50 บริษัทที่น่าจับตาในปี 2017


ปี 2017 จะเป็นปีที่หักเหที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของสหรัฐ เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ เปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจสหรัฐจากค้าเสรีเป็นการกีดกันทางการค้าบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติของสหรัฐทุกบริษัทล้วนถูกทรัมป์เรียกเข้าพบเพื่อรับทราบกติกาการลงทุนใหม่ของรัฐบาล

Trumponomics เป็นรูปแบบเศรษฐกิจมีลักษณะเฉพาะตัวตามสไตล์ของทรัมป์ที่จะนำมาใช้ในการบริหารด้านเศรษฐกิจของสหรัฐที่จะเริ่มทันทีหลังการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี

ชาวตลาดหุ้นส่วนใหญ่เชื่อว่าทรัมป์จะทำให้เศรษฐกิจอเมริกันฟื้นตัวเร็ว เพราะมีการดึงตัวนักธุรกิจภาคเอกชนเข้ามาร่วมทีมงานเศรษฐกิจมากกว่าครึ่งของคณะรัฐมนตรี

ล่าสุดดึงนางคาร์ลี ฟิออริน่า อดีตซีอีโอของฮิวเล็ตต์-แพคการ์ดมาเป็นผู้อำนวยการหน่วยสืบราชการลับ ซึ่งเธอได้บอกกับนักข่าวว่า งานหลักของเธอคือการสืบราชการลับยิ่งยวดโดยมีเป้าหมายที่จีน

ฟิออริน่า เคยบริหารบริษัท เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่เคยใหญ่ที่สุดในโลก แต่ไม่เคยปรากฏความสามารถในด้านนี้เลยจึงไม่รู้ว่าทำไมทรัมป์ถึงเลือกเธอมาทำงานด้านนี้

แต่จากการประกาศกร้าวว่า สินค้าอเมริกัน จะไม่ใช้ชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ผลิตในจีนอีกต่อไป โดยเฉพาะแอปเปิ้ลที่ถูกหมายหัวเป็นรายแรกเพราะกว่า 90% ของชิ้นส่วนที่บรรจุอยู่ในตัวเครื่องไอโฟน ไอแท็บนั้นผลิตในจีน

“จะไม่มีสินค้าอเมริกันที่ Made in China อีกต่อไป” ทรัมป์ประกาศ

นี่กระมังที่ทำให้นางฟิออริน่ามาอยู่ตรงนี้ ซึ่งเธอก็ประกาศว่า “จีนคืออริของเรา”

ชาวตลาดหุ้นนิวยอร์กแม้จะยินดีปรีดาที่มีนักธุรกิจเข้าไปอยู่ในครม.ทรัมป์มากกว่าทุกรัฐบาล

แต่ก็กังวลกันว่า การดึงแบรนด์ดังๆกลับมาผลิตในสหรัฐ จะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น เพราะค่าแรงในอเมริกาสูงกว่าในจีนกว่า 7 เท่าตัว

ต่อไปสินค้าอเมริกันจะยอดขายลดลง อย่างแอปเปิ้ลนั้นคาดว่ารุ่นที่ผลิตในอเมริกาทั้งตัว อาจจะแพงขึ้นเท่าตัว

เพราะเหตุนี้ ในรายชื่อ 50 บริษัทที่วารสารรายสัปดาห์ Business Week ในเครือบลูมเบิร์กหยิบยกขึ้นมาเป็นบริษัทที่น่าจับตาในตลาดหุ้นปีหน้าจึงไม่มี Apple Inc.

บริษัทแรกสุดที่ให้จับตาก็คือ Addidas ด้วยเหตุผลว่า ได้มีการทุ่มเททางการตลาดอย่างน่าจับตามองที่สุดหลังจากที่ตกเป็นรอง Nike และ UnderArmour สองบริษัทเครื่องและชุดกีฬาเจ้าถิ่นมานาน

อาดิดาสกลับมาอย่างยิ่งยงด้วยรองเท้าไลฟ์สไตล์ Stan Smith ที่สร้างความแตกตื่นให้ตลาด บดบังคู่แข่งอย่างสิ้นเชิง

เด่นอีกรายคือ Amazon นอกจากตลาดออนไลน์จะทำให้เทศกาลของขวัญในเทศกาลขอบคุณพระเจ้าเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนของบรรดาร้านค้าปลีกยักษ์ใหญ่จะเหงาแล้ว

การเปิดตลาด amazon go ที่ลูกค้าเข้ามาซื้อของโดยไม่ต้องจ่ายเงินสดๆ เลือกแล้วหยิบออกจากหิ้งไปได้เลยก็ชิงลูกค้าจากห้างสรรพสินค้าระบบดั้งเดิมไปได้มาก

