Search

ดอกเบี้ยขาขึ้น ดอลลาร์แข็ง เงินหายาก!


ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งตกอกตกใจกับหัวข้อบทความวันนี้นะครับว่า อยู่ดีๆ ทำไมผมถึงตั้งชื่อเสียน่ากลัวว่า ดอกเบี้ยจะขึ้น เงินดอลลาร์จะแข็ง และเงินจะหายากขึ้น หลังจากที่เราอยู่ในยุคดอกเบี้ยต่ำ ดอลลาร์อ่อน และเงินหาง่ายมานานนับสิบปีหลังจากที่เกิดวิกฤตการเงิน สหรัฐและประเทศอื่นช่วยกันอัดฉีดเงินเข้าระบบการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ที่บอกว่าอย่าเพิ่งตกใจก็เพราะสิ่งที่ตั้งเป็นชื่อบทความวันนี้ คงไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืนวันนี้พรุ่งนี้ และคงจะไม่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและไร้ทิศทาง เหมือนตอนที่อยู่ดีๆ น้ำมันก็ขึ้นราคาอย่างไม่มีใครคาดคิดเพราะฝีมือโอเปกเมื่อประมาณยี่สิบปีที่แล้ว ทำให้ปรับตัวรับสถานการณ์ไม่ทัน

แต่สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในปีหน้าที่จะส่งผลให้ดอกเบี้ยปรับตัวขึ้น เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและเม็ดเงินในตลาดหายากขึ้นกว่าเดิม เป็นสิ่งที่มีอยู่ในความคาดคะเนของตลาดและของธนาคารกลางและรัฐบาลของประเทศต่างๆ อยู่แล้วว่าวันหนึ่งจะต้องเกิด เพราะอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นอัตราดอกเบี้ยเทียมที่ถูกกดให้ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์การเงินของโลก โดยธนาคารของประเทศมหาอำนาจบวกกับนโยบายการคลังแบบผ่อนคลายของรัฐบาลประเทศต่างๆ

เขาว่ากันว่า เป็นการบิดเบือนกลไกตลาดและทำให้เศรษฐกิจของประเทศและของโลกเติบโตอย่างไม่ยั่งยืน สร้างฟองสบู่ในภาคเศรษฐกิจ เช่น อสังหาริมทรัพย์ก่อให้เกิดการสร้างภาระหนี้เกินตัว ทั้งในระดับรัฐคือหนี้สาธารณะและในระดับภาคธุรกิจและระดับครัวเรือน ซึ่งถึงตอนนั้นถ้าเกิดปัญหาขึ้นจริงจะทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่ยากต่อการแก้ไขอย่างที่เคยเกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ

เพราะฉะนั้น ธนาคารกลางของประเทศมหาอำนาจที่อัดฉีดเงินเข้าระบบโดยการผ่อนคลายปริมาณเงินหรือคิวอี จึงต้องพยายามยกเลิกนโยบายนี้เมื่อเศรษฐกิจของประเทศเริ่มฟื้นตัว ซึ่งดูเหมือนว่าสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศแรกที่อัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบโดยคิวอี มีแนวโน้มว่าจะลดการอัดฉีดเงินเข้าระบบและปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้สูงเข้าสู่ภาวะปกติตั้งแต่เดือนธันวาคมปีนี้ เพราะผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐได้แถลงต่อรัฐสภาว่า เศรษฐกิจของสหรัฐเริ่มแข็งแกร่ง การว่างงานลดลง การลงทุนเพิ่มขึ้น น่าจะปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นได้ โดยเฉพาะถ้ามีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

เพราะฉะนั้น จึงเป็นที่คาดหมายทั่วไปว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีในเดือนธันวาคมนี้ โดยอาจจะลดปริมาณเม็ดเงินเข้าระบบลง ซึ่งส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐเริ่มแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น

ถึงแม้ว่าความคาดหมายว่าสหรัฐจะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้หลายครั้งแล้ว และก็ถูกเลื่อนออกไปเมื่อมีดัชนีชี้วัดบางตัวแสดงว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะรับผลกระทบจากการปรับอัตราดอกเบี้ย แต่ในครั้งนี้นักลงทุนทั่วไปค่อนข้างจะเชื่อมั่นว่าธนาคารกลางจะปรับอัตราดอกเบี้ยบ้านในเดือนธันวาคมแน่นอน

สาเหตุก็เพราะหลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งแล้ว เงินจำนวนมากก็ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเพราะนักลงทุนเชื่อว่านโยบายของทรัมป์จะทำให้บริษัทต่างๆ ได้รับประโยชน์จากการลดภาษีและการกีดกันการแข่งขันจากต่างประเทศ รวมทั้งเชื่อว่าจะมีการลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาพันธบัตรลดลงและอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินปรับตัวขึ้น

