คนเด่นอสังหาในรอบปี 2559


ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในรอบปี 2559 ยังชะลอตัวอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2558 เพราะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น ส่วนใหญ่จึงต้องการเก็บเงินสดมากกว่าจะใช้เงินโดยไม่จำเป็น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ปี2559 บริษัทที่เปิดโครงการใหม่ๆ จึงเหลือแค่ผู้ประกอบการรายใหญ่-รายกลางเท่านั้น

ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต

นายกสมาคมอาคารชุดไทย

“ปี 2559 นับเป็นปีที่ตลาดคอนโดมิเนียมขาลง เพราะก่อนหน้านี้เปิดโครงการไปเป็นจำนวนมากแต่สินค้ายังเหลือในตลาดอีกไม่น้อย หากย้อนไปดูสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ช่วงไตรมาส 1/2559 นั้น ตลาดยังคงได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ที่รัฐบาลประกาศใช้ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม 2558 ด้วยการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์จาก 2% เหลือ 0.01% และลดค่าธรรมเนียมการจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% อย่างต่อเนื่อง โดยดูได้จากยอดขายในงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 34 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10-13 มีนาคม 2559 พบว่ามียอดขายจากงานอยู่ที่ 6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากครั้งที่ 33 ที่มียอดขายอยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาท และมีผู้เข้าชมงานเพิ่มขึ้น 41% เมื่อเทียบกับครั้งก่อนหน้า แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคต้องการซื้อสินค้าให้ทัน ก่อนสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นในวันที่ 28 เมษายน 2559 จากการรวบรวมข้อมูลของตลาด พบว่าสถิติการโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2558 มียอดโอน 196,095 หน่วย เพิ่มสูงขึ้นถึง 31% เมื่อเทียบกับปี 2557 ที่มียอดโอนกรรมสิทธิ์อยู่ที่ 174,061 หน่วย และมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาส 4/2558 อยู่ที่ 99,4 00 ล้านบาท สูงกว่าไตรมาส 3/2558 ที่มีมูลค่าการโอน 76,100 ล้านบาทถึง 31% เมื่อพิจารณาเป็นรายเดือน พบว่าเดือนตุลาคม 2558 มียอดโอนอยู่ที่ 13,366 หน่วย เดือนพฤศจิกายน 22,332 หน่วย และเดือนธันวาคม 27,968 หน่วย โดยยอดโอนที่เพิ่มสูงขึ้นแสดงให้เห็นว่ามาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ของภาครัฐมีส่วนช่วยในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคอย่างมาก”

ฉัตรชัย ศิริวิไล

กรรมการผู้จัดการ

ธนาคารอาคารสงเคราะห์

หลังจากเข้ามาบริหารในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ฉัตรชัย ศิริวิไล วางนโยบายใหม่ๆ ที่น่าสนใจ โดยเริ่มจากการสร้างทีมงานที่แข็งแกร่งเพื่อร่วมกันทำให้ ธอส.เป็น “ธนาคารที่ดีที่สุด สำหรับการมีบ้าน : The Best Housing Solution Bank” โดย ธอส.จะทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมด้านที่อยู่อาศัย ควบคู่กับการสร้างโอกาสให้คนไทยมีบ้านเป็นของตนเอง โดยใช้กลไกขับเคลื่อน 3 ด้าน เพื่อนำ ธอส.ไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ได้แก่ 1. Social Solution การดูแลกลุ่มผู้ด้อยโอกาสให้เข้าถึงระบบการเงินเพื่อที่อยู่อาศัย 2. Business Solution การเป็นผู้นำสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพื่อเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้สูง โดยการทำผลิตภัณฑ์สินเชื่อ และ Efficiency Business Model รวมถึงนวัตกรรมสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่หลากหลายเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าทุกระดับ และ 3.Management Solution การบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วยต้นทุนต่ำ ภายใต้กรอบภารกิจ และหลักธรรมาภิบาล โดยการปฏิรูประบบการทำงานภายในของธนาคารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานรองรับการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น ผ่านแนวทางหลัก

เลอศักดิ์ จุลเทศ

รองประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ร่วม

บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)