Caterpillar เป็นบริษัทเครื่องจักรกลหนักที่ยังคงปักหลักอยู่ในประเทศจีน ยังคงไปได้ดีในอเมริกา เพราะการผลิตในด้านเกษตรกรรมของสหรัฐปีนี้เติบโตดีมาก

CBS บริษัทสื่อที่กำลังปิดดีลกับ Viacom เมื่อสำเร็จจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยเฉพาะด้านสตูดิโอภาพยนตร์ หลังซบเซามากว่าทศวรรษ

Chipotle Mexican Grill หลังจากเจอโรคระบาดปากเปื่อยเท้าเปื่อยในวัวจนลูกค้าหายไปเมื่อปี 2015 ตอนนี้ใช้การตลาดเข้มข้น ดึงลูกค้ากลับมาเหมือนเดิมแล้วโดยยอดขายที่เติบโตเร็วคือลูกค้าที่ซื้อ “ห่อกลับบ้าน”

Comcast เพย์ทีวีที่จะเริ่มให้บริการไร้สายผ่านเน็ตเวิร์กของ Verizon ในปี 2017 คาดว่าจะสามารถดึงดูดลูกค้าที่ใช้ระบบไวไฟได้ถึง 15 ล้านคนจากการผสานกันของบริการ 4 ทางคือ ทีวี อินเทอร์เน็ต เคเบิล และมือถือ

Dow Chemical ปลายปีที่แล้วมีทีท่าว่าจะลงเอยกับ Du Pont บริษัทเคมีภัณฑ์อีกราย แต่เพราะทั้งคู่เป็นยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา เลยทำให้ฝ่ายควบคุมธุรกิจการค้าอุตสาหกรรมของรัฐบาลกังวลว่าจะเป็นการผูกขาดการค้าอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ การเจรจาควบรวมกิจการก็เลยชะงักไปจนกว่าจะมีการชี้ขาดว่าทั้งคู่จะรวมได้หรือไม่ได้

หากรวมกันได้ Dow Chemical จะลดค่าใช้จ่ายต่ำกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ทีเดียว

Eli Lilly บริษัทยาเล็กที่สุดในสหรัฐ แต่รายได้กลับดีที่สุดโดยเพิ่มขึ้น 5.7% ในปี 2015 และสามารถรักษาอัตราเติบโตนี้ได้จนถึงปีนี้ คาดว่าจะโตระดับนี้ไปจนถึงปี 2020

Ford ยังคงเสียงแข็งต่อทรัมป์ในอันที่จะผลิตรถยนต์ในจีนด้วยเหตุผลว่า ฟอร์ดในอเมริกาก็มีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องนำกลับมาผลิตในประเทศ เพราะแม้จะผลิตในจีน แต่ก็เป็นคนละตลาดกับที่ผลิตในอเมริกา

Nestle บริษัทผลิตภัณฑ์อาหารใหญ่ที่สุดในโลกกำลังจะมีซีอีโอคนใหม่ Ulf Mark Schneider ที่จะเข้ามาบริหารในเดือนมกราคม

ชไนเดอร์ถือเป็นผู้ที่มีภูมิหลังด้านอาหารที่งดงามมาก โดยเฉพาะอาหารสุขภาพ ทำให้เป็นความหวังของชาวเนสท์เล่ในอันที่บริษัทจะเปลี่ยนถ่ายไปเป็นบริษัทอาหารสุขภาพอย่างเต็มตัวนับแต่ปีหน้าเป็นต้นไป

Procter & Gamble เป็นบริษัทคอนซูมเมอร์โปรดักต์ยักษใหญ่ที่กำลังปรับโครงสร้างขนานใหญ่ ด้วยเป้าหมายเพื่อปรับผลิตภัณฑ์ 65 แบรนด์ธงที่ทำรายได้หลัก ให้เติบโตเร็วยิ่งขึ้น

เป็นครั้งแรกในรอบ 170 ปีของบริษัทที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่นี้

เป้าหมายปรับโครงสร้างนี้ เน้นที่โครงสร้างด้านตัวผลิตภัณฑ์ โดยเป้าหมายสำคัญคือผลิตภัณฑ์ความงาม 41 แบรนด์ ที่ขายให้แก่ Coty วงเงิน 12.5 พันล้านดอลลาร์

เป็นการปลดเปลื้องภาระ เพราะที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์ความงามของ P&G ไปได้ไม่สู้ดีนัก อาจจะเป็นเพราะความถนัดก็ได้

การให้ Coty ซึ่งเป็นบริษัทเครื่องสำอางโดยเฉพาะเอาไป ก็น่าจะเป็นการดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย

นี่คือส่วนหนึ่งของ 50 บริษัทที่น่าจับตาในปีหน้า

36 views0 comments