ไทยรีโชว์กำไรแกร่ง - ลุยตลาดเวียดนาม


หลังจากสะบักสะบอมทางด้านผลประกอบการมานานต่อเนื่อง 3 ปีในช่วงตั้งแต่หลังปีน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 กระทั่งกลับมาพลิกฟื้นลืมตาอ้าปากมีกำไรในปี 2558 ที่ผ่านมา บมจ.ไทยรับประกันภัยต่อ หรือไทยรี (THRE) เปิดเผยความพร้อมของการปรับแผนยุทธศาสตร์ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและสร้างอัตราการเติบโตแบบมีเสถียรภาพให้กับบริษัท เพราะไทยรียุคใหม่ต้องทยอยลดการพึ่งพางานรับประกันภัยต่อในแบบดั้งเดิม ตามภาวะธุรกิจประกันภัยที่เปลี่ยนแปลงไป หมดยุค “เสือนอนกิน” จากนั้นหันไปเน้นขยายสัดส่วนงานพัฒนาธุรกิจร่วมกับพันธมิตรคู่ค้าให้เพิ่มมากขึ้น

นายโอฬาร วงศ์สุรพิเชษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร THRE กล่าวในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่าผลประกอบการใน 3 ไตรมาสที่ผ่านมาของปีนี้เริ่มเห็นทิศทางการเติบโตที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จากการฟื้นตัวของผลประกอบการเชิงบวก ทำให้บริษัทสามารถกลับมาจ่ายเงินปันผลจากการประกอบการ ควบคู่กับสถานะธุรกิจที่แข็งแกร่ง สะท้อนจากอัตราส่วนเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องสำรองตามกฎหมาย หรือความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR Ratio) ที่ระดับ 327% หรือเทียบเท่าเครดิตเรตติ้งที่ระดับ AAA ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนดขั้นต่ำที่ 140%

จุดเด่นของไทยรี ในฐานะเป็นบริษัทรับประกันภัยต่อท้องถิ่นแห่งเดียวในประเทศไทย คือ สามารถโค้ดราคาเบี้ยประกันภัยได้ต่ำกว่าคู่แข่งที่อยู่ในธุรกิจเดียวกัน แม้ว่าจะไม่มีคู่แข่งทางตรงในประเทศก็ตาม ลูกค้าบริษัทประกันภัยตรงที่ส่งงานให้ไทยรีสามารถวางใจได้ถึงความเข้มแข็งในการบริหารจัดการความเสี่ยงภัย โดยประเมินจากระดับ Risk Charge ที่ค่อนข้างต่ำ

ปัจจุบันพอร์ตงานหลักๆของไทยรี มาจากสัดส่วนงานรับประกันต่อ หรือรีอินชัวรันส์ (conventional) 31% ซึ่งถือเป็นงานดั้งเดิมของบริษัทและงานบริการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์กับพันธมิตร (non-conventional) 69% ซึ่งในส่วนนี้จะมุ่งเน้นสร้างเป้าหมายหลักจากช่องทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ (Alternative Marketing) ควบคู่ไปกับพันธมิตรองค์กรที่มีจุดเด่นด้านเครือข่ายเสริมให้กับบริษัทในระยะยาวและโฟกัสฐานตลาดกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ระดับปานกลางลงมา

เฉพาะอย่างยิ่งการมุ่งเน้นสร้างจุดเด่นและจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) และประกันสุขภาพ (Health) เพราะช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าผลิตภัณฑ์ 2 แบบนี้มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องในตลาดประกันภัยมาตลอด โดยในปี 2558 ที่ผ่านมา ไทยรีมีอัตราการเติบโตจากทั้ง 2 กลุ่มผลิตภัณฑ์นี้ 31%

ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นผลมาจากการเติบโตของตลาดประกันภัยรถยนต์ที่เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มการทำให้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ประกอบกับอัตราค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ผู้บริโภคจึงจำเป็นต้องมองหาทางเลือกจากการประกันสุขภาพภาคเอกชน

ในขณะที่ช่องทางขายใหม่ๆในธุรกิจประกันเพิ่มมากขึ้น ทำให้ประชาชนในกลุ่มระดับฐานราก หรือผู้มีรายได้น้อยมีโอกาสเข้าถึงการซื้อประกันภัยได้ง่ายขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต รวมถึงตลาดประกันภัยการเดินทางที่ได้อานิสงส์มาจากธุรกิจท่องเที่ยว ควบคู่กับสังคมประชากรผู้สูงวัยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในเร็วๆนี้

ดังนั้น เมื่อเห็นแนวโน้มธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตในระยะยาวแล้ว บริษัทจึงเปิดแผนธุรกิจใหม่ที่ได้เริ่มไปแล้วช่วงหนึ่ง คือ การขยายไปลงทุนในกลุ่ม CLMVI (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และอินโดนีเซีย) โดยเฟสแรกเริ่มที่เวียดนาม ซึ่งจะเป็นความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นที่กำลังเจรจากับพาร์ทเนอร์ 3 ราย เบื้องต้นอยู่ในระหว่างร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้บริโภค วางเป้าหมายสร้างสัดส่วนรายได้ 5-10% ในปี 2561

