ประกันไม่สดใส..ท้ายปียังจอดนิ่ง


นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่าในไตรมาส 3 (ม.ค.-ก.ย. 2559 ธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยประกันชีวิตรับรวมทั้งสิ้น 4.14 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.01% โดยแยกเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ 1.19 แสนล้านบาท และเบี้ยประกันชีวิตรับปีต่อไป 2.95 แสนล้านบาท คิดเป็นอัตราความคงอยู่ 83%

สำหรับเบี้ยประกันชีวิตแยกตามช่องทางการจำหน่าย โดยช่องทางตัวแทนประกันชีวิตขึ้นครองอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 48.51% ของเบี้ยประกันชีวิตรับรวม แยกเป็นอันดับ 1 การขายผ่านตัวแทนประกันชีวิต 2.01 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 48.51% เพิ่มขึ้น 4.26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา อันดับ 2 การขายผ่านธนาคาร 1.87 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 45.21% เพิ่มขึ้น 9.05% อันดับ 3 การขายผ่านช่องทางการตลาดแบบตรง 1.11 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.68% เพิ่มขึ้น 4.92% อันดับ 4 การขายผ่านช่องทางอื่นๆ 1.48 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 3.59% เพิ่มขึ้น 1.99%

นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวเพิ่มว่าช่วงไตรมาสสุดท้าย ปี 2559 สมาคมคาดว่าเบี้ยประกันชีวิตจะยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะไม่ก้าวกระโดดก็ตาม โดยมีอัตราการเติบโตที่ประมาณ 9% คาดเป็นเบี้ยประกันภัยรับรวมประมาณ 5.85 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามภาวะด้วยสัดส่วน 48.51% ของเบี้ยรับรวมในแต่ละช่องทางขาย ได้แก่ผ่านตัวแทนประกันชีวิต 2.01 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 48.51% เพิ่มขึ้น 4.26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน การขายผ่านธนาคาร 1.87 แสนล้านบาท สัดส่วน 45.21% เพิ่มขึ้น 9.05% การขายผ่านช่องทางการตลาดแบบตรง 1.11 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 2.68% เพิ่มขึ้น 4.92% และการขายผ่านช่องทางอื่นๆ 1.48 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 3.59% เพิ่มขึ้น 1.99%

ช่วงไตรมาสสุดท้าย สมาคมคาดว่าเบี้ยประกันชีวิตยังคงมีอัตราการเติบโตที่ 9% ถึงแม้จะโตแบบไม่ก้าวกระโดดก็ตาม ด้วยมูลค่าเบี้ยรวมประมาณ 5.85 แสนล้านบาท เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ซึ่งการซื้อประกันชีวิตถือเป็นหนึ่งในช่องทางที่ทำให้ผู้เสียภาษีมีสิทธิได้รับการหักลดหย่อนภาษี รวมทั้งสร้างความมั่นคงให้แก่ตนเองและครอบครัว โดยกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีกำหนดอายุสัญญาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป สามารถนำเบี้ยไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรได้สูงสุดถึง 1 แสนบาท

ขณะที่เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 2 แสนบาท แต่ต้องไม่เกินอัตรา 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ ซึ่งประกันชีวิตแบบบำนาญนี้เมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนและเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แล้วต้องไม่เกิน 5 แสนบาท เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร

แหล่งข่าวในวงการประกันชีวิต กล่าวเพิ่มว่าตามรายงานตัวเลขที่สมาคมระบุช่วง 9 เดือนนั้น พบว่าในส่วนที่เป็นเบี้ยปีแรก (FYP) 8.3 หมื่นล้านบาท ติดลบ 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนที่ยังเติบโตเพิ่มขึ้น 7% สะท้อนภาวะธุรกิจที่ยังค่อนข้างชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีแนวโน้มว่าในช่วงที่เหลือของปี น่าจะเป็นทิศทางแบบนี้ เพราะอารมณ์การจับจ่ายของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป แม้โดยปกติจะเป็นช่วงฤดูขายที่ค่อนข้างดีเหมือนอย่างทุกปีก็ตาม

ทั้งนี้ พบว่าบริษัทประกันชีวิต 4 ใน 5 อันดับแรก ล้วนแล้วแต่มีเบี้ยประกันชีวิตรับปีแรกเติบโตติดลบได้แก่ เมืองไทยประกันชีวิต 1.74 หมื่นล้านบาท ติดลบ 8% เอไอเอ 1.33 หมื่นล้านบาท ติดลบ 5% กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต 1.01 หมื่นล้านบาท ติดลบ 5% และไทยพาณิชย์ประกันชีวิต 6.6 พันล้านบาท ติดลบ 38% ส่วนไทยประกันชีวิต 1.14 หมื่นล้านบาท เติบโต 11%

ในขณะที่เบี้ยประกันแบบชำระครั้งเดียว (ซิงเกิลพรีเมียม) ช่วง 9 เดือน พบว่ามีทั้งสิ้น 3.62 หมื่นล้านบาท ติดลบเล็กน้อยที่ 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ติดลบถึง 26% สะท้อนว่าอัตราดอกเบี้ยต่ำมาก ยังไม่จูงใจให้เบี้ยชนิดนี้มีความน่าสนใจเหมือนช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับคนเริ่มหันไปหาเครื่องมือการบริหารจัดการลงทุนทางเลือกอื่นๆที่นอกเหนือจากการซื้อประกันชีวิต

สำนักงานอัตราเบี้ยประกันวินาศภัย (IPRB) ระบุว่าเบี้ยประกันวินาศภัยรับรวม 1.38 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.62% จำนวนกรมธรรม์เพิ่มขึ้น 2.34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แยกเป็นเบี้ยประกันมอเตอร์ 8.07 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.48% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเบี้ยที่ไม่ใช่มอเตอร์ (นันมอเตอร์) 5.73 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.81% ซึ่งถือว่าเป็นทิศทางการเติบโตที่กระเตื้องขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง 8 เดือนก่อนหน้านั้นที่ส่วนใหญ่ไม่ขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว.

0 views0 comments

For advertising please call: 02-2534691