“หลังจาก เลอศักดิ์ จุลเทศ เข้ามาบริหาร พฤกษาทำให้มีอะไรใหม่เกิดขึ้นไม่น้อย รวมทั้งได้รีแบรนดิ้งสินค้าจากจำนวน 45 แบรนด์ให้เหลือ 15 แบรนด์ โดยเลือกแบรนด์ซึ่งเป็นที่จดจำของลูกค้าไว้และมีคนซื้อบ้านจำนวนมาก เพื่อจะไม่ได้เกิดความสับสนตอนตัดสินใจซื้อ ส่วนนโยบาย “คิด…สร้างสรรค์คุณค่า เพื่อลูกค้า" บริษัทจึงมุ่งเน้นการนำนวัตกรรมที่ทันสมัยมาสร้างที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ โดยได้ลงทุนก่อสร้างโรงงานพฤกษา พรีคาสต์ เพื่อผลิตชิ้นส่วนคอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูป มาใช้ในการก่อสร้างที่อยู่อาศัยตั้งแต่ปี 2547 ถือเป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายแรกของประเทศไทยที่นำเทคโนโลยีพรีคาสต์มาใช้ เนื่องจากสามารถควบคุมคุณภาพได้ทุกขั้นตอน สามารถควบคุมระยะเวลาการก่อสร้าง ลดการใช้แรงงาน ลดการสูญเสียวัสดุ และลดขยะการก่อสร้างที่หน้างาน จนปัจจุบันบริษัท มีโรงงานพฤกษา พรีคาสต์ทั้งหมด 7 โรงงาน มีกำลังการผลิตบ้านรวมสูงถึง 1,120 ยูนิตต่อเดือน โดยบริษัทได้เลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในโลกจากประเทศเยอรมนี อีกทั้งยังเป็น Green Factory แห่งแรกของประเทศไทย ด้วยการนำระบบ Concrete Recycling มาใช้ โดยนำน้ำทิ้งและเศษคอนกรีตจากการทำงานกลับมาใช้ในกระบวนการผลิตอีกครั้ง โดยบ้านที่ก่อสร้างด้วยระบบพฤกษา พรีคาสต์ มีข้อดีหลายประการเมื่อเทียบกับการก่อสร้างแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็น ด้านความแข็งแรงทนทาน สามารถต้านทานแรงลมและแรงแผ่นดินไหว เก็บเสียงได้ดีกว่า และเนื่องจากใช้ผนังรับน้ำหนักจึงไม่มีเสา-คาน ทำให้มีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้นและสามารถจัดวางเฟอร์นิเจอร์ได้ลงตัวยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างความยั่งยืน ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักขององค์กร โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการบริหารงานด้วยหลักธรรมภิบาล (Good Corporate Governance) ร่วมกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปีที่พฤกษาได้นำนวัตกรรม พฤกษา พรีคาสต์มาใช้ในการก่อสร้างบ้าน และได้มีการค้นคว้าวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทำให้บุคลากรของพฤกษามีความรู้และความเชี่ยวชาญที่ก้าวหน้าไปมาก ซึ่งเราก็ยังไม่หยุดนิ่งที่จะเรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆ นอกจากพฤกษา พรีคาสต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนวัตกรรมหลักของพฤกษาแล้วยังมีการนำ “นวัตกรรมการก่อสร้างระบบอุตสาหกรรมคุณภาพ Pruksa REM” (Real Estate Manufacturing) ซึ่งจะแบ่งการก่อสร้างเป็นลำดับขั้นตอนโดยใช้ช่างผู้ชำนาญการในงานแต่ละประเภท สามารถควบคุมคุณภาพในแต่ละขั้นตอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแนวคิด Pruksa REM นี้ นอกจากจะใช้ในทุกกลุ่มโครงการทาวน์เฮาส์และบ้านเดี่ยวแล้ว บริษัทยังได้ขยายแนวคิดนี้ไปใช้กับกลุ่มคอนโดมิเนียมทั้งอาคารสูง 8 ชั้น และอาคารสูง ควบคู่ไปกับการใช้วิธีการบริหารโครงการแบบ PMC (Project Management Control) เพื่อให้การก่อสร้างมีคุณภาพและเสร็จสิ้นตามแผนงานภายในงบประมาณที่วางไว้ อีกทั้งยังมี “เทคโนโลยีการออกแบบ 3 มิติ BIM” (Building Information Modeling) ที่ช่วยลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน และ เพิ่มความถูกต้องแม่นยำในการออกแบบ ด้วยนวัตกรรมต่างๆ ที่พฤกษาสร้างสรรค์ขึ้นนี้ ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับบ้านที่มีคุณภาพ”

สรพจน์ เตชะไกรศรี

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

“เพซเปิดตัวโครงการ” มหานคร” อย่างเป็นทางการหลังก่อสร้างแล้วเสร็จ พร้อมเป็นแลนด์มาร์คที่ยกระดับกรุงเทพฯสู่การเป็นเมืองหลวง โดยเป็นอาคารสูง 77 ชั้น ความสูง 314 เมตร เป็นตึกที่สุดที่สุดในประเทศ การจัดงาน เอ็กซ์คลูซีฟ “มหานคร แบงค็อก ไรซ์ซิ่ง เดอะ ไนท์ ออฟ ไลท์”เมื่อค่ำวันที่ 29 สิงหาคม 2559 โดยไฮไลท์ของการจัดงานในครั้งนี้ อยู่ที่การแสดงไลต์ โชว์ แสง สี แสง สุดตระการตา โชว์ความอลังการของ “มหานคร” ตึกที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ด้วยเทคโนโลยีการฉายแสงไปที่ตึก ออกแบบให้ล้อไปกับแนวพิกเซลที่โอบล้อมตัวอาคาร สาดแสงส่องไปทั่วท้องฟ้าสามารถมองเห็นได้จากทั่วทุกมุมของกรุงเทพฯ ซึ่งแบ่งการโชว์ออกเป็น 2 ชุด คือ ชุดแรกมีชื่อว่า “MAHANAKHON BANGKOK RISING” และ ชุดที่ 2 ชื่อ “MAHANAKHON THE NIGHT OF LIGHTS”

