ประเมินเศรษฐกิจปีระกา: ไทยโตรั้งท้ายในภูมิภาค


ปี 60 เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้น อัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น เงินดอลลาร์แข็งค่าสวนทางเงินทุกสกุล ส่งผลลบกระทบประเทศกำลังพัฒนา เศรษฐกิจไทยจะโตรั้งท้ายในภูมิภาค

ล่าสุดก็มาตามนัด เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ประเมินแล้วจะเป็นอย่างไร

ก็เป็น 0.75% เป็นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ซึ่งถ้าพูดถึงก็ยังต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าขึ้นอีกได้ไหมก็ยังขึ้นได้ในทางทฤษฎี แต่เนื่องจากสหรัฐอเมริกาคิดว่าธนาคารกลางสหรัฐคงต้องการความมั่นใจว่าสถานการณ์การฟื้นตัวเศรษฐกิจมีความเชื่อมั่นมากน้อยแค่ไหน ความจริงแล้วธนาคารกลางมีการคาดคะเนกันเอง ในหมู่กรรมการก็เชื่อมั่นค่อนข้างจะสูงว่าจะขึ้นจริง การขึ้นจริงมักจะช้ากว่าที่คาดคะเนไว้โดยธนาคารกลางเองด้วยซ้ำไป การขึ้นครั้งนี้ถ้าพูดถึงเดือนที่ผ่านมาถือว่าคาดคะเนเพิ่มขึ้น 100% คือเป็นไฟลท์บังคับ ไม่ขึ้นก็คงผิดปกติ เพราะฉะนั้นก็เป็นไปตามคาดหมาย

สิ่งที่คาดคะเนกันต่อไปคือว่าในปีนี้จะเป็นอย่างไร ก็จะมีปัจจัยของการฟื้นตัวเศรษฐกิจที่ค่อยๆดีขึ้นเป็นลำดับ แต่ก็ยังดีแบบทรงๆ ราคาน้ำมันที่ดีขึ้นทำให้บริษัทน้ำมันและบริษัทที่เกี่ยวกับพลังงานในสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มดีขึ้น ก็อาจจะเริ่มจ้างงานหรือลงทุนในช่วงปีต่อไป เพราะฉะนั้นสถานการณ์ก็เป็นบวกขึ้น

นส่วนของทรัมป์ที่มาเป็นประธานาธิบดีก็มีผลอยู่เหมือนกัน และค่อนข้างจะมากด้วยในเรื่องของจิตวิทยาการลงทุน เพราะคนสหรัฐอเมริกามองว่านโยบายของทรัมป์ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรุนแรง มีการลดภาษีอย่างหนัก มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมากๆ ตามแผนที่ว่าไว้ ถ้าเกิดขึ้นเร็วก็จะเป็นแรงกดดันต่อตลาดทุน และทำให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจแรงมากในระยะสั้น แต่ว่าปัจจัยนี้คงไม่ใช่จะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจทันที

เพราะฉะนั้นแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยก็ยังเป็นขาขึ้นอยู่ แต่ว่าเป็นขาขึ้นแบบค่อยๆขึ้นไป ล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐประมาณการว่าจะขึ้น 3 ครั้งในปีนี้ เพราะมองว่าอัตราเงินเฟ้ออาจจะปรับตัวเร็วขึ้นเพราะรัฐบาลพยายามกระตุ้นการคลังมากๆ แต่โดยส่วนตัวมองว่าน่าจะขึ้น 2 ครั้งเท่านั้นเอง หรืออาจจะครั้งเดียวด้วยซ้ำไป สาเหตุเพราะ GDP สหรัฐอเมริกายังไม่ฟื้นมากนัก ยังมีลักษณะค่อนข้างไปอย่างช้าๆ หนี้ภาคเอกชนยังสูงอยู่แน่นอนว่ายังไม่สูงเหมือนจีน แต่ก็ยังสูงในระดับที่ธนาคารกลางสหรัฐจะต้องระมัดระวังในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบบค่อนข้างรุนแรง เพราะฉะนั้นโอกาสจะที่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในความเข้าใจของผมคิดว่าน่าจะกลางปีนี้ 1 ครั้ง และปลายปี 1 ครั้ง คงไม่ถึงขั้นขึ้นทุกไตรมาส ถึงแม้จะมีบางท่านบอกว่าขึ้น 3 ครั้งน่าจะน้อยด้วยซ้ำไป แต่คิดว่าน่าจะเป็นเสียงส่วนน้อย เมื่อสถานการณ์เกิดขึ้นจริงและจิตวิทยาการลงทุนเริ่มแผ่วลง เริ่มเห็นความเป็นจริงมากขึ้น คิดว่าโดยสถานการณ์คงจะขึ้น 2 ครั้ง

