Search

รัฐลุย ‘ธนาคารชุมชน’ ปลดแอกหนี้นอกระบบ..ให้คนไทยเข้าถึงแหล่งเงิน


เดินหน้าแผนพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน จัดตั้งธนาคารชุมชน โดยชุมชนเพื่อชุมชน ฝาก กู้ หมุนเวียนในชุมชน ลดปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ปลดล็อกหนี้นอกระบบ พร้อมยกตัวอย่างสถาบันการเงินหนองสาหร่าย เงินสะพัด 20-30 ล้าน จัดสรรเป็นสวัสดิการ ยกระดับคุณภาพชีวิต

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ที่จัดโดยทีมข่าวหนังสือพิมพ์ “ดอกเบี้ยธุรกิจ” ถึงแผนพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชนปี 2560-2564 ว่า เป็นการสร้างช่องทางและโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นห่างไกลสามารถเข้าถึงระบบการเงินอย่างแท้จริงได้

“อย่างในกรุงเทพฯจะเห็นสาขาธนาคารจำนวนมาก รวมถึงบัตรเครดิต เดบิต ต่างๆ แต่เมื่อออกไปต่างจังหวัด ตำบล อำเภอ หมู่บ้าน ประชาชนกว่า 20 ล้านคน ยังไม่สามารถเข้าถึงสถาบันการเงินอย่างแท้จริง คนกลุ่มนี้กว่าจะไปใช้บริการสถาบันการเงินต้องเดินทางกว่า 20-30 กิโลเมตร เนื่องจากสาขาธนาคารส่วนมากจะอยู่กรุงเทพฯ หัวเมืองใหญ่ อำเภอหลักและย่อย เท่านั้น ที่อื่นจากนี้ก็หายาก ดังนั้น คนจะเดินทางมาสาขาธนาคาร จึงต้องเดินทางไกล...

“เม็ดเงินที่กลุ่มนี้ฝากเฉลี่ย 4 พันบาทต่อปี ถ้าดอกเบี้ย 2% ใน 1 ปี ได้ 80 บาท แต่ถ้าต้องเดินทางมา 30 กิโลเมตร ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 40 บาท และใน 1 ปีเดินทางมา 2 ครั้ง ดอกเบี้ยที่ได้ก็หมดแล้ว ตรงนี้คือปัจจัยหลักที่ทำให้พี่น้องประชาชนยังไม่สามารถเข้าถึงสถาบันการเงินอย่างแท้จริงได้ หรือแม้แต่สาขาธนาคารในกรุงเทพฯ ในกลุ่มพี่น้องประชาชนที่ยากจน เขาเองก็มีความรู้สึกว่าไม่เหมาะสมที่จะเดินทางไปที่สาขาธนาคาร

ทำให้ไม่มีทางเลือกและไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงิน ไม่ถึงที่ฝากเงิน และไม่ถึงแหล่งทุน ท้ายที่สุด เวลาที่คนเหล่านี้ มีปัญหาในชีวิตก็ไม่สามารถพึ่งใครได้ สุดท้ายต้องไปพึ่งหนี้นอกระบบ แล้วต้องไปเจอดอกเบี้ย 15-20% ต่อเดือน สุดท้ายกลายเป็นหนี้จำนวนมากและเกิดปัญหาดินพอกหางหมู ตรงนี้จึงเป็นที่มาว่าทำไมรัฐบาลจึงคิดถึงเรื่องนี้ ซึ่งต้องการให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนและแหล่งการออมอย่างแท้จริงทั่วประเทศไทย”

ดร.กอบศักดิ์กล่าวต่อว่า แผนพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชนมี 3 ส่วน คือ 1. เรื่องการสร้างรายได้และเรื่องของการดูแลหนี้นอกระบบ ซึ่งจะมีแผนการจัดสรรสินเชื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ เช่น 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอี เงินสินเชื่อประชาชนต่างๆ ผ่านธนาคารเฉพาะกิจ 2. เรื่องการสร้างระบบสถาบันการเงินเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ โดยจะให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจอย่างออมสินและธ.ก.ส.ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้มากขึ้น และ 3. การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมาย เรื่องการชำระเงินพร้อมเพย์ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงระบบการโอนเงินต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

