“กรุงศรี” ชี้ปี 60 ค่าเงินยังสวิงหนัก - ผลจาก“ทรัมป์” ยันยุโรปถอนตัวEU


แบงก์กรุงศรี เผยเลือกตั้งสหรัฐกระทบตลาดหุ้นโลกน้อยกว่า Brexit หากสหรัฐมีทิศทางขาขึ้น เฟดขึ้นดอกเบี้ยรวม 0.75% ภายใน ธ.ค.นี้ถึงปีหน้า ดันดอลลาร์แข็งค่า ผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น กระทบเงินไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ คาดสิ้นปีนี้บาทอ่อนที่ 35.75-36.08 บาท สิ้นปีหน้า 36.25 บาท ท่ามกลางตลาดเงินโลกผันผวนหนัก จากทั้งนโยบายของ “ทรัมป์” แถมหลายประเทศยุโรปส่อถอนตัวจากอียูเหมือนอังกฤษ และการเลือกตั้งที่อาจพลิกล็อกอีก

นายตรรก บุนนาค ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดเงินภายหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งแม้ว่าผลการเลือกตั้งพลิกความคาดหมาย หากความผันผวนของตลาดมีน้อยกว่ากรณีสหราชอาณาจักร (UK) ถอนตัวจากสหภาพยุโรป (EU) หรือ Brexit โดยดัชนีชี้วัดตลาดหุ้นทั่วโลก หรือ MSCI World index ปรับตัวลดลงเพียง 2% ในกรณีเลือกตั้งประธานาธิบดี ส่วนกรณี Brexit ปรับตัวลดลง 5%

อย่างไรก็ดี ภายหลังการเลือกตั้งของสหรัฐตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 เป็นต้นมา เงินดอลลาร์สหรัฐมีทิศทางแข็งค่าขึ้น ส่งผลกระทบให้เงินเยนอ่อนค่าลงมากที่สุดที่ 7.13% ซึ่งเป็นผลดีต่อรัฐบาลญี่ปุ่นที่ใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบแล้วเงินเยนก็ยังไม่อ่อนค่าลง ขณะเดียวกันสกุลเงินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็อ่อนค่าลง โดยเงินริงกิตมาเลเซียอ่อนค่าลง 5.38% เงินรูเปียอินโดนีเซียอ่อนค่าลง 3.46% เงินเปโซฟิลิปปินส์อ่อนค่าลง 2.69% เงินดอลลาร์สิงคโปร์อ่อนค่าลง 2.29% ส่วนเงินบาทไทยอ่อนค่าลงน้อยที่สุดที่ 2.14%

นายตรรก กล่าวต่อไปว่า สำหรับแนวโน้มตลาดเงินในปี 2560 ในส่วนของกรุงศรีมองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 14 ธันวาคม 2559 และปรับดอกเบี้ยขึ้นอีก 0.50% ในปี 2560 หรือปรับขึ้นดอกเบี้ยรวม 0.75% จากคาดการณ์เงินเฟ้อของสหรัฐที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้มีการเทขายพันธบัตรทั่วโลก เงินทุนไหลออกจากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ รวมถึงไทย

“ดอลลาร์สหรัฐยังมีโอกาสแข็งค่าได้อีก เป็นปัจจัยกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าในระยะ 1-2 ไตรมาสข้างหน้า แต่เงินบาทจะกลับมาแข็งค่าอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐชัดเจนมากขึ้น โดยคาดว่าค่าเงินบาทสิ้นปีนี้อยู่ที่ระดับ 35.75-36.08 บาท และสิ้นปี 2560 จะอยู่ที่ระดับ 36.25 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งตลาดเงินจะยังคงมีความผันผวนอย่างต่อเนื่องจากกรณีที่นักลงทุนจับตามองเรื่องความเสี่ยงผลโหวตของหลายประเทศในยุโรปที่อาจถอนตัวจากอียูเหมือนอังกฤษ ตลอดจนในปี 2560 จะมีการเลือกตั้งในหลายประเทศของยุโรปเช่น ฝรั่งเศส และเยอรมัน ซึ่งมีความกังวลว่าจะพลิกความคาดหมายเหมือนกรณีเลือกตั้งสหรัฐ” นายตรรก กล่าวและว่า

ทางด้านภาคการส่งออกของไทยในระยะยาวอาจได้รับผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ จากการที่มีนโยบายกีดกันการค้า การตั้งกำแพงภาษี โดยเฉพาะการกีดกันสินค้าจากจีน ซึ่งไทยอยู่ห่วงโซ่อุปทานของการค้าที่จะได้รับผลกระทบไปด้วย ขณะเดียวกันยังจะส่งผลต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและประเทศผู้ส่งออก ขณะที่มาตรการลดภาษีและการขยายการลงทุนภาครัฐของทรัมป์จะช่วยกระตุ้นเศรษฐของสหรัฐในระยะสั้น แต่จะส่งผลกระทบต่อสถานะการคลังของสหรัฐในระยะยาว รวมทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield Curve) มีแนวโน้มชันขึ้น

สำหรับแนวโน้มของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2560 นายตรรก กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยกรุงศรี ปรับประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2560 เพิ่มขึ้นจาก 3.2% เป็น 3.3% โดยมองว่าภาคการส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น หากจะเป็นการเติบโตในบางอุตสาหกรรมที่มีการปรับปรุงโครงสร้างทางธุรกิจใหม่ ขณะที่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของไทยคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.5% ตลอดทั้งปี 2560 เพื่อเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะส่งผลต่อเศรษฐกิจเพียงระยะสั้น ขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยวยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่วนทางด้านอัตราเงินเฟ้อมีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้น

1,444 views0 comments

For advertising please call: 02-2534691