ส่วนค่าเงินบาทก็จะมีปัญหาเหมือนกัน เพราะเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นไม่ว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้นแรงหรือไม่ก็ตาม อัตราดอกเบี้ยอาจจะปรับ 2 ครั้งในปีนี้ แต่ว่าค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวค่อนข้างจะแรง เนื่องจากว่าภาวะเศรษฐกิจต่างๆ รู้เห็นเป็นใจและเงินทุนก็ไหลเข้าไปเพื่อที่จะเข้าไปอาศัยผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น เนื่องจากรัฐบาลจะต้องก่อหนี้มากขึ้น เมื่อก่อหนี้มากขึ้นรัฐบาลจะต้องมากู้ในตลาดเงินหรือในตลาดพันธบัตร ซึ่งตรงนี้ก็จะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น ส่วนนี้จะทำให้ค่าเงินสหรัฐกลับแข็งขึ้น เนื่องจากเงินทุนทั่วโลกจะเริ่มไปลงทุนในตลาดพันธบัตรสหรัฐที่เป็นระยะยาว ซึ่งตรงนี้จะค่อยๆทยอยเข้าไปเรื่อยๆ ขณะนี้ส่วนใหญ่เงินทุนวิ่งเข้าไปในตลาดทุนคือตลาดหุ้น แต่ว่าถ้าเรามองกลางปีไปก็จะเริ่มเข้าไปในตลาดพันธบัตร ซึ่งตรงนี้ก็จะทำให้ค่าเงินสหรัฐแข็งขึ้นมาก ไม่ว่าดอกเบี้ยของเฟดจะไม่ได้ขึ้นหรือขึ้นน้อย นี่คือปัจจัยที่เราต้องระวัง เพราะประเทศกำลังพัฒนาจะมีปัญหาทุกครั้งที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐสูงขึ้น

กรณีที่ ECB ขยายเวลาทำ QE ออกไปถึงปลายปี 2560 แต่ก็ลดวงเงินลงมาจาก 8 เหลือ 6 ประเด็นนี้จะมีผลอย่างไร

ก็ดูว่าพยายามที่จะให้สมดุลขึ้น แทนที่จะขยายไป 6 เดือนแล้วใช้วงเงินเท่าเดิมก็ปรับปรุงลงนิดหนึ่ง คือจำนวนเงินใช้เท่าเดิมแต่ขยายเวลาออกไปอีกหน่อยเพื่อให้สถานการณ์มั่นคงขึ้น อย่างไรก็ตาม ค่าเงินยูโรก็ยังคงอ่อนตัวอยู่เมื่อเทียบกับดอลลาร์ จะยังไปในทิศทางนั้นเหมือนกับค่าเงินเยน แต่ค่าเงินเยนขณะนี้ก็วิ่งอ่อนลงไปพอสมควร ก็ต้องระวังนิดหน่อยว่าอัตราแลกเปลี่ยนบางทีมีความผันผวนแรง โดยทิศทางของค่าเงินเยน ค่าเงินยูโร ค่าเงินปอนด์ มีแนวโน้มที่อ่อนลงเมื่อเทียบดอลลาร์ เรียกว่าค่าเงินแทบทุกสกุลในโลกจะอ่อนลงรวมทั้งเงินบาทด้วย