เมื่อพิจารณาจากความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้อัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ภาวะปกติ ผนวกกับความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยในตลาดหลังการเลือกตั้ง จึงพอสรุปว่าอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นในโลกการเงินใหม่

และแน่นอนว่า เมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้น ก็จะทำให้อัตราดอกเบี้ยของเงินตราสกุลอื่นปรับตัวขึ้นตามไปด้วย ต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการ ผู้ที่มีสินเชื่อกับธนาคารก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย คิดเล่นๆ ก็ได้ว่าทุกๆ 1% ของอัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นจะทำให้ผู้กู้ที่มีภาระหนี้สิน 1 ล้านบาท ต้องจ่ายเงินค่าดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 1 หมื่นบาทต่อปีทันที เป็นภาระที่อาจจะหนักหน่วงขึ้น ถ้าการทำมาค้าขายยังไม่คล่องตัว และรายได้ของผู้กู้ไม่เพิ่มขึ้น หรือเพิ่มขึ้นช้ากว่าการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย

แต่ในทางตรงกันข้าม สำหรับผู้ที่มีเงินฝากกับธนาคารที่ถูกกดดอกเบี้ยเงินฝากมานานนับสิบปี การปรับอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มขึ้น จริงๆ ผมเคยคิดว่าการที่อัตราการบริโภคของผู้บริโภคลดลงนั้น นอกจากภาระหนี้ครัวเรือนแล้ว อาจเป็นเพราะคนที่ไม่มีหนี้สินติดตัวไม่ใช้จ่าย เพราะดอกเบี้ยเงินฝากต่ำเตี้ยติดดิน ไม่พอใช้ ต้องกระเหม็ดกระแหม่เพื่อความอยู่รอด โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่มีเงินออมหลังเกษียณหรือมีรายได้ประจำจากบำเหน็จบำนาญ การปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอาจกระตุ้นการใช้จ่ายของคนกลุ่มนี้ เพราะดูเหมือนว่าการกดดอกเบี้ยไว้ไม่ทำให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ทำให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้น ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนแทน

ทั้งนี้ ก็อยู่ที่ธนาคารกลางจะสามารถดูแลส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและเพิ่มการบริโภคหรือไม่ เป็นอะไรที่น่าสนใจติดตามดูต่อไป

ส่วนที่บอกว่าเงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นนั้น นอกจากจะเกิดขึ้นเพราะการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางของสหรัฐแล้ว ยังเกิดจากการไหลกลับของเงินทุน เพราะไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลใหม่จะดำเนินการกับเงินลงทุนที่อยู่นอกประเทศอย่างไร เช่น จะเก็บภาษีจากรายได้ที่เกิดขึ้นนอกประเทศเพิ่มหรือไม่ หรือจะเก็บภาษีสินค้าสหรัฐที่ผลิตในต่างประเทศและส่งเข้ามาขายในสหรัฐอีกเท่าไร จึงรีบนำเงินทุนจากต่างประเทศกลับคืน

มีข้อมูลว่าตั้งแต่ทรัมป์ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ มีเงินทุนจากต่างประเทศไหลกลับแล้วกว่า 19 พันล้านดอลลาร์ และประมาณว่ามีเงินทุนไหลออกจากจีนเดือนละ 100 ล้านดอลลาร์ทุกเดือนตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งการไหลออกของเงินทุนนี้คงไม่จำกัดอยู่เฉพาะที่จีน แต่คงไหลออกจากทุกประเทศที่นักลงทุนสหรัฐลงทุนไว้ ทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และเงินสกุลท้องถิ่นอ่อนค่าลง ผู้ส่งออกของประเทศเหล่านั้นน่าจะได้รับประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ แต่ผู้นำเข้าและผู้บริโภคอาจได้รับผลกระทบทางลบจากราคาสิค้าที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะราคาน้ำมัน

ส่วนประเด็นสุดท้าย ถ้าเงินจำนวนมหาศาลไหลกลับ อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เม็ดเงินในตลาดก็จะลดลง ทำให้การให้สินเชื่อตึงตัวขึ้น อาจจะกู้เงินยากขึ้น หรือถูกเรียกหนี้คืนถ้าฐานะของผู้กู้อ่อนแอลงจากผลกระทบอันเนื่องมาจากดอกเบี้ยขาขึ้นและราคาต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นเพราะดอลลาร์แข็งค่าขึ้น

ที่เล่าๆ มาผมเชื่อว่าผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงปัญหาดี คงเตรียมการรอรับความเปลี่ยนแปลงไว้แล้ว แต่คงไม่เสียหาย ถ้าท่านจะลองเตรียมตัวเตรียมใจไว้รับสถานการณ์บ้าง


For advertising please call: 02-2534691