หุ้นน่าลุ้น


ไทยออยล์ (TOP)

ความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก ยังคงกดดันให้นักลงทุนคิดว่าจะมีผลกระทบกับการประกอบการในทางลบกับธุรกิจด้านพลังงาน โดยเฉพาะธุรกิจน้ำมันซึ่งก็มีส่วนจริงและส่วนแตกต่างกันอยู่ เพราะปัจจุบันบรรดาธุรกิจน้ำมันมีการปรับโครงสร้างการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทั้งการเพิ่มกำลังการผลิตและการสร้างคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้มีราคาสูง อย่างกรณี TOP ก็เป็นที่รู้ๆ กันดีว่าเป็นธุรกิจน้ำมันขนาดใหญ่ในประเทศ มีกำลังการผลิตสูง และหลังจากปรับโครงสร้างการผลิต ทำให้ได้ผลดีจากการผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงได้มากกว่าเดิม เท่ากับเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจมากขึ้น จะพบว่าในช่วงต้นปี 2559 ที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกตกต่ำ ทำสถิติต่ำใหม่ แต่ TOP กลับยังรักษาผลกำไรในระดับใกล้เคียงของเดิมได้ และเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขยับตัวสูงขึ้น TOP ก็มีกำไรเพิ่มในส่วนสต็อกน้ำมันมาเสริมอย่างไรก็ดี เมื่อราคาน้ำมันมีการขยับลง ย่อมมีผลกระทบกับสต็อกน้ำมันไปด้วย จึงพบว่าไตรมาส 3 TOP มีกำไรอ่อนตัวลง อย่างไรก็ดี ผลกำไรรวมในช่วง 9 เดือนก็ยังได้ที่ 15,419.86 ล้านบาท เป็นกำไรที่มากกว่ากำไรปี 2558 ทั้งปีเสียอีก และปกติไตรมาส 4 ราคาน้ำมันจะขยับสูงขึ้น ทำให้คาดว่าผลกำไรจะดีกว่าไตรมาส 3 ได้ นับรวมแล้ว ปี 2559 TOP คงจะทำกำไรในระดับ 19,000 ล้านบาทได้ กำไรต่อหุ้นจะได้ที่ 9.30 บาท เมื่อมาประเมินราคาหุ้นด้วยค่าพีอีแค่ 10 เท่า ยังได้คำตอบว่าราคาควรยืน 93 บาทได้ แต่ราคาซื้อขายในตลาดปัจจุบันยังอยู่แค่ 71.25 บาท จึงมี upside ได้อีก 30.53% โดยยังไม่ได้คิดรวมเงินปันผลที่จะได้อีกประมาณ 3.3% รวมอยู่ด้วย แสดงว่า TOP ยังเป็นหุ้นที่สามารถเลือกลงทุนได้ดี ยังมีความคุ้มค่ากับการลงทุน

ปูนซิเมนต์ไทย (SCC)

พิจารณาในแง่ปัจจัยทางพื้นฐานของธุรกิจวัสดุก่อสร้างในปัจจุบัน มั่นใจได้ว่าธุรกิจนี้จะเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่องไปอีกหลายปี ไม่ว่าจะพิจารณาจากในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา ทำให้ความต้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมีสูง จึงมีผลบวกกับธุรกิจวัสดุก่อสร้างมากแน่นอน เมื่อมาดูที่บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศไทย จะพบว่าธุรกิจกำลังเติบโตสูงอย่างเด่นชัด เนื่องจากปัจจุบัน SCC ไม่ได้มีตลาดแค่ในประเทศแล้ว แต่กำลังขยายตลาดกว้างไกลออกไปต่างประเทศ มองเฉพาะบรรดาประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่มีชายแดนติดต่อกัน ก็รู้ได้ว่าแต่ละประเทศมีการลงทุนก่อสร้างในด้านโครงสร้างพื้นฐานมากมาย ทำให้ตลาดของ SCC เปิดกว้างมากจนมองว่าจะผลิตได้ไม่ทันตามความต้องการเสียอีก ขณะเดียวกันในประเทศก็มีแรงดันจากการลงทุนของรัฐบาลในด้านโครงสร้างพื้นฐานเช่นกัน ทำให้ตลาดของ SCC เปิดกว้างทั้งในประเทศและต่างประเทศ ยืนยันได้จากผลประกอบการของธุรกิจในปีที่ผ่านมาจะพบว่า SCC มีกำไรในปี 2558 เพิ่มเป็น 45,399.71 ล้านบาท กำไรเพิ่มจากปี 2557 มากถึง 35.06% นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะมาปี 2559 นี้ เพียง 9 เดือนแรก SCC ก็ทำกำไรได้ถึง 43,605.82 ล้านบาทแล้ว เกือบเท่ากับกำไรทั้งปีของปีก่อน ประเมินผลกำไรไตรมาส 4 ในระดับต่ำก็ยังได้คำตอบว่าปี 2559 SCC จะมีกำไรในระดับ 5.8 หมื่นล้านบาทได้ กำไรต่อหุ้นจะได้ 48.33 บาท ประเมินราคาหุ้นด้วยค่าพีอีกลุ่มวัสดุฯที่ 11.6 เท่า ยังได้ราคาที่ 560.63 บาท แต่ราคาในตลาดอยู่แค่ 464 บาท จึงมี upside ได้อีกมากถึง 20.83% โดยยังไม่คิดรวมเงินปันผลที่จะได้อีกประมาณ 4% ด้วยน่าลงทุน

ศุภาลัย (SPALI)

การอ่อนตัวลงของราคาหุ้น SPALI อาจทำให้นักลงทุนเกิดความวิตกกังวล และอาจคิดว่าธุรกิจตกต่ำลง ซึ่งเมื่อดูจากการประกอบการในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาจะพบว่ากำไรไตรมาส 3 อ่อนตัวลงจากครึ่งปีแรกค่อนข้างมาก มองเผินๆ ก็อาจน่ากังวล แต่เมื่อมาพิจารณาจากปัจจัยแวดล้อมที่เกิดขึ้น ยังไม่พบว่าธุรกิจมีปัญหา ยังคงมีการทำโครงการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพียงแต่การรับรู้รายได้อาจช้าลงจากการสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นธุรกิจในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งทุกอย่างจะกลับสู่ภาวะปกติในไตรมาสสุดท้าย เป็นไปตามสภาวะตลาดที่ปกติ การชะลอตัวในไตรมาส 3 จึงเป็นเพียงผลกระทบทางจิตวิทยากับผู้บริโภคในระยะสั้นๆ เท่านั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อมาดูผลกำไรในงวด 9 เดือนที่ SPALI ทำได้ 3,679.65 ล้านบาทแล้ว คาดว่าตลอดปี 2559 ก็คงทำกำไรใกล้เคียง 4,900 ล้านบาทได้ กำไรต่อหุ้นจะได้ 2.85 บาท เพียงใช้พีอี 10 เท่าประเมินราคาหุ้นจะได้ที่ 28.50 บาท แต่ราคาซื้อขายปัจจุบันอยู่แค่ 22.70 บาท จึงมี upside ได้อีก 25.55% โดยยังไม่คิดรวมเงินปันผลตอบแทน 4.4% ที่จะได้อีกด้วย จึงยังเป็นหุ้นที่น่าลงทุน

20 views0 comments