ปัญหาเศรษฐกิจ-การเงินของจีนจะเป็นภาระกับโลกไหม

ก็ไม่ถึงกับเป็นภาระเพราะขณะนี้จีนเปลี่ยนนโยบายจากการกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา หันมาเป็นไม่กระตุ้นแล้ว หันมาควบคุมการเติบโตที่มีลักษณะคล้ายฟองสบู่ในบางจุด เพราะฉะนั้นอัตราการเติบโตของจีนถือว่าเป็นอัตราการเติบโตค่อนข้างเสถียรภาพและมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็จะมีผลดีต่อจีนในระยะยาว แต่ในระยะสั้นตัวเลขการเติบโตไม่หวือหวาเหมือนที่อื่น ไม่มากเหมือนสหรัฐอเมริกาหรือบางประเทศที่มีความพยายามจะกระตุ้นเศรษฐกิจมากๆ

ในส่วนของจีนคิดว่าสิ่งที่ต้องกังวลอยู่ขณะนี้เป็นเรื่องจิตวิทยาการลงทุน ซึ่งนักลงทุนโดยทั่วไปยังมองว่าทุนยังคงไหลออกจากจีนอยู่ สาเหตุหลักเพราะค่าเงินดอลลาร์แข็งและค่าเงินหยวนต่ำลง ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้นักลงทุนไม่อยากที่จะเก็บเงินหยวน ซึ่งตรงนี้จะส่งผลกระทบในแง่ตลาดทุน แต่ในแง่ของภาคการผลิตคงจะไม่มีผลอะไรมากเพราะฉะนั้นภาคการผลิตจีนถือว่ายังเติบโตในอัตราที่มีเสถียรภาพ ประมาณร้อยละ 6 เศษๆ หรือร้อยละ 6.5 ประมาณนี้ ก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูนิดหน่อยว่าการดูแลภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีลักษณะฟองสบู่อยู่บ้างจะทำอย่างไร และหนี้ของภาคบริษัทที่มีการก่อหนี้ไว้มากพยายามที่จะทรงๆได้มากน้อยแค่ไหน แต่คิดว่าจีนโดยสถานการณ์คือมีเสถียรภาพ ไม่ใช่ขาลง แต่ค่อนข้างมั่นใจได้ว่าจะเติบโตในระดับประมาณนี้อีกสักระยะหนึ่ง

ส่วนญี่ปุ่น ในภาคการผลิตเริ่มปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากค่าเงินเยนอ่อนตัวมามากแล้ว และบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากเป็นบริษัทที่ลงทุนในสหรัฐอเมริกาด้วย หากเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาปรับตัวดีเมื่อไหร่ บริษัทเหล่านี้จะมีรายได้ที่อยู่ในรูปของเงินดอลลาร์แล้วแปลงมาเป็นเงินเยน กำไรน่าจะดีมาก เพราะฉะนั้นญี่ปุ่นยังถือว่าดีในแง่ของการลงทุน การเงิน ยังไปได้ดีมากๆเลย และถ้านักลงทุนไปลงทุนโดยมีการทำประกันความเสี่ยงกับค่าเงินเยนด้วยถือเป็นผลบวกรอบ 2 เพราะฉะนั้นญี่ปุ่นในแง่การลงทุนเงินยังดี ในแง่ของภาคการผลิตไม่ใช่ขาลง เรียกว่ายังมีเสถียรภาพ

เมืองไทยจะรับมืออย่างไรดี ทั้งรัฐบาลและคนไทย

เมืองไทยถ้าประเมินช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ถือว่ารัฐบาลเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจค่อนข้างจะมาก ซึ่งตรงข้ามกับจีน จีน 2-3 ปีที่ผ่านมาเขาลดการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ของไทยเพิ่มการกระตุ้นเศรษฐกิจและใช้เงินค่อนข้างมาก งบประมาณแผ่นดินก็ขาดทุนมากและงบประมาณของภาครัฐที่ไปลงทุนก็อาศัยภาคเอกชนมาร่วมลงทุนด้วย ถึงแม้จะร่วมลงทุนด้วยหนี้สาธารณะและงบประมาณแผ่นดินก็ไปในทิศทางเสี่ยงระยะยาว ประเด็นคือว่าการเติบโตของไทยยังถือว่าต่ำมากแค่ 3% เศษๆ เมื่อเทียบกับเม็ดเงินที่ลงไปขนาดนี้ถือว่ายังไปไม่เข้าเป้า ซึ่งตรงนี้ของไทยก็ยังไม่ถือว่าเป็นขาลงจริงๆ จะเป็นลักษณะมีเสถียรภาพเหมือนกับจีนหรือญี่ปุ่น ไม่ต่างกันมาก การเติบโตยังถือว่ารั้งท้ายในภูมิภาคอยู่ ก็ถือว่าสถานการณ์ของไทยในช่วงปีนี้กับช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไม่แตกต่างกันมากนัก

