stripad tsmbkk 14.75x2.5in .png

ธันวา’ ส่งท้ายปีลิง ยังมีเรื่องให้ต้องลุ้น...1520 ด่านหิน/ทะลุได้ลุ้น 1,580


เดือนส่งท้ายปีลิงมีลุ้นหากผ่านด่าน 1,520 ได้ ขณะที่มีปัจจัยต้องรอลุ้นต่อหลังรับปัจจัยบวกเรื่องน้ำมันที่ปรับขึ้นแล้ว ลุ้นต่อเรื่องเฟดที่เชื่อกันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าขึ้นดอกเบี้ยแน่ และการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญของอิตาลี KTBST ให้กรอบดัชนีที่ 1,550-1,580 จุด แนะกลยุทธ์ทยอยสะสมหุ้น กลุ่ม Domestic Play

ตลาดหุ้นเดือนธันวาคม 2559 เป็นเดือนส่งท้ายปีที่นักลงทุนในหุ้นต้องจับทิศทางให้ดี จากภาวะที่นักลงทุนต่างประเทศขายหุ้นมาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายน ที่มีการเลือกตั้งปะธานาธิบดีอเมริกา โดยขายหุ้นในตาดเกิดใหม่และกลุ่ม TIP ออกไป ซึ่งทำให้ปริมาณการซื้อสุทธิของต่างชาติลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากที่ซื้อสะสมมาตั้งแต่ต้นปี กว่า 1.3 แสนล้านบาท เหลือไม่ถึง 8 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตามมีความหวังว่า ในเดือนธันวาคมนี้แรงขายของต่างชาติจะน้อยลงเองจากเริ่มเข้าสู่เทศกาลวันหยุดคริสต์มาสและปีใหม่

ขณะเดียวกันกับการใช้ข่าวการประชุมกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่ตกลงกันลดปริมาณการผลิต กลายเป็นข่าวดีที่เข้ามาเป็นตัวช่วยทำให้เป็นผลดีกับหุ้นกล่มพลังงาน จนสามารถฉุดดัชนีหุ้นไทยขึ้นมาทดสอบแนวสำคัญที่ 1,520 (2 ธันวา) แต่ก็ไม่สามารถผ่านได้

ทั้งนี้หลังได้รับปัจจัยบวกเรื่องการตกลงลดกำลังผลิตน้ำมันและราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นแล้ว ในเดือนธันวาคมยังมีปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อตลาดหุ้นอีกอย่างน้อย 2 ประเด็นคือ การประชุมเฟด ซึ่งเทความเชื่อกัน 100% แล้วว่าขึ้นดอกเบี้ยแน่ และ กรณีการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญของอิตาลี

จากการประเมินของนักวิเคราะห์ มีมุมมองว่า ระดับดัชีที่ 1,520 เป็นจุดสำคัญที่ต้องผ่านให้ได้ก่อน หลังจากที่ได้ทดสอบแล้วไม่ผ่าน จะยังไม่ยินยันหุ้นขาขึ้นเต็มตัว แต่หากข้ามไปได้ ก็มีสิทธิเห็นดัชนีขึ้นไปต่อได้อีก 50-60 จุด ไปถึง 1,580 ในเดือนธันวาคมนี้

ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) หรือ KTBST ให้ความเห็นว่าแนวโน้มตลาดหุ้นเดือนธันวาคม จากการที่ปัจจัยสำคัญๆ มีความชัดเจน หรือผ่านไปแล้วหลายปัจจัย อาทิการเลือกตั้งสหรัฐฯ , ราคาน้ำมัน , การเมืองภายในประเทศ จะทำให้ตลาดหุ้นมีความผันผวนน้อยลง แต่จะมีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้นจากสองปัจจัยหลัก คือ 1.) ราคาน้ำมันดิบที่ส่งผลบวกต่อหุ้นน้ำมันและเศรษฐกิจโลก และ

2.)มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ จากภาพตลาดที่เป็นบวก จะทำให้มีเงินเข้ามาซื้อ กองทุน LTF-RMF มากขึ้นด้วย จึงคาดว่าดัชนีเดือนนี้มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนก่อน

สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อตลาดหุ้นในเดือนธันวาคม ได้แก่ 1.) นโยบายของว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ที่นักลงทุนกำลังรอดูว่านโยบายใดจะทำได้บ้าง โดยที่นโยบายด้านการค้าระหว่า งประเทศ การลดภาษีและการลงทุนภาครัฐ เป็นนโยบายที่สำคัญต่อตลาด รวมไปถึงเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่จะส่งผลให้ QE ประเทศต่างๆ ชะลอหากสหรัฐฯขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องมาถึงต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นและทำให้นักลงทุนลดพอร์ตลงทุนในพันธบัตรลง