“แต่หัวใจที่เป็นเม็ดงานคือเรื่องสถาบันการเงินชุมชน คือต้องการให้ทุกชุมชนทั่วประเทศไทยมีสถาบันการเงินเล็กๆ สักแห่ง อย่างน้อยคือระดับตำบลมีสถาบันการเงินเป็นของตนเอง และต่างจากสถาบันการเงินที่เราเห็น คือเป็นสถาบันการเงินที่เกิดขึ้นจากเงินของพี่น้องประชาชน แล้วไปบริหารจัดการกันเอง ดูแลทุกข์สุขกันเอง หากเคยติดตามเรื่องของกองทุนหมู่บ้าน จะเห็นว่าตอนนี้มีประมาณ 8 หมื่นแห่งทั่วประเทศ และรัฐบาลมีการใส่เม็ดเงินเข้าไป แต่สุดท้าย ส่วนนี้ก็ไม่ใช่สถาบันการเงินจริงๆ เพราะเปิดบริการเดือนละ 1-2 ครั้ง หากจะฝากเงินต้องรอ 2 อาทิตย์ ส่วนถอนเงินถ้าจะให้รอ คงไม่ได้ ดังนั้น จึงไม่ใช่สถาบันการเงินอย่างแท้จริง”

สำหรับการเดินหน้าเรื่องสถาบันการเงินชุมชนนั้น ดร.กอบศักดิ์กล่าวว่า ในเบื้องต้นธนาคารออมสินและธ.ก.ส.ได้ไปลงพื้นที่พบปะประชาชนในหลายชุมชน และมีการส่งเสริมให้ยกระดับ จากสถาบันการเงินชุมชนมาเป็นสถาบันการเงินระดับตำบล เช่น ถ้าตำบลหนึ่งมีกองทุนหมู่บ้าน 9 แห่ง ให้กองทุนหมู่บ้านทั้ง 9 แห่ง ตั้งสถาบันการเงินระดับตำบล เปิดให้ประชาชนฝากและถอนเงินได้ ทุกวันทำการ

“ตรงนี้ทำให้ประชาชนไม่ต้องเดินทางไกล และยังประหยัดเงิน ไม่ต้องเดินทางเสียเวลาไปทั้งวัน รวมถึงไม่ต้องเตรียมตัวอะไร หากมีประชาชนมาถอนเงินจำนวนมาก ประมาณ 5 หมื่นบาท สถาบันการเงินแห่งนี้ก็จะวิ่งไปสาขาออมสินหรือธ.ก.ส.เพื่อไปถอนเงิน 5 หมื่นบาทมาเก็บไว้อีกทีหนึ่ง เพื่อจะเป็นเงินทุนให้ทุกคนมาถอนเงิน หรือฝากจำนวนมากสถาบันการเงินตำบลก็จะนำไปฝากต่อกับธนาคารออมสินหรือธ.ก.ส. ที่สำคัญคือที่นี่เป็นที่ฝากเงินของประชาชน…

ขณะที่กองทุนหมู่บ้านที่เปิดมากว่า 10 ปี ให้ไป 1 ล้านบาทก็อยู่ 1 ล้านบาท ปล่อยกู้อย่างเดียว แต่สถาบันการเงินบางแห่งเริ่มที่ 6-7 แสนบาทเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ตอนนี้มีเงิน 44 ล้านบาท เพราะประชาชนมาฝากเงินกัน บอกว่าคนจนฝากเงินจำนวน 30 บาทต่อเดือนฝากไม่ได้ แต่ถ้าฝากวันละ 1 บาท ฝากได้ เพราะเงิน 30 บาทเอาไปซื้อหวย ซื้อบุหรี่ ซื้อเหล้า ดังนั้น วันละ 1 บาททำอะไรไม่ได้ เขาจึงไปฝากวันละ 1 บาท 1 เดือนก็ 30 บาท และหมู่บ้านหนึ่งมี 4,000 คน ถ้าฝากคนละ 1 บาทต่อวัน เดือนหนึ่งก็ 120,000 แสนบาท และใน 1 ปีก็ 1.5 ล้านบาท และ 10 ปี ก็ 15 ล้านบาท