ข้อดีของบริษัทประกันภัยต่อสำหรับการเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ คือ เป็นการลงทุนแค่โนว์ฮาว บุคลากรและค่าใช้จ่ายการเดินทาง โดยไม่ต้องไปตั้งสำนักงานออฟฟิศ หรือจัดซื้อเครื่องจักรและวางระบบการผลิตต่างๆ ซึ่งในตลาดประกันภัยเวียดนามมีบริษัทประกันภัยต่อเพียงแห่งเดียว คือ เวียดนาม รี (บริษัทประกันภัยต่อที่รัฐบาลถือหุ้นหลัก) โดยทั้งประเทศมีเบี้ยประกันภัย PA และ Health เฉลี่ย 24% ประชากรเวียดนามมีอัตราค่าใช้จ่ายสำหรับซื้อประกันภัย 4 ดอลลาร์สหรัฐ/คน เทียบกับประชากรไทยที่มีอัตราการใช้จ่าย 45 ดอลลาร์สหรัฐ/คน, กัมพูชา 1 ดอลลาร์สหรัฐ/คน, อินโดนีเซีย 2 ดอลลาร์สหรัฐ/คน, ศรีลังกา 3 ดอลลาร์สหรัฐ/คน และลาว 0.4 ดอลลาร์สหรัฐ/คน

“ตลาดเหล่านี้มีความน่าสนใจ ถือเป็นโอกาสเปิดสำหรับไทยรี เช่น ประชากรฐานะดีของประเทศเพื่อนบ้านที่สามารถเข้ามาใช้บริการรักษาพยาบาลในจังหวัดชายแดนไทยได้ เป็นจุดแข็งสำหรับดึงฐานลูกค้าเหล่านี้ในอนาคต เฉพาะตลาดเวียดนามมีศักยภาพในการเติบโตของเบี้ยประกัน PA และ Health แม้กระทั่งในตลาดศรีลังกาที่บริษัทมองลู่ทางอยู่เช่นเดียวกัน ในฐานะที่กลุ่มแฟร์แฟกซ์มีบริษัทประกันในศรีลังกาและปัจจุบันยังเป็นผู้หุ้นใหญ่ในไทยรี 23%”

นอกเหนือจากการเปิดแผนธุรกิจในต่างประเทศแล้ว เขากล่าวว่าแผนธุรกิจของไทยรีนับจากนี้ไป วางเป้าหมายสร้างอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 8-10% โดยมุ่งเน้นสร้างโอกาสในการเจาะตลาดและสร้างช่องทางขายใหม่ๆ ควบคู่ไปกับพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและรวดเร็ว มากกว่าจะมุ่งเน้นการเติบโตแบบดั้งเดิม (ออร์แกนิก)

สำหรับผลประกอบการช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ มีเบี้ยประกันรับรวมประมาณ 4 พันล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปีที่ 5.3 พันล้านบาท อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนประมาณ 4% จากเป้าหมายกำไรสุทธิที่ประมาณ 10% (net profit) ซึ่งบริษัทประเมินภาวะธุรกิจประกันวินาศภัยในปี 2560 เติบโตในระดับ 3-35% ซึ่งดีกว่าปีนี้ที่ภาพรวมทั้งธุรกิจเติบโตไม่ถึง 2% โดยได้ปัจจัยสนับสนุนมาจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐที่จะทำให้เกิดการกระจายการลงทุนจากภาคธุรกิจเอกชนที่จะเอื้อประโยชน์ต่อกิจกรรมกระตุ้นในด้านต่างๆทางการประกันภัยตามมา

“แม้กระทั่งไทยรีที่ได้ปัจจัยบวกส่วนหนึ่งจากโครงการประกันภัยข้าวนาปี 2559 จากพื้นที่รับประกันภัยกว่า 20 ล้านไร่ทั่วประเทศ ทำให้มีรายได้เบี้ยรับต่อเข้ามาเกือบ 3 พันล้านบาท เทียบกับปี 2558 ที่มีนาข้าวรับประกันภัย 1.5 ล้านไร่ ซึ่งไทยรีไม่ได้เข้าไปรับประกัน จึงถือว่าปีนี้มีการกระจายภัยวงกว้าง ส่วนในอนาคตก็คาดหวังงานและพร้อมเสนอเข้าไปรับงานจากโครงการรับประกันประกันสุขภาพข้าราชการกว่า 5 ล้านรายทั่วประเทศ ภายใต้เครือข่ายบริการ TPA ที่แข็งแกร่งของบริษัท” นายโอฬาร กล่าว.

1 view0 comments