ชาวไร่ยาสูบครวญ ถูกลากไปเข้าคุก..ผวากฎหมายใหม่สุดโต่ง


ชาวไร่ยาสูบข้องใจ...พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์บุหรี่ลากสมาคมผู้เพาะปลูก ผู้บ่ม และผู้ค้าใบยาสูบเข้าไปเกี่ยวข้องทำไม โดยเฉพาะห้ามช่วยเหลือสังคม หากฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำทั้งปรับ เผยกังวลกฎหมายลูกที่ให้อำนาจกระทรวงสาธารณสุข อาจถึงขั้นบ้าจี้เดินตาม FCTC ที่มีกฎควบคุมสุดโต่ง ถึงขั้นให้ลดปริมาณความเข้มข้นของนิโคติน ซึ่งทำให้รสชาติเป็นที่ขัดใจของผู้บริโภค

นายกฤษณ์ ผาทอง นายกสมาคมผู้เพาะปลูก ผู้บ่ม และผู้ค้าใบยาสูบ จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ที่จัดโดยกองบรรณาธิการ “ดอกเบี้ยธุรกิจ” ถึงกรณีที่สมาคมฯทำหนังสือร้องเรียนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ถึงรายละเอียดในพ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์บุหรี่ ว่า ชาวไร่ยาสูบมองว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้มีคำนิยามที่ความคลุมเครือ โดยเฉพาะคำนิยามเกี่ยวกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยาสูบ ซึ่งในพ.ร.บ.ได้กำหนดว่า สมาคมผู้เพาะปลูก ผู้บ่ม และผู้ค้าใบยาสูบเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยาสูบตามที่ได้กำหนดเขียนลงในพ.ร.บ. ซึ่งมีข้อความระบุว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยาสูบ ห้ามช่วยเหลือสังคมในเรื่องต่างๆ ถ้าสมมุติว่าไปช่วยเหลือสังคมจะมีโทษทั้งจำและปรับ

“ทางชาวไร่อยากจะขอความชัดเจนจากรัฐบาลหรือผู้ที่ออกกฎหมายว่า ทำไมชาวไร่ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่ ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายนี้ เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะต้องเขียนลงไป คือ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรณรงค์บุหรี่หรือช่วยเหลือสังคม...

“และอีกข้อคือ การเปิดโอกาสให้ออกกฎหมายลูกของพ.ร.บ.กฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากทางกระทรวงสาธารณะสุขบอกว่าต้องทำตามข้อกำหนด FCTC (กรอบอนุรักษ์ควบคุมยาสูบ) ขององค์การอนามัยโลก ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการบริโภคยาสูบ ซึ่งมีหลายข้อที่มีความสุดโต่ง เช่น เรื่องการผลิต เรื่องส่วนผสม เรื่องของซองบุหรี่ ในพ.ร.บ.ฉบับนี้เหมือนกับว่าเปิดโอกาสให้กระทรวงสาธารณสุขมีอำนาจที่จะนำมาตรการเหล่านี้มาใช้ในอนาคตโดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของครม. โดยที่ทางชาวไร่มีความเป็นห่วงอย่างในเรื่องของส่วนผสม ใน FCTC มีการพูดถึงเรื่องของการลดนิโคติน หมายความว่าถ้าทางกระทรวงสาธารณสุขมีการกำหนดนิโคตินเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน ก็อาจไม่สามารถทำได้ และยอดขายของโรงงานยาสูบลดลง เพราะรสชาติอาจไม่เป็นไปตามที่ต้องการของผู้บริโภค และอาจส่งผลกระทบต่อชาวไร่ยาสูบอย่างแน่นอน”

ส่วนที่มีการชี้แจงว่าพ.ร.บ.นี้ออกมาเพื่อรณรงค์ให้คนไทยสูบบุหรี่น้อยลงนั้น นายกฤษฎณ์กล่าวว่า เป็นเรื่องของสาธารณสุขที่เชื่อว่าว่าพ.ร.บ.นี้จะช่วยให้คนสูบบุหรี่น้อยลง ซึ่งในความเป็นจริงนั้นยอดขายของบุหรี่ในประเทศไทยก็ลดลงอยู่แล้ว ถึงจะไม่ออกพ.ร.บ.ยอดขายก็ลดลงอยู่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาที่ทางรัฐบาลได้ขึ้นภาษีบุหรี่ ทำให้ยอดขายบุหรี่ของโรงงานยาสูบลดลง แต่บุหรี่ที่อยู่นอกกฎหมายกลับมียอดขายเพิ่มมากขึ้น

“ที่รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ออกมายืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้รับผลกระทบชาวไร่ยาสูบแน่นอนนั้น ข้อ 1. หากไม่เกี่ยวข้องกับชาวไร่ยาสูบ แต่ทำไมต้องเขียนถึงสมาคมฯอยู่ในพ.ร.บ.ว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องกับชาวไร่ยาสูบ ต้องทำตามและถูกบังคับโดยกฎหมายฉบับนี้ และข้อ 2. ชาวไร่เหมือนเป็นต้นน้ำ ถ้าปลายน้ำยังได้รับผลกระทบ ต้นน้ำก็ต้องได้รับผลกระทบไปด้วย”

นายกฤษณ์ยังกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันการผลิตยาแห้งยาสูบของประเทศไทยมีปริมาณ 30 ล้านกิโลกรัมยาแห้ง รวมทั้งหมด 3 สายพันธุ์ ได้แก่ เวอร์จิเนีย เบอร์เลย์ และเตอร์กิซ ซึ่ง 80% ขายให้กับโรงงานยาสูบ อีก 20% เป็นการส่งออก ส่วนชาวไร่ยาสูบมีประมาณ 40,000 ครัวเรือน หากเทียบกับชาวไร่ที่ปลูกพืชชนิดอื่นถือว่าชาวไร่ยาสูบมีชีวิตการเป็นอยู่ที่ดี ไม่มีหนี้สิน

“ชาวไร่ที่จะเข้ามาปลูกไร่ยาสูบต้องขออนุญาตจากทางกรมสรรพสามิตก่อน โรงงานยาสูบจะให้โควตาแก่ชาวไร่ และต้องผลิตตามโควตาที่ได้รับ ไม่สามารถที่จะผลิตเกินหรือขาดได้ ไม่อย่างนั้นผลผลิตจะไม่ดีหรือมีราคาตกต่ำเหมือนพืชชนิดอื่น...

“การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายพ.ร.บ.ฉบับนี้ อยากจะเน้นในเรื่องของสมาคมฯ คือ ไม่ได้จะต่อต้านพ.ร.บ.ฉบับนี้ทั้งหมด จะเห็นได้ว่าพ.ร.บ.ฉบับนี้มีหลายข้อที่เป็นประโยชน์ แต่ก็อยากให้ทาง สนช.แก้ไขในบางมาตราเท่านั้น เช่น การระบุถึงผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งถ้าแก้ไขจะไม่ทำให้เนื้อหาหรือจุดประสงค์หลักของกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ คิดว่าทางสนช.หรือรัฐบาลน่าจะช่วยพิจารณาในส่วนนี้ใหม่”

1 view0 comments