“ส่วนตัวไปดูงานที่อำเภอหนองสาหร่าย จังหวัดกาญจนบุรี บอกว่าพอตั้งขึ้นมา สามารถประหยัดเงินที่ประชาชนต้องเดินทางไปสถาบันการเงินปีละ 2 ล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น เงินที่เก็บออมกัน 20-30 ล้านบาท ก็สามารถนำมาทดแทนหนี้นอกระบบได้ ทำให้ประชาชนไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย 15-20% ก็สามารถประหยัดเงินได้ประมาณ 15 ล้านบาทต่อปี เมื่อรวม 2 อย่างก็ 17 ล้านบาท ดังนั้น ที่หนองสาหร่าย ไม่มีใครสามารถดูดเงินออกไปได้ และเงินส่วนนี้ก็ไหลอยู่ในระบบ ก็จะนำมาทำเรื่องของน้ำชุมชน ปุ๋ยชุมชน รถไถชุมชน โรงสีชุมชน และที่มากกว่านั้น คือเมื่อกำไรก็สามารถทำสวัสดิการชุมชนได้ ซึ่งรัฐบาลไม่ต้องจ่ายเงินเลย คือคลอดลูกก็ได้เงิน ส่งลูกไปเรียนก็ได้เงิน เจ็บป่วย ใครเสียชีวิตก็ได้เงิน”

ดร.กอบศักดิ์ยังกล่าวด้วยว่า การตั้งสถาบันการเงินชุมชนหรือสถาบันการเงินนั้น จะมีความพิเศษแตกต่างจากการเปิดให้บริการของสาขาออมสินและธ.ก.ส. โดยเฉพาะหลักเกณฑ์เงื่อนไขการปล่อยกู้

“ถ้า 2 สถาบันนี้ไปเปิด เวลาปล่อยกู้ ก็ต้องมีการสอบถามว่ามีหลักทรัพย์หรือมีใครมาค้ำประกันหรือไม่ หรือติดเครดิตบูโรหรือไม่ เพราะเมื่อถึงเวลาประชาชนต้องบอกว่าไม่มีหลักทรัพย์แต่ต้องการใช้เงิน ซึ่งที่หนองสาหร่ายเวลาปล่อยกู้เจ้าหน้าที่จะถามว่าพี่น้องประชาชนมีคุณความดีหรือไม่ กล่าวคือ ถ้ามาประชุมทุกเดือน ถ้าทำบัญชีอย่างที่ในหลวงทรงบอก ก็ถือว่ามีคุณความดี ถ้าปลูกผัก 4 อย่างก็คือว่ามีคุณความดีตามเกษตรทฤษฏีใหม่ และดูแลตนเองได้ เหล่านี้คือคุณความดีที่สามารถนำมาใช้แทนหลักทรัพย์ได้ และระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนก็รู้จักกันดี ทำให้สามารถปล่อยเงินกู้ได้..

“เรื่องหนี้เสียก็ไม่มี หากมีบ้างเช่นบางคนที่ไม่จ่าย 3 เดือน ทางเจ้าหน้าที่ก็จะส่งจดหมายไปเตือน และเมื่อถึง 5 เดือน ก็จะมีการประกาศทางวิทยุกระจายเสียงชุมชน ตอนนี้ทุกคนรู้หมดว่ามีใครที่ไม่จ่ายเงินคืน และหาก 7 เดือนไม่จ่ายคืน ก็จะประกาศทางวิทยุกระจายเสียงยาว 15 กิโลเมตร หลังจากนั้น 9 เดือน ถ้าไม่มาจ่าย หมู่บ้านที่เขาส่งมา ก็จะไม่ได้กู้ทั้งหมู่บ้าน ดังนั้น จึงต้องทำเรื่องสถาบันการเงินชุมชนให้เกิดให้ได้”


For advertising please call: 02-2534691