่ขึ้นดอกเบี้ย จะมีปัญหาหรือไม่ รวมถึงเรื่องฟันดโฟลว์ที่มันไหลออกไปมาก

ตัวนี้จริงๆ มันก็ไหลไปไหลมาอยู่แล้ว ไม่ค่อยให้น้ำหนักสักเท่าไหร่ เวลาเข้ามาก็ไม่ค่อยได้เป็นประโยชน์กับการพัฒนาอุตสาหกรรมหรือโครงสร้างพื้นฐานเราเท่าไหร่ ก็จะมีเฉพาะบางส่วนที่มาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจริงๆ หรือเป็นการลงทุนที่เป็นการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมหรืออะไรต่อมิอะไร ซึ่งตรงนี้มันก็มีอยู่อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ย คือขึ้นสัก 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ยังไม่ถึง 1% เลย ฉะนั้นเราก็มองว่าคนที่จะถูกกระทบจากเรื่องนี้มากคือพวกฟันด์เมเนเจอร์ เพราะเขาต้องหาผลประโยชน์ที่สูงที่สุด แต่สำหรับผู้ประกอบการ คิดว่าต้นทุนการเงินที่ขึ้นมาขนาดนี้ ยังไม่ได้เป็นเรื่องสลักสำคัญอะไรมากนัก

เพราะฉะนั้น เรื่องของฟันด์โฟลว์ เราก็ยังมีความแข็งแกร่งเพียงพอ เงินทุนระหว่างประเทศที่เรามีอยู่เทียบได้กับการนำเข้า 10 เดือน ถือว่ามีความมั่นคงมาก คือเราไม่ต้องมีรายได้เลย ก็ยังสามารถดำรงชีวิตได้ปกติ ใช้น้ำมัน ใช้อะไรปกติได้ถึง 10 เดือน

คิดว่าน้อยประเทศ ที่สามารถบอกได้ว่าทุนสำรองเขาใหญ่ขนาดนี้ ตอนที่เรามีปัญหาอย่างหลายปีก่อนเรื่องของต้มยำกุ้ง ตอนนั้นเราเหลือทุนสำรองไม่ถึงเดือน เพราะฉะนั้นถ้าเทียบกัน เราก็จะเห็นเลยว่าในส่วนของฟันด์โฟลว์ที่ทางแบงก์ชาติเขาแจ้งมาว่า อาจจะมีปัญหา แต่ว่าไม่ต้องห่วง เพราะเงินสำรองของเรายังเพียงพออยู่ ตรงนี้คิดว่าเป็นข้อวิเคราะห์ที่ถูกต้องแล้ว

ผู้ประกอบการที่จะลงทุนเพิ่ม ควรจะกู้ หรือออกหุ้นกู้

ตอนนี้เครื่องมือทางการเงินเยอะมาก ตลาดทุนก็มีเครื่องมือสารพัด มีทั้งเรื่องของกองทุน ตราสารทุน ซึ่งตราสารทุนก็มีทั้ง 2 ตลาด คือ ตลาดใหม่ ตลาดปกติทั่วไป มีทั้งหุ้นกู้ ตราสารหนี้ต่างๆ คิดว่ามีทางเลือกเยอะสำหรับบริษัทที่จะลงทุน ที่เน้นที่สุดคือเรื่องของความโปร่งใส สำหรับการเข้าไประดมทุนพวกนี้ ถือเป็นเรื่องสำคัญ การบริหารจัดการที่ดี มีความโปร่งใส จะเป็นตัวที่ทำให้การระดมทุนเป็นไปได้อย่างราบรื่น ในประเด็นนี้ไม่ค่อยเป็นห่วงเท่าไหร่ จริงๆ สภาพคล่องในบ้านเราตอนนี้ยังเยอะอยู่ แม้กระทั่งสภาพคล่องของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เองที่ยังถือสภาพคล่องอยู่ ตอนนี้จะว่าไปแล้วคิดว่าสูงเป็นประวัติการณ์ด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ เองก็มีกำลังที่จะลงทุนด้วยตัวเองอยู่แล้วบางส่วน คือแทบจะไม่ต้องพึ่งสถาบันการเงินแม้แต่น้อย ในส่วนนี้คิดว่าไม่น่าจะเป็นปัญหา ถ้ามีกำลัง ดีมานด์หรืออุปสงค์มีเพียงพอ ก็จะเห็นการลงทุนเกิดได้อย่างรวดเร็วทีเดียว

0 views0 comments