นอกจากการแสดงไลต์โชว์บนอาคารมหานครแล้ว เพซ ได้จัดคอนเสิร์ตบริเวณ ’มหานคร สแควร์’ เพื่อขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโครงการมาตั้งแต่แรกเริ่ม โดยมีการแสดงคอนเสิร์ตโดยศิลปินโอเปร่าระดับโลก ‘โฮเซ่ การ์เรรัส’ พร้อมด้วยศิลปินชื่อดังของไทย เช่น ‘ไทเทเนียม’ ‘ดา เอ็นโดรฟิน’ ‘กิต เดอะวอยซ์’ และ ‘น้ำมนต์ ธีรนัยน์’ นอกจากนี้ยังได้จัดแคมเปญกิจกรรมประกวดภาพถ่ายไลต์โชว์บนตึกมหานคร ชิงรางวัลบัตรขึ้นจุดชมวิว “MAHANAKHON OBSERVATION DECK” 10,000 รางวัล และรางวัลชนะเลิศเป็นเงินสด 100,000 บาท รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท อีกด้วย

โครงการมหานคร เป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์ในรูปแบบมิกซ์ยูส ซึ่งเป็นอาคารที่สูงที่สุดในประเทศไทย ประกอบไปด้วย 5 ฟีเจอร์หลักคือ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เรสซิเดนเซส บางกอก ที่พักอาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ จำนวน 209 เรสซิเดนซ์ บริการระดับ 5 ดาว มาตรฐาน เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน, บูติคโฮเต็ล แบรนด์ บางกอก เอดิชั่น บริหารโดย เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน โฮเทล คอมปะนี จำนวนกว่า 150 ห้อง แบรนด์โรงแรมน้องใหม่ในเครือแมริออท อินเตอร์เนชันแนล โดยกรุงเทพ ถือเป็นแห่งที่ 6 ของโลก เน้นความใส่ใจการให้บริการควบคู่กับความมีสไตล์ที่ชัดเจน

จักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล

อธิบดีกรมธนารักษ์

“ปี 2559 กรมธนารักษ์เปิดโครงการบ้านธนารักษ์เป็นจำนวนมาก จากโครงการทั้ง 4 แปลง รวมทั้งหมดประมาณ 1,400 ยูนิต เนื่องจากมีราคาถูก และวัสดุที่ใช้ก่อสร้างมีคุณภาพ ซึ่งจะใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปี หรือแล้วเสร็จในช่วงปี 2561หากมีข้าราชการและประชาชนเข้าจองสิทธิ์ทั้ง 4 แปลงครบตามจำนวนแล้ว ทางกรมธนารักษ์จะเปิดโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐระยะที่ 2 ต่อไป ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างหาที่ราชพัสดุอื่นที่อยู่บริเวณรอบๆ ในเขตกรุงเทพฯ ทั้ง 4 โครงการ ประกอบด้วย ในเขตกรุงเทพฯ 2 แปลง คือ ที่ รสพ.เดิม ตรงข้ามวัดไผ่ตัน เป็นอาคารสูง 8 ชั้น จำนวน 2 อาคาร รวม 432 ยูนิต ให้ข้าราชการเช่า มูลค่าโครงการ 286 ล้านบาท เป็นของ อารียา พรอพเพอร์ตี้ และที่ราชพัสดุ และแปลงหมายเลขที่โรงกษาปณ์เก่า ถนนประดิพัทธ์ เป็นอาคารสูง 8 ชั้น จำนวน 2 อาคาร รวม 350 ยูนิต ให้ข้าราชการเช่า มูลค่าโครงการ 240 ล้านบาท เป็นของบริษัท ปักกิ่ง เออร์บัน คอนสตรัคชั่น ยาไถ๋ (ไทย) คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป รวมเป็น 782 ยูนิต มีเงื่อนไขให้เฉพาะข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รายได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน เช่าระยะสั้น 5 ปี อัตราค่าเช่า 4,000 บาทต่อเดือนส่วนอีก 2 แปลงที่เหลือใน จ.เพชรบุรี เป็นแปลงที่ อ.ชะอำ เปิดให้ประชาชนทั่วไปที่ต้องการมีบ้านหลังแรก เช่าระยะยาว 30 ปี ทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น รวม 660 ยูนิต ราคาเฉลี่ย 69,000 -710,000 บาทต่อยูนิต”

