Search

ขึ้นต่อได้ก็เสี่ยงเกินกว่าจะตามไปด้วย


ตลาดหุ้นเริ่มไม่วิ่ง ! ต้องเรียนว่าถ้าพิจารณาจากตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญๆ ของโลกที่ประกาศออกมาในสัปดาห์ที่ผ่านมาต้องถือว่าดูดีมากๆ ทั้งในส่วนของการประกาศตัวเลข GDP Growth ในไตรมาสที่ 3 ของสหรัฐที่ออกมาที่ 2.9% QoQ สูงกว่าที่ Consensus ประเมินที่ 2.6% QoQ พอสมควร และเพิ่มขึ้นมากกว่าในไตรมาสที่ 2 ที่ระดับ 1.6% QoQ ค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยยืนยันความแข็งแกร่งในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐได้เป็นอย่างดี แม้ว่าตัวเลขในภาคแรงงาน และอื่นๆจะยังบวกลบกลับไปกลับมาอยู่บ้างในช่วงที่ผ่านมา โดยที่ล่าสุดสหรัฐมีการรายงานดัชนีความเชื่อมั่นออกมาที่ 98.1 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 101.0 และลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 103.5 และตัวเลข Initial Jobless Claim ออกมาที่ 2.58 แสนตำแหน่ง สูงกว่าที่ Consensus คาดไว้ที่ 2.55 แสนตำแหน่ง แต่ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 2.61 แสนตำแหน่ง

ส่วนในฝั่งของเอเชียต้องเรียนว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมาตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญๆออกมาดีเกือบหมด โดยเริ่มจากพี่ใหญ่อย่างญี่ปุ่นมีการรายงานอัตราการว่างงานเดือน ก.ย.2559 ออกมาที่ 3% ดีกว่าที่ Consensus คาดที่ 3.1% และตามมาด้วยเกาหลีใต้มีการรายงานตัวเลข GDP Growth ไตรมาส 3 ของออกมาที่ 2.7% YoY ดีกว่าที่ Consensus คาดไว้ที่ 2.6% YoY

ขณะที่ไทยมีการรายงานตัวเลขการส่งออกออกมาเพิ่มขึ้น 3.4% สูงกว่าที่ Consensus คาดว่าจะที่ลดลง 2% อย่างไรก็ดีแม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะออกมาดีแต่ดูเหมือนตลาดหุ้นโลก และภูมิภาคจะเริ่มกลับมาให้น้ำหนักกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งสหรัฐ และการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดแล้ว สะท้อนออกมาจากผลสำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐจาก AAII ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ระบุว่ามีสัดส่วนนักลงทุนสหรัฐที่ประเมินว่าตลาดหุ้นสหรัฐจะยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น หรือ Bullish ในระยะ 6 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 24.8% ยังคงต่ำกว่าสัดส่วนนักลงทุนสหรัฐที่ประเมินว่าตลาดหุ้นสหรัฐกำลังกลับสู่แนวโน้มขาลง หรือ Bearish ในระยะ 6 เดือนข้างหน้าที่ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 34.1%

นอกจากนี้ในส่วนของตลาดหุ้นภูมิภาคเองผลกระทบจากการที่ในสัปดาห์ที่ผ่านมาญี่ปุ่นมีการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อในเดือน ก.ย.2559 ออกมาติดลบ 0.5% เท่ากับที่ Consensus คาด และเท่ากับเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียกลายเป็นเป้าหมายในการขายลดความเสี่ยงออกมาก่อนของ Global Fund Manager สะท้อนออกมาจากการที่ในสัปดาห์ยังคงมีเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่เป็นสัปดาห์ที่ 17 ติดต่อกันอีก 1.14 พันล้านดอลลาร์ แต่ตลาดหุ้นเอเชียกลับมามีกระแสเงินทุนไหลออกสวนทางออกมาราว 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ถ้าไปพิจารณาในภาพของค่าเงิน “นายหมูบิน” มองว่าปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นเอเชียมากที่สุดในระยะสั้นจะอยู่ที่การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดมากที่สุด สะท้อนออกมาจากทิศทางของค่าเงินในภูมิภาค โดยที่ในสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนี US Dollar index ยังคงเดินหน้าปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน และยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องก่อนการประชุมในเดือน ธ.ค.2559 สวนทางกับดัชนี JP Morgan Asia Dollar Index ที่ยังคงอ่อนค่าลง