คนไทยควรทำอย่างไรดี เพราะรัฐบาลยังต้องใช้นโยบายช็อปช่วยชาติ แจกเงิน

ก็ยังเป็นวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบง่ายๆ ซึ่งก็มีทั้งผลดีและผลเสีย ผลดีคือทำให้ตัวเลขรับรู้รายได้ของ GDP ฟังแล้วดูดี อย่างน้อยมีการกระตุ้นช่วงสิ้นปี แต่วิธีคิดแบบนี้มีข้อเสียอยู่เหมือนกันว่าเม็ดเงินที่ใช้ไปมันยังไปไม่ได้ และถ้าเราดูจริงๆเม็ดเงินที่ลงไปในเรื่องของการสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าต่างๆก็เดินผิดแนวไปเยอะ เพราะมีการแปรรูปโครงการโดยการไม่เชื่อมกันตั้งแต่ต้น และหวังจะให้มาเชื่อมกันทีหลังเป็นเรื่องยากมาก ก็อาจทำไม่สำเร็จ ซึ่งโครงการพวกนี้จะให้ผลกับเศรษฐกิจในระยะยาวได้ไม่มากเท่าที่ควร

สิ่งที่รัฐบาลจะต้องระมัดระวังต่อไปคือ ไม่ควรมองว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องอาศัยฝีมือรัฐบาลเท่านั้น ต้องคิดถึงกระบวนการอื่นด้วย อย่างเช่นค่าเงินบาทของเราแข็งค่าตามค่าเงินดอลลาร์มากเกินไป ซึ่งตรงนี้ต้องส่งสัญญาณให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาดูให้รอบคอบด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้ ธนาคารกลางแห่งประเทศไทยต้องไปดูอัตราแลกเปลี่ยนของตัวเองว่าสอดคล้องกับเศรษฐกิจจริงหรือไม่ เหตุผลที่ค่าเงินบาทแข็งตามดอลลาร์ไปเรื่อยๆเหมาะสมไหม และจะส่งผลเสียต่อประเทศต่อเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน

สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำคืออย่าคิดว่ารัฐบาลเป็นพระเอกเอาเงินของประชาชนมาใช้ ต้องเข้าใจกลไกเศรษฐกิจว่ากลไกเศรษฐกิจของเราเป็นแบบผสมซึ่งรัฐเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ลำพังรัฐบาลจะเป็นพระเอกแล้วอยากทำอะไรทำได้หมด รัฐบาลต้องเข้าใจว่ารัฐบาลยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจพอสมควร เป็นจุดอ่อนของรัฐบาลที่ไม่ได้มีความรอบคอบหรือไม่ได้มองผลได้ของมัน

สิ่งที่เป็นจุดอ่อนมากของรัฐบาลคือ นอกจากโครงการแล้ว นโยบายที่ใช้มักกระตุ้นภาคที่ไม่มีปัญหา เช่น ภาคการท่องเที่ยว ทำให้การท่องเที่ยวขยายตัวผิดปกติ รัฐบาลต้องมีเครื่องมือ ขณะเดียวกันเป้าหมายควรมีความชัดเจน ขณะนี้เหมือนใช้กระสุนเยอะ ยิงไปทั่วทุกจุด ยิงกราดมากไป เข้าเป้าน้อย แต่เป้าที่ไม่สำคัญอย่างท่องเที่ยวกลับโดน คิดว่ารัฐบาลควรทบทวนทรรศนะการมองทิศทางเศรษฐกิจใหม่

สัมภาษณ์พิเศษ ศ.ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ ในรายการวิทยุเซียนเศรษฐกิจ FM 101

0 views0 comments

For advertising please call: 02-2534691