โสภณ พรโชคชัย

ประธานกรรมการบริหาร

ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส

โสภณ พรโชคชัย มีงานสำรวจและวิจัยอสังหาริมทรัพย์ต่อเนื่องตลอดปี 2559 มองสถานการณ์ปัจจุบัน ที่อาจทำให้การเปิดตัวโครงการใหม่ชะลอออกไป คาดว่าปี2559 จำนวนยูนิตที่อยู่อาศัยขายใหม่ลดลงราว 14% ขณะที่มูลค่าการพัฒนาจะลดลงมากกว่า 25% ประเมินว่าปี 2560 สถานการณ์จะกลับมากระเตื้องขึ้นเท่ากับปี 2558 ส่วนภาพรวมอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย. 2559) เทียบ 9 เดือนแรกปี 2558 มีโครงการเปิดใหม่ 311 โครงการ ลดลง 5% มียูนิตขายรวม 71,841 ยูนิต ลดลง 14% มีมูลค่ารวม 2.45 แสนล้านบาท ลดลง 25% โดยกลุ่มที่อยู่อาศัยที่เปิดขายมากสุด คือ คอนโดมิเนียม 36,097 ยูนิต สัดส่วน 50% รองลงมา ทาวน์เฮาส์ 20,409 ยูนิต สัดส่วน 28% บ้านเดี่ยว 8,727 ยูนิต สัดส่วน 12% โดยเฉพาะในเดือนกันยายน 2559 มีโครงการเปิดใหม่เพิ่มมากขึ้น รวม 40 โครงการ เพิ่มจากเดือนสิงหาคม 2 โครงการ รวม 7,966 ยูนิต ในด้านทำเลที่ตั้งเดือนตุลาคม 2559 โครงการเปิดตัวใหม่ ตั้งอยู่ในเขตเมืองชั้นใน 8 โครงการ ชั้นกลางและส่วนต่อขยายของเมือง 22 โครงการ เช่น ถ.ติวานนท์ ถ.รามอินทรา-วงแหวน ถ.รามคำแหง ถ.เพชรเกษม ถ.ราชพฤกษ์ ถ.กาญจนภิเษก และ ถ.ชัยพฤกษ์ และมีอีก 10 โครงการที่อยู่ในพื้นที่รอบนอกซึ่งเป็นย่านชุมชนที่อยู่อาศัย เช่น ถ.บางกรวย-ไทรน้อย ถ.เศรษฐกิจ ถ.รังสิต-ลำลูกกา

คีรี กาญจนพาสน์

ประธานกรรมการ

บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS)

แม้ คีรี กาญจนพาสน์ จะเติบโตมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ก็กำลังไปได้ดีกับธุรกิจรถไฟฟ้า แต่ขณะนี้ก็ได้หวนกลับมาทำธุริจอสังหาริมทรัพย์อีกครั้ง ด้วยการร่วมทุนกับ บมจ.แสนสิริ (SIRI) ในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้วางแผนดำเนินงานระยะ 5 ปี จะมีการพัฒนารวม 25 โครงการ มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท โดยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พัฒนาไปแล้ว 8 โครงการ มูลค่า 30,000 ล้านบาทล่าสุด กลุ่มบีทีเอสชนะการประมูลรถไฟฟ้า และได้รับสัมปทานเดินรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) และสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) ระยะทางรวม 65 กิโลเมตร นับเป็นโอกาสที่ทำให้บริษัทร่วมทุนมีโอกาสพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตามแนวรถไฟฟ้าที่บีทีเอสได้สัมปทานอย่างต่อเนื่อง ส่วน 2560 กลุ่มบีทีเอสจะพัฒนาโครงการร่วมกับแสนสิริ อย่างน้อย 5 โครงการ และตั้งงบซื้อที่ดินไว้ 20,000 ล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้กลุ่มบีทีเอสได้ซื้อที่ดินเพื่อรองรับการพัฒนาโครงการแล้วประมาณ 10,000 ล้านบาท

Credit ภาพ:

- http://www.pruksa.com/about-us/press-gallery-executives

- http://www.pd.co.th/th/news/detail/1008

- http://www.prnewswire.com/news-releases/iconic-lifestyle-brand-dean--deluca-acquired-by-thailand-premium-property-developer-pace-300000217.html

- http://www.dad.co.th/About-Us/Board/artmid/1444/articleid/699

- http://peopletraining.info/lecturer-detail.php?id=24

- https://daily.rabbit.co.th/24-อันดับ-เศรษฐีไทย1

0 views0 comments