ดังนั้นในเชิงของแนวโน้ม “นายหมูบิน” มองยังมองว่าการพักตัวในระยะสั้นๆ ตามปัจจัยฤดูกาล หรือ Seasonality ในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.2559 ของ SET ยังคงสามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ SET ยังคงไม่สามารถปิดเหนือ 1,560 จุดก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐวันที่ 8 พ.ย.2559

สัญญาณต่างชาติขายทำกำไรชัดเจนมาก ! : ในเชิงของทิศทาง (Direction) และการเหวี่ยงตัว (Momentum) ของตลาดหุ้นโลก และภูมิภาคเริ่มสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของการพักตัวในระยะสั้นๆแล้ว โดยที่ในเชิงของ Momentum สะท้อนออกมาจากการที่ดัชนี VIX Index ของตลาดหุ้นสหรัฐ และ HSI VIX Index ของตลาดหุ้นฮ่องกง เริ่มขยับตัวขึ้นยืนเหนือบริเวณเส้นค่าเฉลี่ย EMA 200 วันแล้ว สอดคล้องกับในเชิงของ Direction ที่ล่าสุดดัชนีของตลาดหุ้นสหรัฐ และอาเซียนยังคงแกว่งตัวต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย EMA 75 วัน และมีโอกาสที่จะหลุดเส้นค่าเฉลี่ยสำคัญอย่าง EMA 200 วันด้วย

ในด้านของทิศทางเงินทุน ในสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงมีเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้น และพันธบัตรเอเชียอย่างต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน โดยเฉพาะเกาหลีที่กลับมามีเงินทุนไหลออกทั้ง 2 ตลาดมากที่สุดคือ 1.8 พันล้านดอลลาร์ในตลาดพันธบัตร และ 51.8 ล้านดอลลาร์ในตลาดหุ้น ในขณะที่กลุ่มประเทศ TIPs รวมทั้งไทยด้วยเริ่มที่จะมีเงินทุนไหลกลับเข้ามาในตลาดพันธบัตร แต่ในตลาดหุ้นยังคงมีเงินทุนไหลออกอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ในส่วนของตลาดหุ้นไทยนั้น ในสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่ากลุ่มวัสดุก่อสร้าง, ค้าปลีก, สื่อสาร และปิโตรเคมีเป็นกลุ่มที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิผ่าน NVDR ออกมามากที่สุด ขณะที่กลุ่มอาหาร, พลังงาน, ธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์เป็นกลุ่มที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิผ่าน NVDR เข้ามามากที่สุด ดังนั้นบนทิศทางของกระแสเงิน และค่าเงินในภูมิภาคดังกล่าว ทำให้ “นายหมูบิน” ยังคงมองว่าการไปต่อของ SET เหนือ 1,560 จุดในช่วงที่เหลือของปี 2559 โดยการคาดหวังว่าจะเห็นการเข้าซื้อต่อเนื่องของนักลงทุนต่างชาติเป็นปัจจัยสนับสนุนหลักมีความเป็นไปได้น้อยมากแล้ว โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาในทางเทคนิค “นายหมูบิน” พบว่าการที่ Indicator สำคัญอย่าง MACD ของดัชนี Accumulated Foreign Fund Flow ยังคงอยู่ในภาวะ Negative Divergence กับดัชนี Accumulated Foreign Fund Flow อย่างต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 8 ติดต่อกัน และล่าสุดปรับตัวลงต่ำกว่า Zero Line เป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือนแล้ว สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสที่นักลงทุนต่างชาติจะกลับมาขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้ามีสูงมาก ซึ่งจะสอดคล้องกับปัจจัยเชิงฤดูกาล (Seasonality)

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) : กรณีที่ SET ยังกลับไปปิดเหนือ 1,560 (+/-5) จุดไม่ได้ แนะนำ “ถือเงินสด” อีกครั้ง หรือ “Wait and See” ไปรอ “อ่อนตัวซื้อเก็งกำไร” ในกรอบ 1,410 (+/-5) จุด ในหุ้น PTT, PTTGC, TOP, BDMS, ROBINS, MINT, CPN, AAV, AOT, CK, SCB และ KBANK สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “ลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลงมาอยู่ที่ระดับ 25% ของพอร์ต”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/moobin.stockmania และ e-mail ที่ moobin.stockmania@gmail.com แล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ทาง FM 101 ทุกวันอาทิตย์ในรายการ ”เซียนเศรษฐกิจ” เวลา 10.00-12.00 น. และ www.dokbiaonline.com เช่นเดิมครับ


For advertising please call: 02-2534691