ลุ้นปีไก่กระต๊าก เศรษฐกิจ-ดอกเบี้ยขึ้น..รับเทรนด์อินชัวร์เทค-สุขภาพ


ธุรกิจประกันภัยปี 2560 จะเติบโตในอัตราชะลอตัว หรือในอัตราที่เร่งตัวขึ้นจากปี 2559 มากน้อยแค่ไหนนั้น ต้องประเมินจากทิศทางและแนวโน้มเศรษฐกิจภาพรวมในประเทศและต่างประเทศว่าจะมีผลกระทบจากปัจจัยใดบ้าง ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ การขยายการลงทุนจากภาคเอกชน การลงทุนโครงสร้างขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็กต์) อัตราดอกเบี้ย ภาวะหนี้ภาคครัวเรือน ยอดขายรถยนต์ ยอดขายอสังหาริมทรัพย์ สภาพภูมิอากาศภัยแล้ง-น้ำท่วม หรือปรากฎการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ ซึ่งจะมีผลต่อราคาพืชผลทางการเกษตร เหมือนที่เคยส่งผลกระทบต่อรายได้ของกลุ่มเกษตรกรหดตัวอย่างหนักในปี 2559 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจและทิศทางอัตราดอกเบี้ย ค่อนข้างมีผลต่อการขยายตัวของธุรกิจประกันภัยในภาพรวมทั้งระบบ นอกเหนือจากในมุมของอัตราการเคลมสินไหมและภาวะธุรกิจประกันภัยในตลาดโลก

ธุรกิจประกันชีวิตโดยรวมถือว่าค่อนข้างทรงตัว แม้ที่ผ่านมาจะเติบโตในอัตราชะลอตัวตลอดทั้งปี 2559 ที่ผ่านมา แต่ปี 2560 น่าจะเป็นปีแห่งการแก้ไขในสิ่งที่ทำให้ผิดพลาดไปและแก้ตัวสำหรับความบกพร่องของแต่ละบริษัท ภายใต้ภาวะกดดันทางสิ่งแวดล้อมรอบด้านในธุรกิจ

จุดเด่นในสมรภูมิธุรกิจประกันชีวิตในปี 2560 ยังคงไม่พ้นเรื่องของการดีไซน์ผลิตภัณฑ์ที่ชูกิมมิคด้านต่างๆ เพื่อดึงดูดใจผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด ควบคู่ไปกับการปรับเข้าสู่โหมดการตลาดดิจิทัลออนไลน์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคสตรีมมิ่งที่เข้ามาเปลี่ยนหน้าตาธุรกิจในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ตัวแทนขายประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงินยังต้องปรับตัวให้รับกับการเปลี่ยนแปลงโดยรวมที่เกิดขึ้น

ทว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่มีกระทบทั้งบวกและลบอย่างแรง นอกเหนือจากเรื่องกำลังซื้อชะลอตัว ไม่พ้นเรื่องอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักรองมาจากค่าใช้จ่ายและตารางมรณะ เหมือนที่เคยส่งผลกระทบอย่างแรงต่อการตั้งเงินสำรองของบริษัทประกันชีวิตหลายแห่งมาแล้วในปี 2559 ที่ผ่านมา

สำหรับธุรกิจประกันวินาศภัยที่มีกว่า 50 บริษัท ภาพการแข่งขันยังเหมือนเดิม แต่ปี 2560 ต้องลุ้นกันว่ากฎเกณฑ์มาตรการทางกฎหมายใหม่ๆ จะเป็นตัวบีบให้ต้องเร่งปรับตัวเพิ่มขึ้นกันมากน้อยแค่ไหน เฉพาะอย่างยิ่งเกณฑ์ RBC เฟส 2 ที่จะเป็นชนวนเร่งให้บริษัทประกันวินาศภัยทยอยลดจำนวนลงไปตามสภาพสเกลของแต่ละแห่ง ภายใต้แรงกดดันทางการแข่งขันโดยรวมได้หรือไม่

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าบริษัทประกันวินาศภัยในประเทศไทย ยังเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำทางการแข่งขันในด้านศักยภาพของแต่ละแห่ง ดั่งที่เห็นแล้วว่าบริษัทประกันวินาศภัยในกลุ่มท็อป 10 กุมส่วนแบ่งการตลาดรวมทุกประเภทการประกันภัยไปแล้วในสัดส่วนรวม 60% อีก 40% ก็ฟาดฟันกันในกลุ่มนอกเหนือท็อป 10

อย่างไรก็ดี แม้มีปัจจัยแวดล้อมรอบด้าน ทั้งดีและร้ายผสมผสานกันไป แต่สิ่งสำคัญ โฉมหน้าของอุตสาหกรรมประกันภัยมูลค่ารวมกว่า 7.7 แสนล้านบาท จะเปลี่ยนเปลงไปมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม ยกเว้นการแข่งขันกันอย่างรุนแรงในทุกเซ็กต์เมนต์ที่เป็นเหมือนเดิม ที่โดดเด่นจะเป็นประกันชีวิตแบบสะสมสมทรัพย์ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ประกันภัยการเดินทาง ประกันสุขภาพและประกันภัยรถยนต์และประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (IAR)

สิ่งที่จะเข้ามามีบทบาทขับเคลื่อนใหม่ หรือที่หลายคนมองว่าเป็นการปรับเปลี่ยนนวัตกรรมให้กับภาคธุรกิจ จะเป็นทางด้านดิจิทัล ซึ่งเข้ามาในวงการธุรกิจประกันภัยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาแล้ว เพียงแต่ปี 2560 นี้ จะมีความชัดเจนและเข้มข้นขึ้น

นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่าในปี 2560 ประเมินภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตไทยจะมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ยอมรับว่าปี 2559 ที่ผ่านมา จะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจไปพอสมควร ทำให้ตัวเลขอัตราการเติบโตต่ำกว่าเป้าหมายที่ปรับปรุงแล้วจากเดิมที่ 9% แต่คาดว่าปี 2560 จะเติบโตรวมที่ประมาณ 7%

แม้ภาวะศรษฐกิจภาพรวมทั้งในประเทศและต่างประเทศ จะมีผลต่อทิศทางธุรกิจประกันชีวิตไทย แต่คาดว่าธุรกิจยังจะมีการเร่งปรับตัวในทุกด้านที่เกี่ยวข้อง เพราะผู้บริโภคคนไทยมีอัตราการถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตทั่วประเทศเฉลี่ย 38% จากประชากรทั้งประเทศที่ 65 ล้านคน ถือว่ามีโอกาสในการเข้าถึงตลาดที่ยังเปิดกว้างอยู่อีกมาก

ทิศทางของธุรกิจประกันชีวิตในปี 2560 จะมีเรื่องนวัตกรรมเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก ทำให้เทรนด์การแข่งขันของธุรกิจประกันชีวิตเพิ่มขึ้น ทั้งด้านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ ช่องทางจำหน่าย การบริการ แคมเปญการตลาดและการตลาดออนไลน์

อย่างไรก็ตาม เทรนด์การนำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านที่เกี่ยวกับสุขภาพจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ตามแนวโน้มการดูแลรักษาสุขภาพของคนไทยยุคนี้ ควบคู่ไปกับแนวโน้มจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ยูนิตลิงค์ (ประกันชีวิตควบการลงทุน) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับลูกค้าและผู้ลงทุนในตลาดทุน

นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่าการแข่งขันของธุรกิจในปี 2560 นี้ ยังมีความรุนแรงต่อเนื่องจากปี 2559 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะด้านการแข่งขันตัดราคาเบี้ยประกันภัย โดยเฉพาะประกันรถยนต์และเบี้ยประกันภัย IAR คาดว่าธุรกิจจะเติบโตกระเตื้องขึ้นจากปี 2559 ที่โตไม่ถึง 3%

ธุรกิจประกันวินาศภัยต้องประเมินทิศทางแนวโน้มผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ เพราะมีผลต่อการขยายตัวของธุรกิจทั้งระบบ เช่น โครงการลงทุนการก่อสร้างระบบคมนาคมพื้นฐานว่าจะคืบหน้าเพิ่มเติมอีกเท่าไร จากปี 2559 ยังเร่งตัวไม่เต็มที่ การส่งออก การลงทุนของธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ ที่สำคัญ เรื่องภัยธรรมชาติก็สำคัญ เพราะมีผลต่ออัตราการเคลมสินไหม

รวมทั้งกฎเกณฑ์การกำกับควบคุมธุรกิจในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการส่งเสริมการสร้างความแข็งแกร่งของเงินสำรองกองทุนที่ส่งผลให้ธุรกิจต้องปรับตัวมากขึ้น อีกทั้งให้สอดคล้องกับกระแสเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทขับเคลื่อนต่อภาคธุรกิจ การตลาดในรูปแบบเดิมๆจะต้องปรับเปลี่ยน

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่าในแผนพัฒนาประกันภัย ฉบับที่ 3 (ปี 2559-2563) จะมีกรอบนโยบายกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยในยุคที่เข้าสู่กระแสเทคโนโลยีที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมประกันภัย เพื่อเป็นการปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัล ภายใต้นโยบายรัฐบาล “ประเทศไทย 4.0” รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านประกันภัย สร้างเสริมศักยภาพบุคลากรประกันภัยให้มีความรู้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและเตรียมควมพร้อให้อุตสหกรรมประกันภยไทยพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

เขากล่าวว่าการสร้างมูลค่าการประกันภัยผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ การให้คำปรึกษาทางด้านต่างๆ เปลี่ยนผ่านเข้าสู่อินชัวร์เทค หรือเทคโนโลยีทางการประกันภัย ในขณะที่ธุรกิจประกันชีวิตจะอิงไปที่ฟินเทค (เทคโนโลยีทางการเงิน) ซึ่งกระแสอินชัวร์เทค หรือนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องการธุรกิจประกันภัยจะมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการธุรกิจประกันภัยต้องหาวิธีปรับตัวในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัลออนไลน์ให้ได้

ปัจจุบันในธุรกิจประกันวินาศภัยมีผู้ประกอบการหลายรายและค่อนข้างมีความหลากหลาย เพราะกระแสอินชัวร์เทคมีโอกาสกระทบต่อธุรกิจประกันวินาศภัย อย่างน้อยเห็นได้จากการพัฒนาผู้ให้บริการออนไลน์ใหม่ๆที่มีเพิ่มมากขึ้นในแต่ละภาคส่วนประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นเคลมดิ, รู้ใจ, โอ้โห, ไดเร็คเอเชีย ฯลฯ เหล่านี้ ทำให้เกิดการพลิกโฉมหน้าการให้บริการเสิรช์หาราคาเบี้ยประกันภัย การเปรียบเทียบราคา เงื่อนไขความคุ้มครองและการเคลมสินไหมออนไลน์

ดังนั้น เมื่อเกิดความท้าทายที่หลากหลายมากขึ้นในระบบกำกับและส่งเสริมธุรกิจประกันภัย ในปี 2560 นี้ คปภ.มีแผนจะสร้างดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อมุ่งสู่การเป็น Digital Insurance Regulator.

0 views0 comments