ปัจจัยที่ 2.) การที่ OPEC สามารถบรรลุข้อตกลงลดกำลังการผลิตน้ำมันลง ช่วยลดความกังวลเรื่องปริมาณน้ำมันเกิดความต้องการ (oversupply) ตลาดที่เกิดขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยประเทศซาอุอาระเบียลดการผลิตลงมากที่สุดราว 5 แสนบาเรลต่อวัน) ข้อกำหนดดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน โดยจะกลับมาพิจารณาข้อกำหนดดังกล่าวอีกครั้งในวันที่ 25 พฤษภาคมปีหน้า ขณะเดียวกันกันทางกลุ่ม OPEC ยังคาดหวังว่าผู้ผลิตนอกกลุ่มจะสามารถร่วมมือลดการผลิตได้เพิ่มอีกราว 6 แสนบาเรลต่อวัน โดยมีการส่งสัญญาณอย่างไม่เป็นทางการว่า รัสเซียจะลดกำลังการผลิตของตนเองลงราว 3 แสนบาเรลต่อวัน ขณะที่เม็กซิโกและโอมานคาดจะลดได้รวมกว่า 1.95 แสนบาเรลต่อวัน ซึ่งกลุ่ม OPEC มีกำหนดการในการเข้าประชุมกับผู้ผลิตนอกกลุ่มเพื่อหารือเกี่ยวกับการลดปริมาณอีกครั้งวันที่ 9 ธันวาคม

ทั้งนี้จากข้อตกลงดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันและหุ้นกลุ่มพลังงานทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้ง WTI และ BRENT ปรับตัวสูงขึ้นซึ่งหากผู้ผลิตนอกกลุ่มประกาศเข้าร่วมการลดปริมาณการผลิตลงด้วยก็จะผลักดันให้ภาพรวมตลาดน้ำมันดูดีขึ้นอีกได้ เป็นการส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันและยังทำให้เงินเฟ้อปรับตัวขึ้น แต่เป็นลบต่อผู้ใช้วัตถุดิบที่อ้างอิงมาจากราคาน้ำมัน บล.KTBST ประเมินว่า แนวโน้มจากนี้ไปราคาน้ำมันจะมีเสถียรภาพมากขึ้นเพราะจะมีความร่วมมือในแบบนี้ขึ้นอีก โดยมองกรอบการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน WTI ในช่วง 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 55 - 60 ดอลลาร์

ส่วนปัจจัยสุดท้ายคือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยทีเป็นแรงกระตุ้นตลาดหุ้นที่สำคัญ อันเป็นผลจากนโยบายรัฐบาล ในด้านต่างๆ อาทิ เร่งใช้จ่ายของหน่วยงานของรัฐ , เร่งการลงทุนภาครัฐและงานประมูลต่างๆ , การให้เงินช่วยเหลือและลดภาษีกระตุ้นการใช้จ่าย ส่งผลให้ GDP ไตรมาส 4 ไม่หดตัวอย่างที่คาดการณ์กัน ขณะเดียวกันจากการเร่งลงทุนดังกล่าวจะทำให้ ปี 2560 เศรษฐกิจจะยังขยายตัวดีเช่นกัน

“สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในเดือน ธันวาคม บล.KTBST ประเมินว่า ทิศทางตลาดที่มีแนวโน้มในทางบวก จึงเป็นเดือนที่ควรสะสมหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่คาดว่าจะนำตลาดคือหุ้นใหญ่ในกลุ่มที่นักลงทุนสถาบันเข้าลงทุน กลุ่มที่ได้รับอานิสงค์จากมาตรการภาครัฐฯ (Domestic Play) นำโดยกลุ่มรับเหมา เป็นต้น

ประเด็นที่อาจจะส่งผลต่อได้ในดือนนี้จะเป็น การลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญของอิตาลีที่จะมีผลต่อการเมืองของอิตาลีและยุโรปในเรื่องการออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซน และการ ประชุม FOMC

ขณะที่แรงขายของนักลงทุนต่างประเทศจะมีผลต่อตลาดเช่นกัน โดยเรายังมองเป้าหมาย SET Index เดือน ธันวาคม ที่ 1,550-1,580 จุด หุ้นที่น่าสนใจในเดือน ธันวาคม ได้แก่ AOT , BH , SCC , SMT , SQ , UNIQ”

2 views0 comments